IN NEWS

ผลประชุมครม.27ก.ย.69ประเด็นน่าสนใจ พรบ.ฉุกฉินใต้/โป๊ะงบกยศ./ขุดคลองป่าสัก



กรุงเทพฯ-การประชุมครม.วันที่ 29 กันยายน 2569 มีวาระสำคัญดังนี้ปรับกฎหมายธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ครั้งใหญ่ รองรับสัญญาอัตโนมัติ–เช็คและตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ ยกระดับลายมือชื่อ–ยืนยันตัวตน เพิ่มความมั่นใจทำธุรกรรมดิจิทัล/ขยายเวลาประกาศพื้นที่ความมั่นคง 19 อำเภอชายแดนใต้ต่ออีก 1 ปี ถึง 30 ก.ย. 2570 ย้ำใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ดูแลความปลอดภัยต่อเนื่อง ควบคู่ลดการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ตามสถานการณ์/ครม. อนุมัติโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย เริ่มปี 2570 ลดพื้นที่น้ำท่วม 3.48 ล้านไร่–ลดความเสียหาย 16,930 ล้านบาทต่อปี พร้อมเร่งโครงการบางบาล–บางไทร เชื่อมระบบระบายน้ำภาคกลาง/เดินหน้าหนุน กยศ. เสริมสภาพคล่อง 1,206.48 ล้านบาท ดูแลนักเรียน–นักศึกษากว่า 1.4 แสนราย ให้ได้รับค่าเล่าเรียน–ค่าครองชีพต่อเนื่อง ไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา/ครม.อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถยื่นคำขอรับในอนุญาตประกอบการขนส่งได้/ครม.เห็นชอบให้ประเทศไทยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกคณะมนตรีองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO Council)/ครม.เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจด้านการขนส่งระหว่างกระทรวงคมนาคมแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และการขนส่งแห่งสาธารณรัฐเกาหลี/ครม.อนุมัติเพิ่มกรอบวงเงิน 1,544.98 ล้านบาท เดินหน้าจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาปีการผลิต 2568/69 ที่ยังไม่ได้รับสิทธิอีก 233,729 ครัวเรือน ตามมาตรการไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ หรือสูงสุด 10,000 บาทต่อครัวเรือนพร้อมขยายเวลาการดำเนินโครงการถึง 31 ธ.ค. 2569 หลังตรวจสอบข้อมูลเกษตรกรเพิ่มเติมและพบผู้มีสิทธิได้รับเงินเพิ่มและครม. เห็นชอบขยายเวลาจ่ายเงินโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพฯ ถึง 31 ธันวาคม 2569 เพื่อให้เกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์แต่ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ 96 ครัวเรือน วงเงิน 315,975 บาท ได้รับเงินครบถ้วนพร้อมเดินหน้าฟื้นฟูสวนลำไย 8 จังหวัดภาคเหนือ ยกระดับคุณภาพผลผลิตและเพิ่มรายได้เกษตรกร

วันนี้ (29 กันยายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำธุรกรรมและเทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยมุ่งสนับสนุนให้การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นช่องทางหลักแทนการใช้เอกสารในรูปแบบเดิม แต่ไม่ได้ห้ามประชาชนหรือภาคธุรกิจทำธุรกรรมด้วยเอกสารตามปกติ

ร่างกฎหมายดังกล่าวจะขยายขอบเขตให้รองรับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ครอบคลุมมากขึ้น พร้อมกำหนดผลทางกฎหมายของข้อมูลและวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ชัดเจน เพื่อลดข้อพิพาทและสร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรม ทั้งภายในประเทศและการค้าระหว่างประเทศ โดยปรับให้สอดคล้องกับกฎหมายแม่แบบของคณะกรรมาธิการสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ หรือ UNCITRAL Model Law

สาระสำคัญประการหนึ่ง คือ การรับรองผลทางกฎหมายของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์และตราประทับอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อดำเนินการด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้หรือวิธีการที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ประกาศกำหนด รวมถึงกำหนดให้การปิดอากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กรมสรรพากรกำหนด

นอกจากนี้ ยังรองรับการทำสัญญาด้วย “ระบบอัตโนมัติ” โดยกำหนดให้สัญญาที่เกิดจากระบบซึ่งดำเนินการเองโดยไม่มีบุคคลเข้าแทรกแซงสามารถมีผลผูกพันหรือบังคับตามกฎหมายได้ ภายใต้เงื่อนไขที่คู่สัญญาสามารถคาดหมายการทำงานของระบบได้ตามวิธีการปกติ พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการส่งและการยืนยันการได้รับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ให้มีความชัดเจนมากขึ้น

