IN NEWS
สรุปประเด็นสำคัญประชุมครม.22ก.ย.นี้ 'เพิ่มสิทธิคนพิการ-ร่วมญี่ปุ่น-กำหนดขยะ'
ครม. เห็นชอบบันทึกข้อตกลงส่งเสริม “บ้านประหยัดพลังงาน” ยกระดับที่อยู่อาศัยสีเขียวทั่วไทย/ครม. ไฟเขียวแก้กฎหมายยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ เพิ่มสิทธิ-สวัสดิการ ปรับกลไกขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม/ครม.เห็นชอบร่างกรอบการดำเนินงานว่าด้วยการพัฒนาและความร่วมมือด้านการขนส่งอย่างยั่งยืนระดับโลก/ครม.เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีขนส่งเอเปค ครั้งที่ 12/ครม.เห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือระหว่างกระทรวงคมนาคมแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น ด้านแผนงาน นโยบาย เทคโนโลยีการจราจร และการจัดการความปลอดภัยทางถนน/ครม.อนุมัติร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการกำหนดเขตระบบรถขนส่งทางรางและเขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางราง พ.ศ. ..../และครม.อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดสิ่งของหรือของเสียอื่นเป็นขยะ พ.ศ. ….
วันนี้ (22 กันยายน 2569) ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม. มีมติเห็นชอบ (ร่าง) บันทึกความตกลงโครงการส่งเสริมที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) พร้อมอนุมัติให้การเคหะแห่งชาติ ลงนามร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) และมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ให้สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังช่วยผลักดันเป้าหมายของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) และยุทธศาสตร์ชาติ
ทั้งนี้ โครงการมีมูลค่ารวม 32.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,050 ล้านบาท) โดยได้รับเงินให้เปล่าจากกองทุน GEF ผ่าน UNEP 3.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 102.86 ล้านบาท)ร่วมกับเงินลงทุนและบริจาคสมทบจากการเคหะและ กฟผ. มีกรอบดำเนินงาน 5 ปี (บังคับใช้ปี 2569–2572 และขยายเวลาตามความตกลง)
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ระบุว่า ในโครงการนี้ จะมี 3 กิจกรรมหลัก คือ 1.พัฒนามาตรฐานบ้านประหยัดพลังงานประเภทบ้านเดี่ยว/บ้านแฝด และขยายผลการติดฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 2.ดึงสถาบันการเงินจัดตั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้ประชาชนรายได้น้อย–ปานกลางกู้ซื้อหรือสร้างบ้านประหยัดพลังงาน และ 3. พัฒนาบุคลากร อบรมเทคนิคการออกแบบอาคารสีเขียวแก่บุคลากรและรณรงค์ประชาชน
ทั้งนี้ ร่างบันทึกข้อตกลงนี้ กระทรวงการต่างประเทศและกฤษฎีกาเห็นสอดคล้องกันว่าเป็นการตกลงระดับหน่วยงานรัฐกับองค์กรระหว่างประเทศ ไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ และไม่มีภาระงบประมาณเพิ่ม ที่รัฐบาลต้องจ่าย รวมทั้งผ่านการตรวจร่างทางกฎหมายจากอัยการสูงสุดแล้ว
ครม. ไฟเขียวแก้กฎหมายยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ แถลงอีกว่า ที่ประชุมครม. มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ เพื่อปรับปรุงกฎหมายเดิมให้มีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของคนพิการ และยกระดับการคุ้มครองทางสังคมให้ครอบคลุมและเป็นธรรมยิ่งขึ้น
สำหรับสาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว คือ ปรับปรุงบทนิยาม "คนพิการ" ให้ครอบคลุมบุคคลกลุ่มออทิสติก และเพิ่มคำนิยาม "การเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งความพิการ" เพื่อกำหนดขอบเขตการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางตรงหรือทางอ้อม
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีคณะกรรมการ 5 คณะ โดยไฮไลต์สำคัญคือการตั้ง "คณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการ" หรือ คณะกรรมการ วลก. ที่มีอำนาจวินิจฉัยคำร้อง ออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และกำหนดแนวทางเยียวยาผู้เสียหาย รวมถึงมีการตั้ง "คณะกรรมการส่งเสริมและกำกับการเข้าถึงสภาพแวดล้อมได้โดยสะดวก" เพื่อดูแลมาตรฐานสิ่งอำนวยความสะดวก อาคาร สถานที่ ขนส่งสาธารณะ และระบบการสื่อสารอย่างครบวงจร
