LEARNING

วว.ขับเคลื่อนศก.ฐานรากและอุตฯอนาคต  ผลักดัน9ผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ



กรุงเทพฯ-กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  โดย สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม ร่วมกับ กองพัฒนาบุคคล สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น Impact-driven Organization ผ่านการจัดงาน "TISTR  Innovation  Day : From Research to Impact"  เวทีโชว์ศักยภาพการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างนักวิจัย นักลงทุน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ของประเทศให้เข้มแข็งและยั่งยืน ในวันที่  22 กันยายน 2569 ณ วว. เทคโนธานี คลองห้า จังหวัดปทุมธานี

โดยการจัดงานครั้งนี้ เป็นหมุดหมายสำคัญในการพลิกโฉมงานวิจัยไทยให้ก้าวข้ามกรอบวิชาการ สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ผ่านการนำเสนอผลงานและแนวคิดโมเดลธุรกิจ (Pitching) จาก 9 ทีมผู้ผ่านการอบรมในโครงการ "Growth & Business Mindset for Research-to-Impact (R2I)" ซึ่งครอบคลุมหลากหลายมิติความต้องการของตลาดและเทรนด์โลก ทั้งด้านสุขภาพและความงาม อาหารสุขภาพ ด้านอุตสาหกรรมสีเขียวและเกษตรอัจฉริยะ บริการตรวจสอบความปลอดภัยอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อการตรวจสอบ  จำนวน  9  โครงการ  ได้แก่

โครงการที่ 1  SUNN HEMP Botanical Youth Mask นวัตกรรมแผ่นมาส์กฟื้นฟูผิวจากสารสกัดพฤกษศาสตร์ไทย   โครงการที่ 2  Low-FODMAP Healthy Gut Friendly Food นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับผู้มีภาวะลำไส้แปรปรวน (IBS) และผู้ที่มีปัญหาระบบทางเดินอาหาร  โครงการที่ 3 ONE ProBio Service : One-Stop Service of Probiotic and Bio-processing   โครงการที่ 4  BIOLUBE Palm+ (ไบโอลูบ ปาล์มพลัส) นวัตกรรมน้ำมันหล่อลื่นชีวภาพจากน้ำมันปาล์มเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต   โครงการที่ 5  Blocks Construction บล็อกประสานไบโอชาร์ดักฝุ่น PM 2.5    โครงการที่ 6   InnocuPro (อินโนคิวโปร) นวัตกรรมเครื่องผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์อัตโนมัติสำหรับภาคการเกษตร   โครงการที่ 7  TankSure บริการตรวจสอบ รับรอง และติดตามความปลอดภัยถังก๊าชปิโตรเลียมเหลว (LPG)  แบบครบวงจร    โครงการที่ 8  Biodegradation Testing Center  และโครงการที่ 9  BoltGuard  : Smart Bolt Clamping Force Monitoring

โอกาสนี้ นายพาวุฒิ  ศรีอรัญญากุล  ประธานคณะอนุกรรมการการจัดการความรู้และนวัตกรรม วว.  ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคเอกชน นักลงทุน และผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายวงการ ได้แก่ ดร.เกรียงศักดิ์  เทพผดุงพร  กรรมการผู้จัดการ กลุ่มอำพลฟู้ดส์  ดร.ณิรวัฒน์  ธรรมจักร์   ผู้อำนวยการ  หน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.)  และนายฐิติพัฒน์  ทวีสิน กรรมการบริหาร Propella Group  ที่มาร่วมให้ข้อเสนอแนะและประเมินผลงาน เพื่อให้มั่นใจว่าผลงานวิจัย 9 โครงการที่นำเสนอ สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและสามารถแข่งขันได้จริงในเชิงพาณิชย์

ดร.รจนา  ตั้งกุลบริบูรณ์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์และการจัดการนวัตกรรม วว. กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการแสดงความสำเร็จของการพัฒนาบุคลากรและผลงานวิจัยเ พร้อมเป็นการสร้างสะพานเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้าสู่ภาคธุรกิจ (Research to Commercial) ซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในยุคที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

นอกจากนี้ยังมีการมอบรางวัล KM Awards ประจำปี 2569 ประกอบด้วย KM Best Practice Award  จำนวน 3 หน่วยงาน ได้แก่ 1.Gold Award  ห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 2.Silver Award  กองวิเทศสัมพันธ์  3. Bronze Award  ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์คุณสมบัติของวัสดุ  KM Leader Role Model  ได้แก่ ดร. เรวดี อนุวัฒนา ผูอ.ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ  และดร.สุวิทย์ อัจริยะเมต ผอ.ศูนย์บริหารจัดการองค์กรสู่ความเป็นเลิศ  ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการส่งเสริมการแบ่งปันองค์ความรู้ การสร้างแนวปฏิบัติที่ดี และการเป็นต้นแบบด้านการจัดการความรู้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อน วว. สู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ และสร้างคุณค่าจากองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  โอกาสนี้ ดร.พัชทรา มณีสินธุ์  รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะผู้บริหาร นักวิจัย เข้าร่วมกิจกรรมด้วย 

ทั้งนี้ การนำงานวิจัยออกสู่เชิงพาณิชย์ (Research to Commercial) นับเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (National Competitiveness) เพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง โดยเปลี่ยนทุนทางปัญญา (Intellectual Capital) ให้เป็นทรัพย์สินทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง ในกรอบประเด็น ดังนี้  1.การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) และห่วงโซ่อุปทาน  (Supply Chain)  นวัตกรรมที่นำเสนอ  เช่น การแปรรูปน้ำมันปาล์มเป็นน้ำมันหล่อลื่นชีวภาพ หรือนวัตกรรมทางการเกษตรและอาหารสุขภาพ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรของไทย ลดการพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างห่วงโซ่อุปทานสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy)

2.การตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลก (Global Megatrends)   ผลงานที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ (Health Tech) การจัดการปัญหา ตรงกับความต้องการของตลาดโลกที่มีอัตราการเติบโตสูง (High-Growth Markets) ทำให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนที่เข้าร่วมงานมองเห็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ ขยายตลาดใหม่ (Market Expansion) และดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน (Private Investment)  และ 3.การยกระดับผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ผ่านนวัตกรรม   การผลักดันสตาร์ทอัพเชิงวิจัย (Research-based Startups) และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ให้แก่ประเทศในระยะยาว

ความสำเร็จในการดำเนินงานของ วว. ดังกล่าว มุ่งเน้นที่ผลกระทบเชิงบวก (Impact) ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงในตลาด ที่พร้อมร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) อย่างมั่นคงและยั่งยืน  วว. พร้อมให้บริการ วทน. เสริมสร้างความเข้มแข็งผู้ประกอบการ สอบถามรายละเอียด ได้ที่ call center โทร. 0 2577 9000 หรือที่ระบบบริการลูกค้า  “วว. JUMP” https://tistrservices.tistr.or.th/