LEARNING

นักวิชาการชี้ 'การควบคุมสุราและยาสูบ' ต้องเป็น'วาระแห่งชาติของทั้งรัฐบาล'



กรุงเทพฯ-เมื่อวันที่ 27 ส.ค.2569 ที่ รัฐสภา ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ และคณะ ได้เข้ายื่นหนังสือ ‘ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการแก้ปัญหา NCDs’ ต่อประธานรัฐสภา ผ่านที่ปรึกษาประธานรัฐสภา

ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า มีคำถามว่า ‘สสส. ลงทุนสร้างเสริมสุขภาพมาเกือบ 25 ปี เหตุใดคนไทยยังอ้วนขึ้น เป็นเบาหวาน และความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น’ การตั้งคำถามเรื่องประสิทธิผลและความคุ้มค่าของงบประมาณสาธารณะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทุกองค์กร รวมทั้ง สสส. ควรแสดงให้เห็นว่าเงินที่ใช้ไปช่วยลดปัจจัยเสี่ยง ลดผู้ป่วย ลดการเสียชีวิตก่อนวัย และสร้างความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจได้เพียงใด ทั้งนี้มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ ได้ศึกษาภาระทางเศรษฐศาสตร์จากโรคที่เกิดจากโรคไม่ติดต่อเรื้องรัง (NCDs) ในประเทศไทย พ.ศ.2565 พบว่า NCDs ทั้งโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็ง เบาหวาน และโรคปอดเรื้อรัง เกิดจากพฤติกรรมการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม และการขาดกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ นำมาซึ่งการเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจไทยมหาศาลถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือ 9.7% ของ GDP โดยสินค้าทั้ง 4 ประเภท คือ อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและเกลือสูง สุรา และยาสูบ เป็นสินค้าอันตรายที่กำหนดสุขภาพ ที่องค์การสหประชาชาติ ระบุว่าเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ของประชาคมโลกรวมทั้งประเทศไทย

การสรุปว่า NCDs เพิ่มขึ้น เพราะ สสส. ทำงานไม่ได้ผล เป็นการตั้งโจทย์ผิดตั้งแต่ต้น เพราะปัจจัยที่กำหนดการบริโภคอาหารหวาน เค็ม มัน สุรา และยาสูบไม่ได้อยู่ในมือของกระทรวงสาธารณสุข สปสช. หรือ สสส. เพียงฝ่ายเดียว การประเมินจำเป็นต้องมองทั้งระบบ เพราะนโยบายราคาและภาษีอยู่ในมือกระทรวงการคลังสถานบริการและจัดจำหน่ายเกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย, การค้าและอีคอมเมิร์ซเกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์, การตลาดและประชาสัมพันธ์ออนไลน์เกี่ยวข้องกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, การดื่มสุราแล้วขับเกี่ยวข้องกับตำรวจ กระทรวงคมนาคม และกระบวนการยุติธรรม การปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายเกี่ยวข้องกับตำรวจ สคบ. กระทรวงมหาดไทย และกรมศุลกากรม, ส่วนการคุ้มครองเด็กและเยาวชนเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษาฯ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เหนือกว่านั้น ผู้ที่มีหน้าที่กำหนดทิศทางและทำให้นโยบายทุกกระทรวงทำงานสอดคล้องกันคือนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ดังนั้นการตั้งโจทย์ผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือโดยมีเจตนาอื่นแอบแฝง จะทำให้การแก้ปัญหาที่ใหญ่ระดับโลกนี้หลงประเด็นและทิศทาง

ศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) กล่าวว่า จากการศึกษาต้นทุนทางเศรษฐกิจจากการบริโภคแอลกอฮอล์ของประเทศไทยในปี 2564 พบว่า ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากแอลกอฮอล์มีมูลค่าสูงถึง 165,450.5 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 1.02 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) คิดเป็นประมาณ 2,500 บาทต่อประชากรหนึ่งคน และมีการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ประมาณ 22,804 คน ขณะที่ในปีเดียวกันมีรายได้ภาษีสรรพสามิตจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 140,667 ล้านบาท ความสูญเสียนี้ประกอบด้วยการเสียชีวิตก่อนวัย การขาดงาน ค่ารักษาพยาบาล

ถ้าเราต้องการลดปัญหาแอลกอฮอล์จริง เราไม่สามารถถามเฉพาะว่าหน่วยงานสุขภาพทำอะไรไปแล้วบ้าง แต่ต้องถามว่าทั้งรัฐบาลได้ใช้อำนาจที่ตัวเองมีอย่างเต็มที่หรือยัง เพราะราคาสุรา การเข้าถึง การตลาด สถานบริการ และการดื่มแล้วขับ ล้วนอยู่ในมือของหลายกระทรวง ซึ่งกฎหมาย พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 ก็สะท้อนหลักการดังกล่าว โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย และมีรัฐมนตรีจากหลายกระทรวงร่วมอยู่ในคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ แสดงให้เห็นว่าการแก้ปัญหาแอลกอฮอล์เป็นความรับผิดชอบร่วมของรัฐบาล ไม่ใช่งานของกระทรวงสาธารณสุขเพียงกระทรวงเดียว

