TECH & AI
ออก‘พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์’กำกับเฉพาะ ปลดล็อกช่องว่างเอื้อใช้‘Local content’
กรุงเทพฯ-นักวิชาการธรรมศาสตร์ เตือน ไทยยัง “เปิดประตูกว้าง” ไร้เงื่อนไขคัดกรอง แนะ “บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์” เร่งวางกรอบนโยบาย - หนุนออก “พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์” ปิดช่องกฎหมายกระจัดกระจาย พร้อมชงทำ “SEA” คาดการณ์ผลกระทบรอบด้าน - ดันนักลงทุนใช้ “Local content” พ่วงดึงผู้ประกอบการไทยเข้าซัพพลายเชน
ผศ.นนท์ นุชหมอน อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยเปรียบเหมือนประตูที่เปิดกว้างรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ โดยยังไม่มีมาตรการกำหนดเงื่อนไขว่านักลงทุนต้องผ่านอะไรบ้างจึงจะเข้ามาได้ ต่างจากหลายประเทศที่เริ่มมีมาตรการชะลอการไหลเข้าของอุตสาหกรรมนี้แล้ว โดยเฉพาะในอาเซียนที่เป็นแหล่งลงทุนของดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยกัน อย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียนั้น ไทยเป็นประเทศเดียวที่ยังไม่มีกรอบเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์สีเขียวหรือความยั่งยืนออกมา
ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ควรต้องเร่งประสานหน่วยงานต่างๆ เพื่อวางกรอบนโยบายให้มีความชัดเจน และผลักดันให้เกิดการปรับกฎระเบียบให้สามารถส่งเสริม และกำกับควบคุมได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากแม้ปัจจุบันไทยจะมีกฎหมายหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่มีความเฉพาะเจาะจงในเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ หรืออีกแนวทางหนึ่งคืออาจจะพิจารณาผลักดันออกกฎหมายควบคุมโดยเฉพาะ เป็น พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะช่วยลดความซับซ้อนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และความกระจัดกระจายของกฎหมาย ที่สำคัญยังจะเป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่าไทยมีเป้าหมายในเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์อย่างไร และทำให้นักลงทุนรู้ถึงประโยชน์ที่จะได้รับ และต้นทุนที่ต้องเสีย
นอกจากนี้ ควรเดินหน้าจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพราะปัจจุบันยังขาดหลักฐานทางวิชาการที่จะคาดการณ์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น อาทิ แหล่งที่ตั้งทั้งหมดของดาต้าเซ็นเตอร์ ความต้องการใช้น้ำ และไฟฟ้า การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนข้อมูลอย่างความต้องการทางเทคโนโลยีของดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งที่เข้ามาลงทุนคืออะไร ผู้ผลิตในประเทศรายไหนที่สามารถผลิตชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ได้ เพื่อนำไปสู่การกำหนดสัดส่วนอย่างชัดเจนว่าการจะลงทุนมาตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยจะต้องมีการใช้วัตถุดิบที่ผลิตในไทย (Local content) เท่าไหร่ และเชื่อมโยงผู้ประกอบการของไทยเข้าสู่ซัพพลายเชน เพื่อให้การเปิดรับดาต้าเซ็นเตอร์ครั้งนี้นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศระยะยาวด้วย
“กลายเป็นว่าตอนนี้ผู้ประกอบการของไทยที่ผลิตเทคโนโลยีที่ใช้ในดาต้าเซนเตอร์ก็ต้องเข้าไปหาตลาดในผู้ที่มาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เอง และก็จะพบว่าหลายครั้งผู้มาลงทุนใช้การก่อสร้างโดยใช้รูปแบบการนำเข้าเทคโนโลยี หรืออุปกรณ์ที่มีการประกอบสำเร็จรูปมาเลย ทำให้เกิดผลแค่ในอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ในระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ผลประโยชน์ต่างๆ ที่จะเกิดกับเศรษฐกิจไทยก็จะน้อยลงตามไปด้วย” ผศ.นนท์ กล่าว
ผศ.นนท์ กล่าวต่อไปว่า เพราะถึงแม้เมื่อมีการกำหนดเงื่อนไขแล้วจะทำให้ปริมาณผู้ที่จะมาลงทุนตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ลดลง จากการถูกมองว่าเป็นมาตรการที่เข้มงวดเกินไป แต่จะส่งผลดีกับไทยที่จะได้คัดกรองผู้ที่จะเข้ามาลงทุน เพื่อควบคุมการเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์ หรือพูดง่ายๆ คือ การเปลี่ยนกลยุทธ์จากการรับการลงทุนด้วยความรวดเร็ว และจำนวนเยอะๆ เป็นการเลือกรับการลงทุนที่พร้อมจะอยู่กับประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ที่เหมาะสม
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ไทยควรมีการคำนึงถึงเรื่องนี้มากขึ้น แม้จะไม่ถึงขั้นจะต้องปิดประตูรับอุตสาหกรรมนี้เลย แต่ควรจะมีมาตรการที่ช่วยกำกับควบคุมผลในระยะยาว เพราะหลังจากก่อสร้างเสร็จแล้ว และดาต้าเซ็นเตอร์เริ่มดำเนินการ ผลต่อเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไป เช่น การจ้างงานก็จะเน้นไปที่บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และจ้างในปริมาณไม่มาก อีกทั้งจะต้องมีการจัดหาทรัพยากรน้ำ และไฟฟ้ามารองรับเพิ่มขึ้นเพื่อมารองรับ ซึ่งอย่างกรณีไฟฟ้าตอนนี้ก็ยังอาศัยจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และอาจทำให้ไทยไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านการลดก๊าซเรือนกระจกได้
รวมถึงในส่วนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทางเลือกของไทยก็ยังไม่พร้อมจะขึ้นมาเป็นพลังงานหลักสำหรับรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งการจะลงทุนเพิ่มเติมในส่วนนี้ก็เป็นโจทย์ที่ต้องคิดให้รอบคอบ เช่น หากจะตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) เพื่อมารองรับ ฯลฯ นอกจากนี้ การเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากยังอาจส่งผลกระทบในเรื่องราคาที่ดิน ซึ่งพื้นที่ที่ได้รับความสนใจมากก็จะเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ตอนนี้ก็ถูกจับจองไปค่อนข้างมากแล้ว รวมถึงยังมีเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการจัดการชิ้นส่วนต่างๆ ที่หมดอายุการใช้งาน หรือของเสียที่หลายคนกำลังมีความกังวลด้วย
“ภาครัฐควรเป็นผู้ที่มองผลกระทบเหล่านี้ในเชิงล่วงหน้า ผ่านการประเมินสิ่งแวดล้อมในเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) หรือประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทางเศรษฐกิจในเชิง Macro เป็นเท่าไหร่ โดยอาจจะเปิดให้คนที่สนใจสามารถเข้าไปตรวจสอบ (ผลการประเมิน) ได้ด้วย เพื่อให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมได้มาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันและจะช่วยให้ทิศทางต่างๆ มีความชัดเจนเร็วขึ้น” ผศ.นนท์ กล่าว