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายนี้ ได้เพิ่มสิทธิสวัสดิการและค่าชดเชยเยียวยา หากถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมและมีคำวินิจฉัยจากคณะกรรมการ วลก. ผู้เสียหายหรือผู้ดูแลมีสิทธิขอรับค่าชดเชยและเยียวยาจากกองทุนฯ ภายใน 1 ปี และยังเปิดทางให้เอกชนร่วมจัดตั้งศูนย์บริการคนพิการได้ จากเดิมที่จำกัดเฉพาะหน่วยงานรัฐและท้องถิ่นเท่านั้น รวมทั้ง ยังกำหนดให้หน่วยงานรัฐจัดตั้งอัตรากำลังใหม่เพื่อรับคนพิการเข้าทำงาน และเปิดช่องให้สภา/องค์กรคนพิการมีอำนาจดำเนินคดีทางกฎหมายหากหน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติตาม
ทั้งนี้ ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนแล้ว โดยมีผู้เห็นด้วยสูงถึงร้อยละ 97.38 ซึ่งหลังจาก ครม. อนุมัติหลักการแล้ว จะส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา เพื่อให้เนื้อหากฎหมายมีความรัดกุม ทันสมัย และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่คนพิการ ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
ครม.เห็นชอบร่างกรอบการดำเนินงานว่าด้วยการพัฒนาและความร่วมมือด้านการขนส่ง
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกรอบการดำเนินงานว่าด้วยการพัฒนาและความร่วมมือด้านการขนส่งอย่างยั่งยืนระดับโลก และอนุมัติให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ) หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ร่วมให้การรับรองร่างกรอบการดำเนินงานดังกล่าว พร้อมทั้งเข้าร่วมการประชุม GSTF 2026 ระหว่างวันที่ 22 - 23 กันยายน 2569 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งที่ประชุมฯ จะมีการรับรองกรอบการทำงานว่าด้วยการพัฒนาและความร่วมมือด้านการขนส่งอย่างยั่งยืนระดับโลกเพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานในการส่งเสริมการพัฒนาการขนส่งที่ยั่งยืนระหว่างประเทศ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ร่างกรอบการดำเนินงานว่าด้วยการพัฒนาและความร่วมมือด้านการขนส่งอย่างยั่งยืนระดับโลก มีสาระสำคัญ ดังนี้
2.1 วัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งที่ยั่งยืนทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติ รวมทั้งจัดตั้งเวทีความร่วมมือระดับโลกเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดี ตลอดจนสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยยึดหลักการเปิดกว้างและครอบคลุม การขับเคลื่อน ด้วยนวัตกรรม และการมุ่งผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติ ทั้งนี้ ขอบเขตความร่วมมือครอบคลุมการวิจัยและแลกเปลี่ยนนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านการขนส่งที่ยั่งยืน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบบริการขนส่ง และระบบโลจิสติกส์การพัฒนากฎ ระเบียบ มาตรฐานและแนวทางปฏิบัติ การส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพและบุคลากรด้านคมนาคมขนส่ง
2.2 ขอบเขตการดำเนินงาน กรอบการดำเนินงานฯ มีแนวทางความร่วมมือที่สำคัญ ดังนี้
1) การแลกเปลี่ยนนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนงาน มาตรฐาน และแนวปฏิบัติที่ดี
ด้านการขนส่งที่ยั่งยืน
2) การส่งเสริมความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างประเทศ รวมทั้งความร่วมมือ
ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
3) การส่งเสริมการวิจัยร่วม การแลกเปลี่ยนนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ และการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการขนส่งไปประยุกต์ใช้
4) การส่งเสริมการศึกษา การฝึกอบรม และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้าน
การขนส่ง
2.3 กลไกการดำเนินงาน กำหนดให้ Global Sustainable Transport Forum(GSTF) เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนกรอบการดำเนินงาน ประกอบด้วยการประชุมระดับรัฐมนตรี (Ministerial Meetings) การประชุมระดับคณะทำงาน (Working Group Meetings) และการประชุมระดับ ผู้เชี่ยวชาญ (Expert Meetings) รวมทั้งสามารถจัดตั้งความร่วมมือเฉพาะด้าน (Thematic Partnerships) เพื่อดำเนินกิจกรรมด้านการสัมมนา การฝึกอบรม การวิจัย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการจัดทำ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายหรือวิชาการ โดยประเทศผู้เข้าร่วมจะต้องแต่งตั้งผู้ประสานงานหลัก (Focal Point)เพื่อดำเนินการในประเด็นที่มีความสนใจร่วมกัน เช่น การสัมมนา การฝึกอบรม การศึกษาวิจัย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและวิชาการ
“ร่างกรอบการดำเนินงานฯ จะส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการขนส่งที่ยั่งยืน เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดีด้านนโยบาย การวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ การลงทุน วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการขนส่ง รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนาศักยภาพและบุคลากร ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพและความยั่งยืนของระบบขนส่งของประเทศไทย และสนับสนุนการเชื่อมโยงระบบขนส่งและลดสิทธิ์ของไทยกับต่างประเทศ” นางสาวพลอยทะเล กล่าว
ครม.เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีขนส่งเอเปค ครั้งที่ 12
นางสาวพลอยทะเล เปิดเผยอีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีขนส่งเอเปคครั้งที่ 12 และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองแถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีขนส่งเอเปค ครั้งที่ 12 ในวันที่ 22 กันยายน 2569 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้หัวข้อ “ความร่วมมือและนวัตกรรมการสร้างอนาคตที่ดียิ่งขึ้นสำหรับการขนส่งในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก” (Collaboration and Innovation: Shaping a Better Future for Transportation in the Asia-Pacific Region) โดยมุ่งหารือแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นใหม่ และส่งเสริมความร่วมมือด้านการขนส่งเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนย้ายสินค้าและประชาชนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการขนส่งในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมนวัตกรรม การยกระดับและเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการขนส่งสู่ระบบดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีใหม่และปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนการเสริมสร้างความเชื่อมโยงและความยืดหยุ่นของระบบขนส่ง และห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ปุตราจายา ค.ศ. 2040 แผนปฏิบัติการอาโอทีอาโรอา และแผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงของเอเปค (ค.ศ 2015 - 2025) ร่างแถลงการณ์ร่วมจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดี การพัฒนาศักยภาพ และการสานต่อความร่วมมือเชิงปฏิบัติด้านการขนส่งระหว่างสมาชิกเขตเศรษฐกิจเอเปค
ครม.เห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือคมนาคมไทยและญี่ปุ่น
นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อไปว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือระหว่างกระทรวงคมนาคม (คค.) แห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น (Ministry of Land, Infrastructure, Transport and Tourism : MLIT) ด้านแผนงาน นโยบาย เทคโนโลยีการจราจร และการจัดการความปลอดภัยทางถนน (ร่างบันทึกความร่วมมือฯ) และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม (คค.) และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น (Ministry of Land, Infrastructure, Transport and Tourism : MLIT) ได้ร่วมกันจัดทำร่างบันทึกความร่วมมือระหว่าง คค. แห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น ด้านแผนงาน นโยบาย เทคโนโลยีการจราจร และการจัดการความปลอดภัยทางถนน (ร่างบันทึกความร่วมมือฯ) ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อขยายความร่วมมือและแทนที่บันทึกความร่วมมือระหว่าง คค. แห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น ด้านแผนงาน นโยบาย และเทคโนโลยีการจราจร ที่สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 โดยเพิ่มกรอบความร่วมมือด้านความปลอดภัยทางถนน และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่อื่น ๆ เข้ามาช่วยแก้ปัญหาร่วมด้วย รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลในการซ่อมบำรุงถนนและสะพาน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่นหรือเป็นพื้นที่สำคัญ