อีกประเด็นสำคัญ คือ การเพิ่มหมวด “ตราสารเปลี่ยนมืออิเล็กทรอนิกส์” เพื่อรองรับตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเช็คในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้สามารถมีผลผูกพันหรือบังคับตามกฎหมายเช่นเดียวกับตราสารที่เป็นเอกสาร รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์เรื่องผู้ครอบครอง การส่งมอบ การสลักหลัง และการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้ ซึ่งจะช่วยรองรับระบบการค้าระหว่างประเทศที่มีการใช้ตราสารอิเล็กทรอนิกส์ในการชำระเงินและแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการมากขึ้น

ร่างกฎหมายยังเพิ่มหลักเกณฑ์สำหรับบริการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 7 ประเภท ได้แก่ บริการพิสูจน์หรือยืนยันตัวตน บริการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ บริการประทับเวลาและวันที่ บริการรับ ส่ง หรือจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ บริการจดทะเบียนหรือรับรองเว็บไซต์หรือโดเมนเนม บริการระบบตราสารเปลี่ยนมืออิเล็กทรอนิกส์ และบริการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

พร้อมกันนี้ จะปรับกลไกกำกับดูแลโดยกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ให้บริการตามระดับความเสี่ยง หรือ Risk-based Approach โดยผู้ให้บริการต้องใช้วิธีการที่เชื่อถือได้ในการสร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา หรือประมวลผลข้อมูล รวมถึงจัดเก็บข้อมูลที่เป็นหลักฐานของธุรกรรม และต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด

ในส่วนการรับรองผู้ให้บริการ กำหนดไว้ 2 แนวทาง คือ ผู้ให้บริการสามารถยื่นคำขอให้ สพธอ. พิจารณารับรอง หรือ สพธอ. สามารถพิจารณารับรองผู้ให้บริการที่ใช้วิธีการซึ่งได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากลได้ โดย สพธอ. จะเผยแพร่รายชื่อผู้ได้รับการรับรองให้ประชาชนตรวจสอบได้ และหากมีเหตุที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของบริการ จะต้องประกาศข้อมูลให้ประชาชนผู้ใช้บริการทราบโดยพลัน

สำหรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และสิ่งพิมพ์ออกจากข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ร่างกฎหมายกำหนดให้สามารถเป็นเอกสารหรือพยานหลักฐานที่รับฟังได้ตามกฎหมาย โดยหากมีผู้โต้แย้งความน่าเชื่อถือของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ผู้โต้แย้งจะเป็นผู้มีภาระการพิสูจน์และออกค่าใช้จ่ายในการพิสูจน์ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภครายย่อย การกำหนดขอบเขตอำนาจของหน่วยงาน และการกำกับมาตรฐานให้มีความชัดเจน ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาร่างกฎหมายต่อไป

นางสาวลลิดากล่าวว่า ร่างกฎหมายกำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายเดิม ถือเป็นผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายฉบับใหม่ ขณะที่พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 จะยังคงใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีกฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลใช้บังคับ

ทั้งนี้ หากร่างพระราชบัญญัติผ่านกระบวนการตามกฎหมายและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันประกาศ โดยได้เตรียมกฎหมายลำดับรองไว้รวม 26 ฉบับ ประกอบด้วยพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับ กฎกระทรวง 3 ฉบับ และประกาศ 21 ฉบับ

รัฐบาลขยายเวลาประกาศพื้นที่ความมั่นคง 19 อำเภอชายแดนใต้ต่ออีก 1 ปี ถึง 30 ก.ย. 2570

นางสาวลลิดา  เปิดเผยอีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการประเมินสถานการณ์ และอนุมัติขยายระยะเวลาการประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวม 19 อำเภอ 4 จังหวัด ออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 เพื่อให้การบริหารจัดการพื้นที่และการดูแลความปลอดภัยของประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