ผศ.ดร.นพ.วิชช์ กล่าวถึง รายงานการศึกษาภาระทางเศรษฐศาสตร์ของโรคที่เกิดจากการบริโภคยาสูบในประเทศไทย ปี 2567 พบว่า การบริโภคยาสูบเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของคนไทย 70,795 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 11.2 ของการเสียชีวิตทั้งหมดของประเทศ สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทย สูงถึง 352,599 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 3.15 ของ GDP มูลค่าความสูญเสียดังกล่าว สูงถึงร้อยละ 213.2 ของงบประมาณกระทรวงสาธารณสุข ปี 2567 และสูงกว่ารายได้จากภาษียาสูบถึง 6.8 เท่า

โดยในปี 2568 บุหรี่ไฟฟ้าระบาดหนัก จากรณีเด็กนักเรียน ม.2 เสียชีวิตจาก ‘EVALI’ โรคปอดอักเสบรุนแรงที่มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ทำให้นายกรัฐมนตรีสั่งการให้มีการบังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้าและห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเคร่งครัด พบว่าเมื่อรัฐบาลตระหนักถึงภัยร้ายต่อเยาวชนที่อยู่ใกล้ตัวได้มีการสั่งการให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย ตามจับผู้ขาย ทั้งในขั้นตอนการนำเข้า โดยกรมศุลกากรและกระทรวงพาณิชย์ การตรวจจับผู้ขายในตลาดโดยตำรวจ สคบ. และการปิด websites ทาง online โดยตำรวจและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมภายใต้คำสั่งศาล ทำให้มีการจับกุมบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งผิดกฎหมายได้มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ซึ่งผลการตรวจจับใน 1 เดือน สูงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ยืนยันด้วยข้อมูลการสำรวจก็พบว่าหลังการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชนลดลงมากกว่าร้อยละ 40

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของ “ศวส.” และ “ศจย.” ต่อคณะกรรมาธิการ รัฐบาล เพื่อร่วมกันแก้ปัญหา NCDs

คณะกรรมาธิการ

สุรา

ยาสูบ

คณะกมธ.การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน

(กระทรวงการคลัง)

Ÿ ต้องทำให้ภาษีและราคาสุราเพิ่มทันเงิน

  เฟ้อและรายได้

Ÿ ป้องกันเครื่องดื่มราคาถูก

Ÿ เปิดเผยว่ารายได้ภาษีถูกนำกลับมาใช้ลด

  ความสูญเสียจากแอลกอฮอล์เพียงใด

Ÿ ปรับภาษียาสูบเป็นอัตราเดียวและเพิ่มอัตราทั้ง

  ภาษีตามปริมาณและมูลค่า เพื่อลดอัตราการ

  บริโภคเป็นสำคัญ ขณะเดียวกันเพิ่มรายได้จาก

  การจัดเก็บภาษี

Ÿ นำภาษีที่เก็บเพิ่มได้บางส่วนมาเยียวยาชาวไร่

  ยาสูบและการรักษาพยาบาลโรคที่เกี่ยวข้องกับ

  ยาสูบ

Ÿ เข้าร่วมพิธีสารการจัดการสินค้าบุหรี่ผิดกฎหมาย

คณะกมธ.การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา

(กระทรวงพาณิชย์)

Ÿ ต้องทำให้นโยบายการค้า การส่งเสริม

  ตลาด ร้านค้า และอีคอมเมิร์ซสอดคล้อง 

  กับเป้าหมายสุขภาพ

Ÿ สนับสนุนการเปิดเผยค่าใช้จ่ายด้าน

  การตลาด การสนับสนุนกิจกรรมและ

  การใช้แบรนด์ร่วมของบริษัท

Ÿ คงกฎหมายห้ามนำเข้าและห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า

Ÿ นำมาตรการ Commercial Determinants of  

  Health ควบคุมการนำเข้าสินค้าทำลายสุขภาพ

  เหล่านี้

คณะกมธ.การปกครอง

(กระทรวงมหาดไทย)

Ÿ ต้องกำกับสถานบริการ โรงแรม พื้นที่

  ท่องเที่ยว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

  เวลาเปิด–ปิด ความหนาแน่นของจุด

  จำหน่าย

Ÿ เร่งรัดคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ

  จังหวัด (คผยจ.) ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น

  ประธานให้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด

 

Ÿ ฝ่ายปกครองต้องมีการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่อย่างจริงจังและเคร่งครัด

