IN NEWS
ฝนถล่มกรุง-25จว.จมบาดาลหลายพื้นที่ รัฐฯไร้ผู้นำลุยช่วยน้ำท่วมทางใครทางมัน
กรุงเทพฯ-พายุฝนถล่มประเทศฝนตก3วัน3คืน พื้นที่จมบาลดาลไปหลายจุด รัฐบาลขาดผู้นำแยกกันลุย เอกนิติขนทีมลุยภาคกลางดูแลกลุ่มเปราะบาง สุชาติเตือน 25จังหวัดเสี่ยงแผ่นดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก ให้เฝ้าระวัง24ชม. ขณะที่ “ศุภจี” สั่งพาณิชย์ทั่วประเทศดูแลสินค้าไม่ขาด–ราคาไม่แพง เร่งเติมสต๊อกพื้นที่น้ำท่วม ด้าน “สุรศักดิ์” สั่งระดมทุกหน่วยช่วยผู้โดยสารตกค้าง ส่วนศธ.สั่ง 5 มาตรการดูแลนักเรียน - ครู พร้อมเร่งฟื้นฟูสถานศึกษาด้าน มท.วางตัวเป็นหน่วยงานหลักทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เร่งช่วยเหลือ ปชช. และ/“ศุภมาส” กำชับกรมประชาสัมพันธ์ยกระดับเฝ้าระวัง–แจ้งเตือน เชื่อมข้อมูลช่วยประชาชน“ก่อนระหว่างหลัง” เกิดภัย
วันนี้ (26 กันยายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคกลาง โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ การเสริมแนวป้องกันพื้นที่สำคัญ และความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชน โดยย้ำแนวทาง “ป้องกันไว้ก่อน” และบริหารน้ำอย่างเป็นระบบเพื่อลดผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ
คณะได้ติดตามการป้องกันน้ำท่วมบริเวณวัดไชยวัฒนาราม ซึ่งกรมศิลปากรติดตั้งแนวบังเกอร์ป้องกันน้ำท่วมสำเร็จรูป สูง 1.90 เมตร ระยะทางประมาณ 165 เมตร จำนวน 138 แผ่น พร้อมผ้าใบ กระสอบทราย และระบบสูบน้ำอัตโนมัติ ก่อนตรวจความพร้อมบริเวณวัดกษัตราธิราชวรวิหาร ซึ่งอยู่ระหว่างติดตั้งแนวบังเกอร์แบบน็อกดาวน์ ระยะทางประมาณ 120 เมตร สูง 1.90 เมตร พร้อมเครื่องสูบน้ำ 2 เครื่อง เพื่อป้องกันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่พื้นที่สำคัญ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า นายเอกนิติได้กำชับให้ทุกหน่วยติดตามมวลน้ำจากพื้นที่ตอนบน การระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา และปริมาณฝนอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งบริหารและผันน้ำออกด้านข้าง รวมถึงใช้พื้นที่ทุ่งรับน้ำตามความเหมาะสม เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง โดยในช่วงการลงพื้นที่มีการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงต้องเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่ไม่ให้มวลน้ำไหลสมทบจนเพิ่มผลกระทบต่อประชาชน
ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลนำแนวทางบริหารจัดการน้ำแบบ “ก้างปลา” มาใช้ โดยกระจายน้ำออกทั้งด้านซ้ายและขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อลดปริมาณน้ำในลำน้ำสายหลักและพื้นที่ท้ายเขื่อน พร้อมให้จังหวัด อำเภอ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจพื้นที่เสี่ยง เตรียมเครื่องสูบน้ำ อุปกรณ์ขนย้าย เต็นท์ และพื้นที่รองรับการอพยพให้พร้อม รวมถึงติดตามปริมาณฝน ระดับน้ำ และน้ำทะเลหนุนอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ติดตามความพร้อมของพื้นที่อุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยสวนอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมได้เตรียมเขื่อนและคันดินป้องกันน้ำรองรับสถานการณ์ พร้อมติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบต่อภาคการผลิต ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของแรงงานและชุมชนโดยรอบ
นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยและ ปภ. ได้กำชับให้จังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่ทำงานเชิงรุก ตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงและจุดอ่อนของแนวป้องกันน้ำถึงระดับชุมชน พร้อมเตรียมแผนอพยพและพื้นที่ปลอดภัยล่วงหน้า โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ชุมชนริมแม่น้ำ และพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องสูบน้ำ เรือ รถขนย้าย และเครื่องจักรกลสาธารณภัยในพื้นที่เสี่ยง และเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง
สำหรับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยแล้ว 5 อำเภอ 64 ตำบล 301 หมู่บ้าน และ 14 ชุมชน พร้อมยกระดับมาตรการป้องกันทั้งพื้นที่ชุมชน พื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่การเกษตร โบราณสถาน และพื้นที่อุตสาหกรรม รวมถึงเตรียมการช่วยเหลือและอพยพประชาชน โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ
รัฐบาลเตือน 25 จังหวัดเสี่ยงแผ่นดินถล่ม–น้ำป่าไหลหลาก
นางสาวลลิดา กล่าวต่อไปว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการกรมทรัพยากรธรณียกระดับการเฝ้าระวังแผ่นดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกหนักและฝนสะสมสูง เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
กรมทรัพยากรธรณี โดยศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย ได้แจ้งเตือนเครือข่ายอาสาสมัครและประชาชนในพื้นที่เสี่ยง 25 จังหวัด ให้เฝ้าระวังแผ่นดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากอย่างใกล้ชิดจนถึงวันที่ 27 กันยายน 2569 ได้แก่ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ลพบุรี สระบุรี นครนายก นครราชสีมา ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี ชลบุรี และตราด
พร้อมกันนี้ ได้กำชับเครือข่ายอาสาสมัครแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัยในพื้นที่ตรวจวัดปริมาณน้ำฝนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัยจะติดตามและประเมินสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้ทันต่อสถานการณ์
นอกจากนี้ ขอให้ประชาชนสังเกตสัญญาณเตือนจากธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำในลำห้วยที่เปลี่ยนเป็นสีขุ่นข้น หรือมีเศษซากไม้ไหลมากับน้ำ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของน้ำป่าไหลหลากหรือแผ่นดินถล่ม พร้อมจัดเวรเฝ้าระวัง วางระบบแจ้งเตือนตั้งแต่ต้นน้ำถึงท้ายน้ำ เตรียมอุปกรณ์ส่องสว่าง และพร้อมเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ทันทีหากสถานการณ์มีความเสี่ยง
“ศุภจี” สั่งพาณิชย์ทั่วประเทศดูแลสินค้าไม่ขาด–ราคาไม่แพง
นางสาวลลิดา เปิดเผยต่อไปว่า รัฐบาลติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักและอุทกภัยในหลายพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการกระทรวงพาณิชย์เตรียมพร้อมดูแลปริมาณและราคาสินค้าจำเป็น โดยย้ำหลักสำคัญ “สินค้าไม่ขาดแคลน–ราคาไม่แพง” พร้อมประสานผู้ประกอบการจัดส่งสินค้าและสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบตามความต้องการ
นางศุภจีได้กำชับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ทั้งปริมาณสินค้า ราคาสินค้าจำเป็น พื้นที่ประสบภัย และความต้องการของประชาชน เพื่อให้ส่วนกลางสามารถประสานความช่วยเหลือและเชื่อมโยงสินค้าเข้าสู่พื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจุดที่การขนส่งได้รับผลกระทบหรือมีความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น
พร้อมกันนี้ ให้พาณิชย์จังหวัดประสานห้างค้าส่ง ห้างค้าปลีก และผู้ประกอบการในพื้นที่ เตรียมและเติมสต๊อกสินค้าจำเป็นให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน หากพบปัญหาด้านการขนส่งหรือการกระจายสินค้า ให้รายงานกระทรวงพาณิชย์ทันที เพื่อเร่งประสานและสนับสนุนการนำสินค้าเข้าสู่พื้นที่
“สุรศักดิ์”สั่งระดมทุกหน่วยช่วยผู้โดยสารตกค้าง
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยว นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้มีข้อสั่งการเร่งด่วนให้ทุกหน่วยงานในสังกัดบูรณาการกำลังดูแล อำนวยความสะดวก และช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และลดผลกระทบต่อการเดินทางให้มากที่สุด
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เร่งบูรณาการหน่วยงานในสังกัดและลงพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นการเร่งด่วน หลังมีเที่ยวบินยกเลิกและมีนักท่องเที่ยวตกค้างจำนวนมาก เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ
พร้อมกันนี้ ได้ประสานกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ โดยใช้สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 เป็นช่องทางรับแจ้งเหตุและประสานความช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ร่วมกับศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (Tourist Assistance Center: TAC) ตลอด 24 ชั่วโมง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
