IN NEWS
เผย4กระทรวงลงพื้นที่ช่วยปัญหาน้ำท่วม 'ทส.-อุตฯ-คมนาคม-สธ.'ลุยน้ำช่วยปชช.
กรุงเทพฯ-น้ำท่วมชลบุรี “สุชาติ” ตั้งศูนย์บัญชาการส่วนหน้า ส่งกำลังพล–เรือยาง–เครื่องสูบน้ำ พร้อมเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่วนน้ำท่วมสุพรรณบุรี “วราวุธ” ลงพื้นที่บางปลาม้า เร่งดูแลประชาชน เตรียมประสานเยียวยาเกษตรกรพื้นที่รับน้ำ–สั่งภาคอุตสาหกรรมเฝ้าระวัง พร้อมศูนย์พักพิงรองรับกลุ่มเปราะบางและ สั่ง SME D Bank พักหนี้สูงสุด 12 เดือน พร้อมเติมทุนฉุกเฉินสูงสุด 2 แสนบาท ด้านคมนาคม “สิริพงศ์” เปิดรถโดยสารเส้นทางพิเศษ “อนุสาวรีย์ชัยฯ–รังสิต” พร้อมลงพื้นที่ช่วยประชาชนตั้งแต่ช่วงค่ำ–ส่งอาหารศูนย์พักพิงจตุจักร ด้านสาธารณสุข “พัฒนา” กำชับเฝ้าระวังโรค–ภัยสุขภาพ ย้ำเลี่ยงลุยน้ำหากไม่จำเป็น ระวังไฟดูด–ไฟฟ้าช็อต พร้อมเปิดสายด่วนสาธารณสุขช่วยเหลือประชาชน
“สุชาติ” ตั้งศูนย์บัญชาการส่วนหน้า ส่งกำลังพลทส.รับมือน้ำท่วมชลบุรี

วันนี้ (27 กันยายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระดมกำลังและเครื่องมือเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดชลบุรีอย่างเร่งด่วน โดยเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับทุกหน่วยงานระดมกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มความสามารถ เน้นการทำงานเชิงรุกและเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยโดยเร็ว
กระทรวงฯได้จัดตั้ง “ศูนย์บัญชาการส่วนหน้า” เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานและบัญชาการความช่วยเหลือ พร้อมบูรณาการกำลังพล เครื่องจักร และอุปกรณ์จากหน่วยงานในสังกัด เข้าสนับสนุนการปฏิบัติงานของจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเร่งด่วน
ด้านกำลังพลภาคสนาม ได้ระดมเจ้าหน้าที่จากกรมอช. เข้าร่วมภารกิจช่วยเหลือประชาชน ขณะที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งสนับสนุนเรือยางจำนวน 2 ลำ สำหรับใช้ในการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง
น้ำท่วมสุพรรณบุรี “วราวุธ” ลงพื้นที่บางปลาม้า เร่งดูแลประชาชน

นางสาวลลิดา เปิดเผยอีกว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชน โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้รัฐมนตรีลงพื้นที่ เร่งดูแลและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นอันดับแรก
นายวราวุธได้ลงพื้นที่เทศบาลตำบลโคกคราม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเมื่อน้ำเหนือไหลลงมา โดยปัจจุบันระดับน้ำสูงกว่าระดับถนน ขณะที่อำเภอบางปลาม้าเป็นพื้นที่รับน้ำก่อนเข้าสู่กรุงเทพมหานคร และสถานการณ์ปีนี้มีทั้งระดับน้ำในแม่น้ำท่าจีนที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับมีฝนตกในพื้นที่ในปริมาณมาก จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะจุดที่มีน้ำรั่วซึม ซึ่งต้องเร่งแก้ไขและสูบน้ำออก พร้อมเตรียมรับปริมาณน้ำเหนือที่จะไหลลงมาเพิ่มเติม
นายวราวุธ กล่าวว่า สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการดูแลและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยได้กำชับให้หน่วยงานในพื้นที่เฝ้าระวังระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการและเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
และนายวราวุธได้สั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัดสุพรรณบุรีประสานกับผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยเฉพาะสถานประกอบการที่ยังไม่ได้รับผลกระทบ ให้ติดตามสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำในแม่น้ำท่าจีนอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมความพร้อมรับมือหากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น เพื่อลดผลกระทบต่อสถานประกอบการและการดำเนินธุรกิจ
ด้านการดูแลประชาชน มีการเตรียมความพร้อมรองรับทั้งเรื่องพื้นที่จอดรถ สถานที่พักพิง และกรณีบ้านเรือนไม่สามารถพักอาศัยได้ รวมถึงมีการสำรวจและจัดทำข้อมูลกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ไว้แล้ว หากเกิดเหตุเร่งด่วนสามารถดำเนินการอพยพได้ทันที โดยมีสถานที่พักพิงเตรียมพร้อมรองรับประชาชน
“วราวุธ” สั่ง SME D Bank พักหนี้สูงสุด 12 เดือน พร้อมเติมทุนฉุกเฉินสูงสุด 2 แสนบาท
นางสาวลลิดา กล่าวอีกว่า รัฐบาลเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบให้ผู้ประกอบการ SME ที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์อุทกภัย โดยนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งการให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน ทั้งการพักชำระหนี้และเติมทุนฉุกเฉิน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เสริมสภาพคล่อง และให้ผู้ประกอบการสามารถฟื้นฟูกิจการกลับมาดำเนินธุรกิจได้โดยเร็ว
จากสถานการณ์ฝนตกหนักและอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคกลาง ภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ SME ทั้งทางตรงและทางอ้อม SME D Bank จึงออกมาตรการช่วยเหลือสำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่ประสบภัยพิบัติตามที่ธนาคารกำหนด โดยมีมาตรการสำคัญ ดังนี้
มาตรการแรก “พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย” สำหรับลูกค้าธนาคารที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Term Loan) สามารถพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยได้สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน ส่วนสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนประเภทตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) และสินเชื่อแฟคตอริ่ง สามารถขยายระยะเวลาชำระออกไปได้สูงสุด 180 วัน และสามารถพักชำระดอกเบี้ยได้
มาตรการที่สอง “เติมทุนฉุกเฉิน เพื่อซ่อมแซมฟื้นฟูกิจการ” สำหรับลูกค้าเดิมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและมีสถานประกอบการอยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติตามที่ธนาคารกำหนด โดยให้วงเงินกู้ฉุกเฉิน 10% ของวงเงินเดิม ตั้งแต่ขั้นต่ำ 30,000 บาท สูงสุด 200,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MLR ต่อปี ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 7.05% ต่อปี ระยะเวลากู้ 3 ปี ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน ไม่ต้องมีหลักประกัน และยกเว้นค่าธรรมเนียม พร้อมลดขั้นตอนการนำส่งเอกสารเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
“สิริพงศ์” เปิดรถโดยสารเส้นทางพิเศษ “อนุสาวรีย์ชัยฯ–รังสิต”