ครม.อนุมัติร่างกฎกระทรวงกำหนดเขตระบบรถขนส่งทางรางและเขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางราง
นางสาวพลอยทะเล เปิดเผยต่อว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการกำหนดเขตระบบรถขนส่งทางรางและเขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางราง พ.ศ. .… ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงคมนาคมรับความเห็นของกระทรวงอุตสาหกรรมไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง กำหนดให้เจ้าของโครงการต้องกำหนดและจัดให้มีเขตระบบรถขนส่งทางรางและเขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางรางตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง เพื่อประโยชน์ในการบำรุงรักษาและความปลอดภัยของ
การขนส่งทางราง เนื่องจากโครงการรถขนส่งทางรางมีทั้งระดับพื้นดินเหนือพื้นดิน และใต้พื้นดิน ซึ่งมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และวิศวกรรมแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องกำหนดหลักเกณฑ์ ระยะ และเงื่อนไขในการกำหนดแนวเขตให้ชัดเจนเป็นมาตรฐานเดียวกัน และสอดคล้องกับหลักวิศวกรรมและมาตรฐานความปลอดภัย โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดขอบเขตและเงื่อนไขการจัดทำเขตระบบรถขนส่งทางรางและเขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางราง รวมทั้งกำหนดให้มีการจัดทำรายงานและแผนผังเสนอหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างปลอดภัยและคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ
ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการกำหนดเขตระบบรถขนส่งทางรางและเขตปลอดภัยระบบ รถขนส่งทางราง พ.ศ. .... สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
1.ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
2.การกำหนดเขตระบบรถขนส่งทางราง ให้กำหนดเขตระบบรถขนส่งทางราง ดังต่อไปนี้
(1) เขตระบบรถขนส่งทางรางระดับพื้นดิน ให้นับจากขอบนอกสุดของโครงสร้างระบบรถขนส่งทางรางออกไปตามแนวระนาบอย่างน้อยด้านละ 3 เมตร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งระดับเหนือพื้นดินและใต้พื้นดินด้วย
(2) เขตระบบรถขนส่งทางรางระดับเหนือพื้นดิน ให้นับจากพื้นที่ระดับพื้นดิน ขึ้นไปถึงระดับเหนือพื้นดินตั้งแต่ขอบนอกสุดของโครงสร้างระบบรถขนส่งทางราง ที่ยกระดับขึ้นสูงเหนือระดับพื้นดินของแนวเส้นทางระบบขนส่งทางรางออกไปตามแนวระนาบอย่างน้อยด้านละ 3 เมตร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งระดับพื้นดินและเหนือพื้นดิน รวมถึงพื้นที่ภายในใต้สิ่งก่อสร้างของแนวระนาบดังกล่าวด้วย
(3) เขตระบบรถขนส่งทางรางระดับใต้พื้นดิน ให้นับจากพื้นที่ซึ่งมีระดับความลึกจากระดับพื้นดินหรือพื้นน้ำไปถึงใต้พื้นดินที่อยู่บนเส้นตรงที่นับจากขอบนอกสุดของโครงสร้างอุโมงค์ของแนวเส้นทางระบบขนส่งทางรางอย่างน้อยด้านละ 3 เมตร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ระดับพื้นดินและเหนือพื้นดิน หรือเหนือพื้นน้ำด้วย ในกรณีที่มีความจำเป็นซึ่งไม่อาจกำหนดเขตระบบรถขนส่งทางรางตามระยะ ที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งได้ ให้เจ้าของโครงการกำหนดเขตระบบรถขนส่งทางรางโดยคำนึงถึงประโยชน์ในการบำรุงรักษา และความปลอดภัยของการขนส่งทางรางตลอดจนความปลอดภัยของบุคคลซึ่งอยู่ในระบบการขนส่งทางราง สภาพพื้นที่และสภาพแวดล้อม ตามหลักวิศวกรรมหรือมาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เจ้าของโครงการต้องจัดทำรายงานการกำหนดเขตระบบรถขนส่งทางรางและแผนผังแสดงแนวเขตดังกล่าวเสนอต่อกรมการขนส่งทางราง
3. การกำหนดเขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางราง ให้กำหนดเขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางราง ดังต่อไปนี้
(1) เขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางรางระดับพื้นดิน ได้แก่ บริเวณพื้นที่ที่ขยายตามแนวระนาบจากเขตระบบรถขนส่งทางรางระดับพื้นดิน โดยนับต่อจากขอบนอกสุดของเขตระบบรถขนส่งทางรางออกไปอย่างน้อยด้านละ 10 เมตร
(2) เขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางรางระดับเหนือพื้นดิน ได้แก่ บริเวณพื้นที่ที่ขยายตามแนวระนาบจากเขตระบบรถขนส่งทางรางระดับเหนือพื้นดิน โดยนับต่อจากขอบนอกสุดของเขตระบบรถขนส่งทางรางออกไปอย่างน้อยด้านละ 10 เมตร