ขณะเดียวกัน ททท. ได้ประสานโรงแรม ที่พัก และสถานประกอบการท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ ทั้งกรณีการเดินทางล่าช้า ตกเที่ยวบิน หรือมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาการเข้าพัก รวมถึงประสานข้อมูลที่จำเป็นเพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนและปรับเปลี่ยนการเดินทางได้อย่างเหมาะสม
“ในช่วงที่สภาพอากาศส่งผลกระทบต่อการเดินทาง รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและการดูแลนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวและผู้โดยสารตกค้าง รวมถึงจุดเชื่อมต่อการเดินทางสำคัญ จึงกำชับให้ทุกหน่วยประสานข้อมูลและอำนวยความสะดวกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว และได้รับผลกระทบน้อยที่สุด” นางสาวลลิดา กล่าว
เร่งรับมือน้ำท่วมเชิงรุกสั่ง5มาตรการดูแลนักเรียน - ครู
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมพร้อมบมือสถานการณ์อุทกภัยในกรุงเทพมหานครและหลายจังหวัด โดยกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามสถานการณ์ ประเมินผลกระทบ และให้ความช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้ปกครอง พร้อมดูแลให้การเรียนการสอนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
ล่าสุด กระทรวงศึกษาธิการได้เร่งดำเนินการ 5 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1. ปรับการเรียนตามสถานการณ์จริง ให้สถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบสามารถปิดเรียนหรือปรับรูปแบบการเรียนได้ตามความเหมาะสม โดยยึดความปลอดภัยเป็นหลัก 2. ยืดหยุ่นการเรียนการสอน ทั้งเวลาเรียน การส่งงาน และการประเมินผล เพื่อไม่เพิ่มภาระให้ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ 3. สำรวจและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งนักเรียน ครู บุคลากร และความเสียหายของสถานศึกษา เพื่อจัดลำดับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน 4. ระดมกำลังอาชีวศึกษาช่วยประชาชนหลังน้ำลด โดยส่งทีมครู นักเรียน นักศึกษา และบุคลากรสายช่างช่วยซ่อมแซมระบบไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องยนต์ บ้านเรือน และสถานศึกษา และ 5. เร่งฟื้นฟูสถานศึกษา ตรวจสอบอาคาร ระบบไฟฟ้า และพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้กลับมาเปิดเรียนได้อย่างปลอดภัยโดยเร็ว
สำหรับงบประมาณในการดำเนินการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดสรรงบประมาณให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขตละ 350,000 บาท เพื่อซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารเรียนที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่กรุงเทพมหานครจะเร่งประเมินความเสียหายและพิจารณาความช่วยเหลือเพิ่มเติม
ส่วนการสอบของคุรุสภาที่จัดขึ้นวันนี้ใน 7 ศูนย์ทั่วประเทศ เบื้องต้นมี 3 ศูนย์ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐม และชลบุรี โดยคุรุสภาเตรียมแนวทางจัดสอบชดเชยสำหรับผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาสอบได้ทัน ขณะที่ผู้เข้าสอบที่เดินทางถึงสนามสอบแล้ว สามารถเข้าสอบได้ตามปกติ
รัฐบาล โดยกระทรวงศึกษาธิการ ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับมาตรการให้ทันต่อสถานการณ์ ตั้งแต่การป้องกันและดูแลความปลอดภัย การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ไปจนถึงการเร่งฟื้นฟูสถานศึกษา เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว และให้นักเรียนสามารถกลับมาเรียนได้โดยเร็วที่สุด
สั่งการจัดการอุทกภัยเชิงรุกมอบหมายมท.เป็นหน่วยงานหลักทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง และมีพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขัง น้ำล้นตลิ่ง และน้ำป่าไหลหลาก ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการสัญจรของประชาชน รัฐบาล บูรณาการทุกหน่วยงานเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ตลอด 24 ชั่วโมง ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เน้นการช่วยเหลือดูแลประชาชนอย่างเต็มที่