นางสาวลลิดา เปิดเผยต่อไปว่า รัฐบาลเร่งอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากสถานการณ์อุทกภัย โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยผู้บริหารกรมการขนส่งทางบก ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 26 กันยายน 2569 พร้อมประสานการจัดระบบขนส่งรองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้เปิดเส้นทางเดินรถโดยสารประจำทางเป็นกรณีพิเศษ ระหว่าง “อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ–รังสิต” เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทางและลดผลกระทบต่อประชาชน โดยให้บริการทั้งขาออกและขาเข้า
สำหรับขาออก ให้บริการจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปยังอู่รถเมล์รังสิต มีจุดรับ–ส่ง ได้แก่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สะพานควาย จตุจักร (BTS) วัดเสมียนนารี สถานีรถไฟดอนเมือง และสิ้นสุดที่อู่รถเมล์รังสิต
ส่วนขาเข้า ให้บริการจากอู่รถเมล์รังสิตไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีจุดรับ–ส่ง ได้แก่ อู่รถเมล์รังสิต สถานีรถไฟดอนเมือง วัดเสมียนนารี จตุจักร (BTS) สะพานควาย และสิ้นสุดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
“พัฒนา” กำชับเฝ้าระวังโรค–ภัยสุขภาพ ย้ำเลี่ยงลุยน้ำหากไม่จำเป็น ระวังไฟดูด–ไฟฟ้าช็อต

นางสาวลลิดา กล่าวอีกว่า นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้กำชับหน่วยงานในสังกัดติดตามและดูแลผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมให้กรมควบคุมโรคประชาสัมพันธ์คำแนะนำในการป้องกันโรคและภัยสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในช่วงน้ำท่วม โดยเฉพาะประชาชนที่จำเป็นต้องเดินลุยน้ำหรือสัมผัสน้ำท่วมเป็นเวลานาน เนื่องจากน้ำท่วมอาจปนเปื้อนเชื้อโรคและสิ่งสกปรก รวมถึงต้องระมัดระวังอันตรายจากระบบไฟฟ้าในพื้นที่น้ำท่วม
โรคและภัยสุขภาพสำคัญที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ โรคไข้เลือดออก โรคฉี่หนู โรคระบบทางเดินอาหาร กลุ่มอาการทางผิวหนังและตาอักเสบ โรคสุกใส และโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร โดยประชาชนควรรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ ดื่มน้ำสะอาด ล้างมือบ่อย ๆ รักษาความสะอาดร่างกาย หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำสกปรก และป้องกันยุงกัด โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ
สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องเดินลุยน้ำ ขอให้สวมรองเท้าบูทหรือรองเท้าหุ้มสูง หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าในน้ำท่วม หลังสัมผัสน้ำควรล้างเท้าและร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที พร้อมเช็ดให้แห้ง หากมีบาดแผลควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วม และหากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง ผื่น ตาแดง ท้องเสียต่อเนื่อง หรือหายใจลำบาก ควรรีบพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้จัดระบบสนับสนุนด้านการแพทย์และสาธารณสุขในพื้นที่ประสบภัย โดยประชาชนสามารถขอความช่วยเหลือกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินผ่านสายด่วน 1669 สอบถามโรคและภัยสุขภาพที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 และสายด่วนสุขภาพจิต 1323 นอกจากนี้ กรณีต้องการความช่วยเหลือด้านอื่น สามารถติดต่อสายด่วนกรมอุตุนิยมวิทยา 1182 การไฟฟ้านครหลวง 1130 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 1129 สายด่วนรัฐบาล 1111 แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย 191 แจ้งเหตุประปาขัดข้อง 1125 และสายด่วนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 1784