พื้นที่ทั้ง 19 อำเภอ ประกอบด้วย จังหวัดนราธิวาส 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอยี่งอ อำเภอแว้ง และอำเภอสุคิริน จังหวัดปัตตานี 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ อำเภอมายอ อำเภอไม้แก่น อำเภอทุ่งยางแดง อำเภอกะพ้อ และอำเภอแม่ลาน จังหวัดยะลา 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเบตง อำเภอยะหา อำเภอรามัน อำเภอกาบัง และอำเภอกรงปินัง และจังหวัดสงขลา 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอนาทวี อำเภอจะนะ อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การขยายระยะเวลาครั้งนี้เป็นการคงพื้นที่เดิมทั้ง 19 อำเภอ ภายหลังเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 คณะรัฐมนตรีได้มีมติปรับอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ออกจากพื้นที่ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ทำให้จากเดิม 20 อำเภอ เหลือ 19 อำเภอ โดยการขยายครั้งนี้นับเป็นการขยายระยะเวลาการประกาศพื้นที่ดังกล่าวครั้งที่ 22

จากการประเมินของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พบว่า แม้การบูรณาการปฏิบัติงานของหน่วยงานในพื้นที่และการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการจะทำให้การก่อเหตุทำได้ยากขึ้น แต่ยังมีความเคลื่อนไหวและความพยายามสร้างสถานการณ์ในบางพื้นที่ รวมถึงยังมีความเสี่ยงต่อเป้าหมายที่มีการระวังป้องกันต่ำ จึงยังมีความจำเป็นต้องคงมาตรการตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ผลการประเมินความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับการใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พบว่า ความคิดเห็นในภาพรวมอยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 75.40 ขณะที่ร้อยละ 70.36 ไม่ต้องการให้ยกเลิกการประกาศใช้ และร้อยละ 29.64 ต้องการให้ยกเลิก

คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบร่างประกาศและร่างข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการตามมาตรา 21 ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ที่กระทำความผิดเพราะหลงผิดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์และกลับใจเข้ามอบตัว สามารถเข้าสู่กระบวนการอบรมตามคำสั่งศาลและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดแทนการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามปกติ เพื่อเปิดโอกาสให้กลับคืนสู่สังคมและสนับสนุนการสร้างสันติสุขในพื้นที่

เดินหน้าหนุนกยศ.เสริมสภาพคล่อง 1,206.48 ล้านบาท ดูแลนักเรียน–นักศึกษากว่า 1.4 แสนราย 

 นางสาวลลิดา กล่าวอีกว่า กระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ภายในกรอบวงเงิน 1,206,477,900 บาท ให้แก่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อสนับสนุนการให้กู้ยืมแก่นักเรียนและนักศึกษา สำหรับเป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2569 กยศ. ขอรับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 21,900 ล้านบาท แต่ได้รับการจัดสรรจำนวน 5,100 ล้านบาท มีส่วนต่าง 16,800 ล้านบาท โดยที่ผ่านมา กยศ. ได้บริหารเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรควบคู่กับเงินที่ผู้กู้ยืมชำระคืนมาหมุนเวียน เพื่อให้การปล่อยกู้แก่นักเรียนและนักศึกษาที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์สามารถดำเนินต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม จากการประมาณการกระแสเงินสด พบว่า กยศ. มีความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และอาจมีเงินไม่เพียงพอสำหรับโอนจ่ายค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพให้แก่นักเรียนและนักศึกษาผู้กู้ยืมจำนวน 141,838 ราย จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการขอรับงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 1,206,477,900 บาท เพื่อให้การจ่ายเงินกู้ยืมดำเนินต่อเนื่องและไม่ส่งผลกระทบต่อผู้เรียน

สำหรับปีการศึกษา 2569 กยศ. ประมาณการกรอบการให้กู้ยืมสำหรับนักเรียนและนักศึกษาทั้งผู้กู้รายใหม่และผู้กู้รายเก่าที่กู้ต่อเนื่อง จำนวน 775,629 ราย วงเงินประมาณ 47,706.0876 ล้านบาท โดยข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2569 มีผู้ได้รับการให้กู้ยืมแล้ว 577,523 ราย คิดเป็น 74.45% ของกรอบจำนวนผู้กู้ วงเงินกู้ยืม 35,083.5926 ล้านบาท หรือ 73.54% ของกรอบวงเงินทั้งหมด

ทั้งนี้ สำนักงบประมาณได้นำเรื่องกราบเรียนนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้ กยศ. ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ภายในกรอบวงเงิน 1,206,477,900 บาท เพื่อใช้สนับสนุนการให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา สำหรับค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพให้แก่ผู้กู้ยืมอย่างต่อเนื่องจนสิ้นปีงบประมาณ และเนื่องจากวงเงินดังกล่าวเกิน 100 ล้านบาท จึงต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติตามขั้นตอน