(3) เขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางรางระดับใต้พื้นดินที่ไม่อยู่ใต้พื้นน้ำ ได้แก่ บริเวณพื้นที่ซึ่งขยายตามแนวระนาบจากเขตระบบรถขนส่งทางรางระดับใต้พื้นดิน ที่ไม่อยู่ใต้พื้นน้ำ โดยนับต่อจากขอบนอกสุดของเขตระบบรถขนส่งทางรางออกไป ซึ่งการคำนวณระยะห่างดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับระดับความลึกของอุโมงค์ใต้พื้นดิน ที่ไม่ได้อยู่ใต้พื้นน้ำ
(4) เขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางรางระดับใต้พื้นดินที่อยู่ใต้พื้นน้ำ ได้แก่ บริเวณ พื้นที่ซึ่งขยายตามแนวระนาบจากเขตระบบรถขนส่งทางรางระดับใต้พื้นดินที่อยู่ใต้พื้นน้ำโดยนับต่อจากขอบนอกสุดของเขตระบบรถขนส่งทางรางออกไป ซึ่งการคำนวณระยะห่างดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับระดับความลึกของอุโมงค์ใต้พื้นดินที่อยู่ใต้พื้นน้ำ ในกรณีที่มีความจำเป็นซึ่งไม่อาจกำหนดเขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางรางตามระยะที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งได้ ให้เจ้าของโครงการกำหนดเขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางราง โดยคำนึงถึง ประโยชน์ในการบำรุงรักษาและความปลอดภัยของการขนส่งทางราง ตลอดจนความปลอดภัยของบุคคลซึ่งอยู่ในระบบการขนส่งทางราง สภาพพื้นที่และสภาพแวดล้อม ตามหลักวิศวกรรมหรือมาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เจ้าของโครงการต้องจัดทำรายงานการกำหนดเขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางราง และแผนผังแสดงแนวเขตดังกล่าวเสนอต่อกรมการขนส่งทางราง
ครม.อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดสิ่งของหรือของเสียอื่นเป็นขยะ พ.ศ. ….
นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อไปว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดสิ่งของหรือของเสียอื่นเป็นขยะ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงคมนาคมรับความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
ร่างกฎกระทรวงฯ เป็นการกำหนดนิยามคำว่า “ขยะ” ตามมาตรา 120/2 (10) แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยพระพุทธศักราช 2456 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2566 ให้ครอบคลุมถึง 1) สารอันตรายที่บรรจุในหีบห่อ ซึ่งข้อบังคับระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยในการขนส่งสิ่งของอันตรายทางน้ำระบุว่าเป็นมลพิษทางทะเล รวมถึงสารซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบทางน้ำ เช่น สารที่มีระดับความเป็นพิษ LC50 EC50 ErC50 เป็นต้น 2) บรรจุภัณฑ์เปล่าที่ผ่านการใช้บรรจุสารอันตรายและสิ่งปฏิกูล เช่น ส่งและของเสียอื่นใดที่ระบายออกจากโถส้วมและโถปัสสาวะ สิ่งที่ระบายออกจากสถานที่ทางการแพทย์บนเรือ สิ่งที่ระบายออกจากบริเวณกักสัตว์มีชีวิต เป็นต้น เพื่อรองรับพันธกรณีตามอนุสัญญาซึ่งประเทศไทยอยู่ระหว่างเตรียมการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ได้แก่ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากเรือ ค.ศ.1973 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพิธีสาร ค.ศ.1978 ภาคผนวก 3 การป้องกันมลพิษจากสารอันตรายที่ขนส่งทางทะเลในรูปแบบหีบห่อ ภาคผนวก 4 การป้องกันมลพิษจากสิ่งปฏิกูลจากเรือ
ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวจะเป็นการยกระดับมาตรฐานการรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยเจ้าของเรือ ผู้ครอบครองเรือ นายเรือ เจ้าของแท่น ผู้ครอบครองแท่น หรือผู้จัดการแท่นมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการทิ้งขยะในทะเลตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2566 และกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดการปล่อยมลพิษจากสารอันตราย หีบห่อที่ผ่านการบรรทุกสารอันตราย และสิ่งปฏิกูลลงสู่ทะเล โดยเฉพาะในบริเวณเขตเศรษฐกิจจำเพาะซึ่งรัฐชายฝั่งมีสิทธิในการใช้สอยทรัพยากรธรรมชาติในบริเวณดังกล่าว ซึ่งรายละเอียดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการกำหนดมาตรฐานการทิ้งสารอันตรายในรูปแบบหีบห่อและสิ่งปฏิกูลดังกล่าว กระทรวงคมนาคมจะจัดทำประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการทิ้งขยะอื่น พ.ศ. .... ต่อไป