คณะกมธ.การท่องเที่ยว

(กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)

ต้องพัฒนาเศรษฐกิจกลางคืนและการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย ไม่ใช้ยอดขายสุราหรือจำนวนสถานบริการเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จเพียงด้านเดียว และต้องประเมินอุบัติเหตุ ความรุนแรง และต้นทุนสุขภาพร่วมด้วย

Ÿ สนับสนุนแหล่งท่องเที่ยวปลอดบุหรี่เพื่อลด

  ผลกระทบบุหรี่มือสอง

Ÿ สมาคมกีฬา เข้มงวดในการตรวจสอบนักกีฬา เพื่อ

  เพิ่มประสิทธิภาพของนักกีฬาในการแข่งขัน

คณะกมธ.การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

(กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม)

Ÿ ใช้ระบบ API เข้าบริหารจัดการข้อมูลการแจ้งเบาะแสของทุกหน่วยงานเพื่อให้มีฐานข้อมูลรวม  รายงานเป็น DashBoard เข้ารายงานและติดตามผลโดยศูนย์กลางอย่างต่อเนื่อง

Ÿ พิจารณากฎหมายการควบคุมสื่อโซเชียลในเด็ก ดังที่หลายประเทศเริ่มดำเนินการ ดังนี้

       1) ประกาศ “การคุ้มครองเด็กในสภาพแวดล้อมดิจิทัลและ AI” เป็นวาระแห่งชาติ

2) กำหนดมาตรฐาน “การใช้ดิจิทัลที่เหมาะสมตามช่วงวัย”

3) เปลี่ยนจากกำกับเด็กกำกับระบบ Platform : Duty of Care,  Safety by Design, Safety by 

    Default

4) สร้าง “ภูมิคุ้มกันดิจิทัล” ควบคู่กับการสร้างทางเลือกในโลกจริง

        5) สร้างระบบคุ้มครอง เฝ้าระวังและช่วยเหลือเด็กแบบ Fast Track ระดับประเทศ

คณะกมธ.ตำรวจ

(สำนักงานตำรวจแห่งชาติ)

ต้องเพิ่มการตรวจวัดแอลกอฮอล์แบบสุ่ม บังคับใช้กฎหมายดื่มแล้วขับอย่างสม่ำเสมอ และทำให้บทลงโทษมีความแน่นอน

มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

คณะกมธ.การคมนาคม

(กระทรวงคมนาคม)

-

คณะกมธ.การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด

เสนอแนะให้ระบุ ‘นิโคติน’ เป็นยาเสพติด มีการบังคับใช้กฎหมายของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

คณะกมธ.การศึกษา

(กระทรวงศึกษาธิการ)

ต้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากการตลาด การสนับสนุนกิจกรรม และการทำให้ตราสินค้าแอลกอฮอล์เป็นเรื่องปกติในสถานศึกษา

Ÿ ให้ความรู้แก่เยาวชนให้รู้เท่าทันพิษภัยและ

  การตลาดบุหรี่ไฟฟ้า

Ÿ เพิ่มจำนวนโรงเรียนที่ใช้ 7 มาตรการโรงเรียน

  ปลอดบุหรี่ให้ครอบครอง

Ÿ มหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่

คณะกมธ.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

(กระทรวงการอุดมศึกษาฯ)

คณะกมธ.กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ

(กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

Ÿ เสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว ตลอดจนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชน

Ÿ ใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546

 

Ÿ เสนอ ‘นโยบาย Nicotine-Free Generation’ ให้เยาวชนที่เกิดหลังปีพ.ศ.2560 เป็นต้นไป เป็นคนรุ่นใหม่ปลอดนิโคตินตลอดไป

คณะกมธ.การสาธารณสุข

(กระทรวงสาธารณสุข )

มีบทบาทสำคัญด้านความรู้ การเฝ้าระวัง การสื่อสาร การคัดกรอง การบำบัดรักษา และสนับสนุนนโยบาย แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาราคา การเข้าถึง การตลาด สถานบริการ และการบังคับใช้กฎหมายแทนทุกกระทรวงได้

สปสช.

สสส.

คำถามที่ถูกต้องจึงไม่ใช่เพียง ‘สสส. ทำอะไรมา 25 ปี’ แต่ต้องถามว่า ‘ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีและทุกกระทรวงได้ใช้อำนาจที่ตนมี เพื่อลดความสูญเสียจาก NCDs อย่างจริงจังเพียงใด’

เพราะเมื่อธุรกิจเป็นผู้สร้างยอดขาย แต่ประชาชนและสังคมเป็นผู้รับภาระค่าเสียหาย การแก้ปัญหาย่อมต้องเป็นของทั้งรัฐบาลฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายสุขภาพเพียงฝ่ายเดียว