OPINION
จากสตอกโฮล์มถึงปารีส: ห้าทศวรรษแห่ง การทูตสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ โดย: ณัฐธพงษ์ อัครปรีชากุล
บทนำ
ประวัติศาสตร์ของความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศไม่ได้เริ่มต้นจากความกลัว แต่เริ่มต้นจากความตระหนักรู้ ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 มนุษยชาติเริ่มเห็นรอยร้าวที่ปรากฏบนผิวโลกอย่างชัดเจนขึ้นทุกที มลพิษทางอากาศที่ปกคลุมเมืองอุตสาหกรรม น้ำในแม่น้ำหลายสายที่กลายเป็นพิษ และการลดลงอย่างรวดเร็วของทรัพยากรธรรมชาติ ล้วนเป็นสัญญาณเตือนว่าเส้นทางแห่งการพัฒนาที่ไม่คำนึงถึงขีดจำกัดของโลกใบนี้กำลังนำมนุษยชาติไปสู่ทางตัน กระนั้น ความตระหนักรู้เพียงลำพังไม่อาจเพียงพอ สิ่งที่ขาดหายไปคือเวทีที่ประชาคมโลกจะมาร่วมกันคิด ร่วมกันเจรจา และร่วมกันกำหนดทิศทางใหม่ นั่นคือจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์การประชุมด้านสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ ซึ่งกินเวลายาวนานกว่าห้าทศวรรษ และได้หล่อหลอมวิธีคิดของมนุษยชาติต่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง

บทที่หนึ่ง: จุดกำเนิดแห่งสตอกโฮล์ม (1972)
การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ (United Nations Conference on the Human Environment) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ระหว่างวันที่ 5 ถึง 16 มิถุนายน ค.ศ. 1972 ถือเป็นการประชุมระดับโลกครั้งแรกที่ยกประเด็นสิ่งแวดล้อมขึ้นเป็นวาระสำคัญในระดับระหว่างประเทศ การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นจากความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบของอุตสาหกรรมที่มีต่อสภาพแวดล้อมของโลก และเป็นผลมาจากความพยายามอย่างยาวนานของรัฐบาลสวีเดนในการผลักดันให้สหประชาชาติให้ความสนใจต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม
ในการประชุมครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมได้ให้การรับรองปฏิญญาสตอกโฮล์ม (Stockholm Declaration) ซึ่งประกอบด้วยหลักการ 26 ข้อ และแผนปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ (Action Plan for the Human Environment) ปฏิญญาดังกล่าววางประเด็นสิ่งแวดล้อมไว้ในจุดศูนย์กลางของความกังวลระหว่างประเทศ และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ มลพิษทางอากาศ น้ำ และมหาสมุทร กับความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนทั่วโลก แผนปฏิบัติการที่ตามมานั้นประกอบด้วยสามหมวดหมู่หลัก ได้แก่ โครงการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับโลก (Global Environmental Assessment Programme) กิจกรรมการจัดการสิ่งแวดล้อม และมาตรการระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนการประเมินและการจัดการทั้งในระดับชาติและระหว่างประเทศ โดยทั้งหมดนี้ถูกแยกย่อยออกเป็นข้อเสนอแนะ 109 ประการ
ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของการประชุมสตอกโฮล์มคือการก่อตั้งโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme หรือ UNEP) ซึ่งเป็นโครงการแรกของสหประชาชาติที่มุ่งเน้นเฉพาะประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม การก่อตั้ง UNEP ไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นของประชาคมโลก แต่ยังเป็นกลไกเชิงสถาบันที่ทำให้ประเด็นสิ่งแวดล้อมมีที่ยืนถาวรในระบบสหประชาชาติ การประชุมสตอกโฮล์มจึงเป็นรากฐานที่ทำให้การทูตสิ่งแวดล้อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างแท้จริง
บทที่สอง: การปฏิวัติแนวคิดที่ริโอ (1992)
ยี่สิบปีหลังการประชุมสตอกโฮล์ม โลกได้กลับมาพบกันอีกครั้งที่เมืองริโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล ในการประชุมสุดยอดโลก (Earth Summit) หรือการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (United Nations Conference on Environment and Development-UNCED) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 ถึง 14 มิถุนายน ค.ศ. 1992 การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นนับจากสตอกโฮล์ม หากแต่เป็นการยกระดับการอภิปรายไปสู่มิติใหม่ นั่นคือการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนา
การประชุมริโอเป็นผล culmination ของกระบวนการที่เริ่มต้นตั้งแต่เดือนธันวาคม ค.ศ. 1989 ซึ่งประกอบด้วยการวางแผน การให้ความรู้ และการเจรจาระหว่างรัฐสมาชิกทั้งหมดของสหประชาชาติ ผลลัพธ์ที่สำคัญคือการรับรองวาระที่ 21 (Agenda 21) ซึ่งเป็นฉันทามติระดับโลกอย่างเป็นทางการว่าด้วยการพัฒนาและความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม หัวใจสำคัญของ Agenda 21 คือการยอมรับว่าการปกป้องสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือข้ามพรมแดน Agenda 21 มีจุดมุ่งหมายเพื่อสะท้อนฉันทามติระหว่างประเทศในการสนับสนุนและเสริมยุทธศาสตร์และแผนระดับชาติสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเรียกร้องให้ทุกรัฐมีส่วนร่วมในการปรับปรุง ปกป้อง และจัดการระบบนิเวศอย่างดีขึ้น รวมทั้งรับผิดชอบร่วมกันต่ออนาคต
นอกจาก Agenda 21 แล้ว การประชุมสุดยอดโลกยังให้กำเนิดปฏิญญาริโอ (Rio Declaration) ซึ่งประกอบด้วยหลักการ 27 ข้อ ว่าด้วยหุ้นส่วนใหม่ที่เป็นธรรมและการพัฒนาผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐ ภาคสังคม และปัจเจกบุคคล หลักการเหล่านี้สะท้อนความรับผิดชอบของมนุษย์ต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สิทธิของรัฐในการใช้ทรัพยากรของตนเองสำหรับนโยบายสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ตลอดจนความจำเป็นในการร่วมมือระหว่างรัฐในการขจัดความยากจนและการปกป้องสิ่งแวดล้อม แนวคิดหลักคือรัฐต้องดำเนินการด้วยจิตวิญญาณแห่งหุ้นส่วนระดับโลกเพื่ออนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูความสมบูรณ์ของระบบนิเวศของโลก
ในการประชุมริโอครั้งประวัติศาสตร์นี้ รัฐบาล 172 ประเทศ (โดย 108 ประเทศมีผู้นำรัฐหรือหัวหน้ารัฐบาลเข้าร่วม) ได้รับรองข้อตกลงสำคัญสามฉบับเพื่อชี้นำแนวทางในอนาคต ได้แก่ Agenda 21 ปฏิญญาริโอ และแถลงการณ์หลักการป่าไม้ (Statement of Forest Principles) ซึ่งเป็นชุดหลักการเพื่อรองรับการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีตราสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมายสองฉบับที่เปิดให้ลงนาม ณ การประชุมสุดยอด ได้แก่ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity) ยิ่งไปกว่านั้น การเจรจาเกี่ยวกับอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (Convention to Combat Desertification) ได้เริ่มต้นขึ้น ซึ่งต่อมาเปิดให้ลงนามในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1994 และมีผลบังคับใช้ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1996
การประชุมริโอโดดเด่นจากการประชุมอื่น ๆ ของสหประชาชาติด้วยขนาดและขอบเขตของปัญหาที่ศึกษา สหประชาชาติทำงานในริโอเดจาเนโรเพื่อช่วยให้รัฐบาลคิดเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจและหาแนวทางยุติการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่สามารถทดแทนได้และมลพิษของโลก การประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการประชุมสิ่งแวดล้อมอีกครั้งหนึ่ง แต่เป็นการประกาศว่าแนวคิด "การพัฒนาที่ยั่งยืน" ได้กลายเป็นบรรทัดฐานระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ

บทที่สาม: การติดตามผลและความท้าทายในทศวรรษ 1990
หลังการประชุมสุดยอดโลกที่ริโอ ประชาคมโลกได้เดินหน้าต่อด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำให้หลักการต่าง ๆ ที่ได้รับรองไปแล้วกลายเป็นรูปธรรม ในปี ค.ศ. 1997 การประชุมสมัยพิเศษของสมัชชาสหประชาชาติ (Special Session of the General Assembly) ซึ่งรู้จักกันในชื่อ "Earth Summit + 5" ได้ทบทวนการดำเนินการตาม Agenda 21 และเสนอโครงการสำหรับการดำเนินการเพิ่มเติม
ในปีเดียวกันนั้น การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 3 (COP3) ที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ได้ให้กำเนิดพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมายฉบับแรกที่กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว ภายใต้พิธีสารนี้ ประเทศพัฒนาแล้วตกลงที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมลงอย่างน้อยร้อยละ 5.2 จากระดับปี ค.ศ. 1990 ภายในช่วงปี ค.ศ. 2008-2012 พิธีสารเกียวโตถือเป็นก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์การทูตสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นครั้งแรกที่ประชาคมโลกยอมรับพันธกรณีที่มีผลผูกพันทางกฎหมายในการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
อย่างไรก็ตาม ทศวรรษ 1990 ยังคงเป็นช่วงเวลาแห่งความท้าทาย ทั้งในด้านการดำเนินการตามข้อตกลงและการขยายขอบเขตของความร่วมมือ ในปี ค.ศ. 2000 การประชุมสุดยอดสหัสวรรษ (Millennium Summit) ได้ให้กำเนิดเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals — MDGs) จำนวนแปดประการ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดความยากจน ความหิวโหย โรคภัย ความไม่เท่าเทียมทางเพศ และการขาดแคลนน้ำและสุขอนามัยภายในปี ค.ศ. 2015 เป้าหมายเหล่านี้แม้จะไม่ได้มุ่งเน้นที่สิ่งแวดล้อมโดยตรง แต่ก็สร้างกรอบการพัฒนาที่ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นรากฐานสำคัญสำหรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต
บทที่สี่: จากโยฮันเนสเบิร์กถึงริโอ+20
ในปี ค.ศ. 2002 การประชุมสุดยอดโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Summit on Sustainable Development) ที่เมืองโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ ได้ให้กำเนิดแผนปฏิบัติการฉบับใหม่ที่มุ่งเน้นการดำเนินการตาม Agenda 21 อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประมาณ 22,000 คน รวมถึงผู้นำรัฐและหัวหน้ารัฐบาลกว่า 100 คนจาก 189 ประเทศ การประชุมที่โยฮันเนสเบิร์กเปิดโอกาสให้ผู้นำโลกได้กำหนดขั้นตอนที่ konkret และเป้าหมายที่สามารถวัดได้สำหรับการดำเนินการตาม Agenda 21 ที่ดีขึ้น
จากนั้นในปี ค.ศ. 2012 ยี่สิบปีหลังการประชุมสุดยอดโลกครั้งแรก การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (United Nations Conference on Sustainable Development) หรือที่รู้จักกันในชื่อ Rio+20 ได้จัดขึ้นที่เมืองริโอเดจาเนโรอีกครั้ง การประชุมครั้งนี้มีผลลัพธ์สำคัญคือเอกสาร "อนาคตที่เราต้องการ" (The Future We Want) ซึ่งเรียกร้องให้มีการดำเนินการในวงกว้าง รวมถึงการเริ่มต้นกระบวนการจัดตั้งเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) การให้รายละเอียดว่าเศรษฐกิจสีเขียวสามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างไร และการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับ UNEP
รัฐสมาชิกได้ตัดสินใจเปิดกระบวนการพัฒนาเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยต่อยอดจากเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDGs) และบรรจบกับวาระการพัฒนาหลังปี ค.ศ. 2015 การประชุมครั้งนี้ยังได้ให้การรับรองแนวปฏิบัติที่เป็นนวัตกรรมว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว และวางยุทธศาสตร์สำหรับการจัดหาเงินทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน รัฐบาลต่าง ๆ ได้รับรองกรอบระยะเวลาสิบปีสำหรับโครงการว่าด้วยรูปแบบการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน Rio+20 ยังได้มีการตัดสินใจที่มองไปข้างหน้าในหลายพื้นที่เฉพาะเรื่อง รวมถึงพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร มหาสมุทร และเมืองต่าง ๆ และตัดสินใจที่จะจัดการประชุมระหว่างประเทศครั้งที่สามว่าด้วยรัฐกำลังพัฒนาที่เป็นเกาะเล็ก (Small Island Developing States) ในปี ค.ศ. 2014
ผลลัพธ์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของ Rio+20 คือการก่อตั้งสมัชชาสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Assembly — UNEA) ซึ่งกลายเป็นองค์กรตัดสินใจระดับสูงของโลกด้านสิ่งแวดล้อม UNEA ประชุมเพื่อกำหนดลำดับความสำคัญสำหรับนโยบายสิ่งแวดล้อมระดับโลกและพัฒนากฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ การก่อตั้ง UNEA ถือเป็นการยกระดับประเด็นสิ่งแวดล้อมในสถาปัตยกรรมของสหประชาชาติให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

บทที่ห้า: วาระ 2030 และความตกลงปารีส
ปี ค.ศ. 2015 ถือเป็นปีที่สำคัญที่สุดปีหนึ่งในประวัติศาสตร์การทูตสิ่งแวดล้อม ในเดือนกันยายน การประชุมสุดยอดสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (United Nations Summit on Sustainable Development) ได้ให้กำเนิดวาระ 2030 (Agenda 2030) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ประการ (Sustainable Development Goals — SDGs) ซึ่งได้รับการรับรองโดยผู้นำโลก ณ การประชุมสุดยอดสหประชาชาติครั้งประวัติศาสตร์ เป้าหมายทั้ง 17 ประการและเป้าหมายย่อย 169 ประการนี้แสดงให้เห็นถึงขนาดและความทะเยอทะยานของวาระสากลใหม่นี้
SDGs มีความเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมอย่างลึกซึ้ง เป้าหมายที่มีความเชื่อมโยงโดยตรง ได้แก่ เป้าหมายที่ 6 (น้ำสะอาดและสุขอนามัย) เป้าหมายที่ 7 (พลังงานที่เข้าถึงได้และสะอาด) เป้าหมายที่ 11 (เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน) เป้าหมายที่ 12 (การบริโภคและการผลิตที่รับผิดชอบ) เป้าหมายที่ 13 (การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ) เป้าหมายที่ 14 (ชีวิตใต้ทะเล) และเป้าหมายที่ 15 (ชีวิตบนบก) การที่ทุกเป้าหมายของ SDGs มีความเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมในระดับหนึ่ง สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นสิ่งแวดล้อมได้ถูกบูรณาการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการพัฒนาทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องแยกส่วนอีกต่อไป
ในเดือนธันวาคมของปีเดียวกัน การประชุม COP21 ที่กรุงปารีสได้นำไปสู่การรับรองความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จุดมุ่งหมายหลักของความตกลงปารีสคือการเสริมสร้างการตอบสนองระดับโลกต่อภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกในศตวรรษนี้ให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม และพยายามจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิให้เหลือ 1.5 องศาเซลเซียส
ความตกลงปารีสเป็นความตกลงด้านสภาพภูมิอากาศฉบับแรกที่นำภาคีทุกฝ่ายของ UNFCCC มารวมกัน ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างพิธีสารเกียวโตและความตกลงปารีสคือการกลับทิศทางของพลวัตการกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศระดับโลก จากเดิมที่กำหนดเป้าหมายแบบบนลงล่างสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว มาเป็นแนวทางที่ทุกประเทศกำหนดการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดเอง (Nationally Determined Contributions — NDCs) และต้องปรับปรุงทุก ๆ ห้าปี ความตกลงปารีสจึงเป็นทั้งความสำเร็จและจุดเริ่มต้นของความท้าทายใหม่ กล่าวคือ ความท้าทายในการเปลี่ยนคำมั่นสัญญาให้กลายเป็นการกระทำที่แท้จริง
บทที่หก: การระบาดใหญ่และทศวรรษแห่งการดำเนินการ
ปี ค.ศ. 2020 เป็นจุดเริ่มต้นของทศวรรษแห่งการดำเนินการ (Decade of Action) เพื่อส่งมอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในปี ค.ศ. 2030 เป็นช่วงเวลาวิกฤตในการผลักดันวิสัยทัศน์ร่วมและเร่งการตอบสนองต่อความท้าทายที่ร้ายแรงที่สุดของโลก ตั้งแต่การขจัดความยากจนและความหิวโหยไปจนถึงการย้อนกลับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาอันสั้น การแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้เปลี่ยนภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขให้กลายเป็นหนึ่งในวิกฤตระหว่างประเทศที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตของเรา เปลี่ยนแปลงโลกไปอย่างที่เราเคยรู้จัก รายงานเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนปี ค.ศ. 2020 (Sustainable Development Goals Report 2020) ซึ่งจัดทำโดยกรมกิจการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญกว่า 200 คนจากหน่วยงานระหว่างประเทศกว่า 40 แห่ง ได้นำเสนอภาพรวมของความคืบหน้าของ SDGs ก่อนที่การระบาดใหญ่จะเริ่มต้น แต่ยังได้พิจารณาถึงผลกระทบเริ่มต้นที่ทำลายล้างของ COVID-19 ที่มีต่อเป้าหมายและเป้าหมายย่อยเฉพาะ
รายงานดังกล่าวตั้งข้อสังเกตว่ามีความคืบหน้าในบางพื้นที่ เช่น การปรับปรุงสุขภาพแม่และเด็ก การขยายการเข้าถึงไฟฟ้า และการเพิ่มการเป็นตัวแทนของผู้หญิงในรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าเหล่านี้ถูกชดเชยด้วยความไม่มั่นคงทางอาหารที่เพิ่มขึ้น การเสื่อมถอยของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และความไม่เท่าเทียมที่ยังคงมีอยู่และแผ่ขยายไปทั่ว
ผลการค้นพบที่สำคัญ ได้แก่ การคาดการณ์ว่าประชากรประมาณ 71 ล้านคนจะถูกผลักกลับเข้าสู่ความยากจนขั้นรุนแรงในปี ค.ศ. 2020 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกของความยากจนระดับโลกนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 การว่างงานและการจ้างงานต่ำกว่าศักยภาพอันเนื่องมาจากวิกฤตทำให้คนงานประมาณ 1.6 พันล้านคนในเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของกำลังแรงงานโลก อาจได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายได้ของพวกเขาลดลงประมาณร้อยละ 60 ในเดือนแรกของวิกฤต ผู้อยู่อาศัยในสลัมมากกว่าหนึ่งพันล้านคนทั่วโลกมีความเสี่ยงอย่างเฉียบพลันจากผลกระทบของ COVID-19 เนื่องจากขาดที่อยู่อาศัยที่เพียงพอ ไม่มีน้ำประปาในบ้าน ห้องน้ำที่ใช้ร่วมกัน ระบบจัดการขยะที่ไม่เพียงพอ การขนส่งสาธารณะที่แออัด และการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเป็นทางการที่จำกัด

บทที่เจ็ด: สตอกโฮล์ม+50 และสมัชชาสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ
ในปี ค.ศ. 2022 ประชาคมโลกได้กลับมาที่กรุงสตอกโฮล์มอีกครั้งเพื่อรำลึกถึงการประชุมครั้งประวัติศาสตร์เมื่อห้าสิบปีก่อน การประชุมระหว่างประเทศ "สตอกโฮล์ม+50: โลกที่มีสุขภาพดีเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของทุกคน - ความรับผิดชอบและโอกาสของเรา" (Stockholm+50: a healthy planet for the prosperity of all – our responsibility, our opportunity) จัดขึ้นที่กรุงสตอกโฮล์มระหว่างวันที่ 2-3 มิถุนายน ค.ศ. 2022 การประชุมนี้จัดขึ้นในบริบทที่น่ากังวล โดยมีทั้งความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นและความไม่เท่าเทียมที่ growing ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาและความเป็นอยู่ที่ดี ประชาคมโลกได้มารวมตัวกันที่สตอกโฮล์ม+50 เพื่อสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินการเพื่อจัดการกับความเชื่อมโยงเหล่านี้
การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นโดยสหประชาชาติและเป็นเจ้าภาพโดยสวีเดน โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเคนยา Stockholm+50 มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้นำมีโอกาสในการดึงบทเรียนจากการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมพหุภาคีตลอด 50 ปีที่ผ่านมา เพื่อบรรลุการดำเนินการที่กล้าหาญและเร่งด่วนซึ่งจำเป็นต่อการรับประกันอนาคตที่ดีกว่าบนโลกที่มีสุขภาพดี
ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2022 ก่อนการประชุม Stockholm+50 การเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของ UNEP (UNEP@50) ได้จัดขึ้นที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา และ Stockholm+50 ได้เสริมข้อความและผลลัพธ์ของการประชุมครั้งนั้น สมัชชาสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEA) ซึ่งเป็นองค์กรตัดสินใจระดับสูงสุดของโลกด้านสิ่งแวดล้อม มีสมาชิกสากลครบทั้ง 193 รัฐสมาชิก กำหนดวาระสิ่งแวดล้อมโลก ให้คำแนะนำเชิงนโยบายในวงกว้าง และกำหนดการตอบสนองต่อความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นใหม่ UNEA ยังได้ทำการทบทวนนโยบายและเป็นเวทีที่ประชาคมระหว่างประเทศตกลงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับลำดับความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม ทิศทางสำหรับการดำเนินการร่วมกัน และพันธกรณีเชิงนโยบาย
บทที่แปด: บทเรียนและความท้าทายในปัจจุบัน