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการ 3 มาตรการเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นวงกว้าง ทั้งให้การบริหารจัดการสถานการณ์เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ดังนี้
1. "ยกระดับการเฝ้าระวังและบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยเชิงรุก" โดยติดตามสถานการณ์ฝน ปริมาณน้ำ ระดับน้ำ และพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ริมลำพื้นที่ลาดเชิงเขา และพื้นที่ที่เคยประสบอุทกภัย พร้อมทั้งประเมินแนวโน้มสถานการณ์ล่วงหน้า และเตรียมความพร้อมด้านกำลังคน เครื่องจักรกล วัสดุอุปกรณ์ จุดอพยพ และสถานที่รองรับประชาชน ให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที "โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นลำดับแรก"
2. ให้ "สำนักงาน ปภ.จังหวัด" เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก บูรณาการร่วมกับนายอำเภอ ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มูลนิธิ อาสาสมัคร หน่วยกู้ภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งจัดทำข้อมูลพื้นที่เสี่ยง พื้นที่ได้รับผลกระทบและสถานการณ์น้ำให้เป็นปัจจุบัน พร้อมเตรียมแผนเผชิญเหตุ ระบบแจ้งเตือน การอพยพ และการช่วยเหลือประชาชน และให้จัดเตรียมและระดมเครื่องจักรกลสาธารณภัยและกำลังเจ้าหน้าที่ให้พร้อมปฏิบัติการ โดยหากประเมินแล้วมีแนวโน้มสถานการณ์รุนแรง ให้เร่งเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อพิจารณาสั่งการ และระดมทรัพยากรเข้าดำเนินการโดยทันที
3. ให้ "สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด" เป็นกลไกหลักในการสื่อสารและสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน ด้วยการบูรณาการข้อมูลร่วมกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ประชาชน "ได้รับทราบสถานการณ์ที่เป็นข้อเท็จจริง" สามารถปฏิบัติตนให้มีความปลอดภัย พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยเน้นย้ำให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานในพื้นที่เพื่อความปลอดภัย
“ศุภมาส” กำชับกรมประชาสัมพันธ์ยกระดับเฝ้าระวัง–แจ้งเตือน
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ตนได้กำชับให้หน่วยงานในกำกับดูแล โดยเฉพาะกรมประชาสัมพันธ์และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เร่งสื่อสารข้อมูลการเฝ้าระวัง การแจ้งเตือน และช่องทางช่วยเหลือประชาชนให้ถูกต้อง รวดเร็ว และเข้าถึงทุกกลุ่ม พร้อมเตรียมลงพื้นที่จังหวัดในเขตกำกับโดยเร็วที่สุด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างประสานผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินสถานการณ์ล่าสุดและกำหนดจุดลงพื้นที่ที่จำเป็นต้องเร่งช่วยเหลือประชาชน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเน้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ ประสานการทำงาน และแจ้งเตือนประชาชนอย่างรวดเร็วทันท่วงที ตนจึงให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานส่วนกลาง จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การสื่อสารนำไปสู่การป้องกันและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ นางสาวศุภมาสในฐานะกรรมการในคณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค ซึ่งได้รับมอบหมายให้กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในเขตตรวจราชการที่ 2 ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และสมุทรปราการ และเขตตรวจราชการที่ 9 ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว ตนให้ความสำคัญกับการติดตามทั้งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบแล้วและพื้นที่เสี่ยง โดยประสานข้อมูลสถานการณ์ ความต้องการของประชาชน และข้อจำกัดในการปฏิบัติงาน เพื่อเร่งเชื่อมต่อความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ รวมถึงรวบรวมปัญหาที่ต้องได้รับการสนับสนุนในระดับนโยบายเสนอต่อนายกรัฐมนตรี