การเดินทางกว่าห้าทศวรรษของการทูตสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติตั้งแต่การประชุมที่สตอกโฮล์มในปี ค.ศ. 1972 จนถึงปัจจุบัน ได้ให้บทเรียนสำคัญหลายประการ บทเรียนแรกคือการเปลี่ยนแปลงทางความคิด จากการมองว่าสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องแยกส่วน มาเป็นการบูรณาการสิ่งแวดล้อมเข้ากับการพัฒนาในทุกมิติ การประชุมที่ริโอในปี ค.ศ. 1992 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แนวคิด "การพัฒนาที่ยั่งยืน" กลายเป็นบรรทัดฐานระหว่างประเทศ บทเรียนที่สองคือความสำคัญของสถาบัน การก่อตั้ง UNEP, UNEA และกลไกอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่าความมุ่งมั่นทางการเมืองจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อมีสถาบันรองรับ บทเรียนที่สามคือความจำเป็นของความร่วมมือระดับโลก ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่รู้จักพรมแดน การแก้ไขจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกประเทศ
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงมีอยู่มากมาย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดต่อมนุษยชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพกำลังลดลงในอัตราที่น่าตกใจ และมลพิษยังคงสร้างความเสียหายต่อสุขภาพของประชาชนหลายล้านคนทั่วโลก การระบาดใหญ่ของ COVID-19 ได้เปิดเผยให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบสังคมและเศรษฐกิจโลก และได้ทำให้ความคืบหน้าของ SDGs หยุดชะงักลง
ในปี ค.ศ. 2023 การประชุมสุดยอด SDG Summit ซึ่งจัดขึ้นที่นิวยอร์กเมื่อวันที่ 18-19 กันยายน ได้ทำหน้าที่เป็นจุดทบทวนครั้งสำคัญของการดำเนินการตามวาระ 2030 ณ จุดกึ่งกลางของการดำเนินการ ผู้นำโลกได้มารวมตัวกันเพื่อทบทวนความคืบหน้าและเร่งการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การประชุมครั้งนี้ได้เปิดตัวระยะใหม่ของการดำเนินการที่เร่งด่วนเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
บทส่งท้าย
ประวัติศาสตร์การประชุมด้านสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติไม่ใช่เรื่องราวของความสำเร็จที่สมบูรณ์ หากแต่เป็นเรื่องราวของความพยายามที่ต่อเนื่องยาวนาน เป็นการเดินทางที่เริ่มต้นจากความตระหนักรู้ที่สตอกโฮล์ม ขยายไปสู่การปฏิวัติแนวคิดที่ริโอ เติบโตผ่านพิธีสารเกียวโตและเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ เปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่ที่วาระ 2030 และความตกลงปารีสได้กำหนดทิศทางใหม่ให้กับมนุษยชาติ และ culminate ในการประชุมสตอกโฮล์ม+50 ที่ได้ทบทวนเส้นทางที่ผ่านมาและกำหนดทิศทางไปข้างหน้า
ในทุกขั้นตอนของการเดินทางนี้ สหประชาชาติได้ทำหน้าที่เป็นเวทีที่ประชาคมโลกสามารถมาพบกัน เจรจา และตกลงร่วมกัน ในโลกที่ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ การมีเวทีเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย หากแต่เป็นสิ่งจำเป็น เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นปัญหาของมนุษยชาติทั้งมวล การเดินทางจากสตอกโฮล์มถึงปารีสจึงไม่ใช่แค่เส้นทางทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นเส้นทางแห่งการเรียนรู้ร่วมกันของมนุษยชาติ การเรียนรู้ว่าเราทุกคนล้วนเชื่อมโยงกัน และอนาคตของโลกใบนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของเราในการร่วมมือกันอย่างแท้จริง
แหล่งอ้างอิง
- United Nations. "Conferences | Environment and Sustainable Development." https://www.un.org/en/conferences/environment
- United Nations. "United Nations Conference on the Human Environment, Stockholm 1972." https://www.un.org/en/conferences/environment/stockholm1972
- United Nations. "United Nations Conference on Sustainable Development, Rio+20." https://www.un.org/en/conferences/environment/rio2012
- United Nations Framework Convention on Climate Change. "The Paris Agreement." https://unfccc.int/process-and-meetings/the-paris-agreement/what-is-the-paris-agreement
- United Nations. "Transforming our world: the 2030 Agenda for Sustainable Development." https://www.un.org/sustainabledevelopment/sustainable-development-goals/