นอกจากนี้ กยศ. จะต้องเร่งดำเนินนโยบายกระตุ้นการชำระหนี้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กองทุนมีเงินเพียงพอสำหรับการดำเนินงานในอนาคตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

“งบประมาณส่วนนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้การโอนเงินค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพของผู้กู้ยืมดำเนินต่อไปโดยไม่สะดุด ช่วยให้นักเรียนและนักศึกษาสามารถเรียนต่อได้อย่างต่อเนื่อง ไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา และลดผลกระทบจากข้อจำกัดด้านสภาพคล่องของกองทุน” นางสาวลลิดา กล่าว

ครม. อนุมัติโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย เริ่มปี 2570

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการเกี่ยวกับการช่วยเหลือเยียวยาปัญหาน้ำท่วม โดยที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีดูแลพื้นที่ในแต่ละภาคของประเทศ แต่ยังไม่ได้มีการมอบหมายให้ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานครโดยเฉพาะ เพราะเป็นเขตปกครองพิเศษที่มีผู้ว่าราชการมาจากการเลือกตั้ง โดยเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายและสั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนำเครื่องไม้เครื่องมือ และทหารช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ สามารถช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้เป็นอย่างดี ในการนี้เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและต่อเนื่อง จึงมอบหมายเพิ่มเติมให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานครต่อไป

นายเอกภพกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาวและน้ำแล้ง คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย โดยโครงการนี้จะเริ่มต้นในปี 2570 ใช้เวลา 8 ปี เสร็จสิ้นในปี 2577 ซึ่งข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์พบความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ สามารถลดความเสียหายตีเป็นประมาณได้ 16,930 ล้านบาทต่อปี ลดพื้นที่น้ำท่วมได้ 3.48 ล้านไร่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลาง นอกจากนี้ ยังมีระบบคลองส่งน้ำที่สามารถเก็บกักน้ำในหน้าแล้งได้ประมาณ 1,555 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้งยังมีคลองระบายน้ำที่สามารถเป็นช่องทางขนส่งสินค้าเกษตรได้อีกด้วย โดยต้องมีการเตรียมพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยในส่วนของปี 2570 มีการตั้งงบประมาณเริ่มต้นดำเนินการที่ชัยนาทแล้ว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ยังมีอีกหนึ่งโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่อง แต่ยังไม่แล้วเสร็จ คือ โครงการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากบางบาล–บางไทร ซึ่งวันนี้มีการขยายระยะเวลาโครงการ โดยโครงการนี้จะเชื่อมโยง 2 ระบบเข้าด้วยกันเพื่อลดน้ำท่วมในภาคกลางของประเทศไทย ซึ่งสัญญาเดิมจะต้องแล้วเสร็จในปี 2569 - 2570 แต่เนื่องจากมีความล่าช้าในการส่งมอบพื้นที่จึงต้องขอขยายเวลาไปปี 2572 โดยคณะรัฐมนตรีเห็นควรดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วและไม่ควรขยายเวลาอีก ซึ่งกรมชลประทานระบุว่าจะเสร็จได้ในปี 2571 โดยมติคณะรัฐมนตรีจะไม่ให้ขยายระยะเวลาไปมากกว่านี้อีกแล้ว

สำหรับงบกลางที่เหลืออยู่ในการเยียวยาผู้ประสบภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและทั่วประเทศ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบกลาง 4,731 ล้านบาท โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำรวจและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งท้องถิ่นและกรุงเทพมหานคร ในการดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้เร็วที่สุด

นายเอกภพ ยังกล่าวอีกว่า ในเรื่องของข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ยังได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดให้ร่วมประชุมกับรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีที่รับมอบหมาย และเมื่อมีการลงพื้นที่ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ให้ผู้ว่าราชการต้องอยู่ในพื้นที่เพื่อให้มีการสั่งการและดำเนินการอย่างรวดเร็ว ซึ่งในการดำเนินการนั้นในหลายหน่วยงานที่ร่วมมือกันทำงาน หากมีข้อติดขัดในการสั่งการ หรือข้อติดขัดในการดำเนินการตามนโยบายหรือแนวทางของส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้หน่วยงานและรองนายกรัฐมนตรี รวมถึงรัฐมนตรีต่างๆ ทำเรื่องรายงานถึงนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี จะใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีในการดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ สถานการณ์แม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อวานมีฝนตกในภาคเหนือ ซึ่งแม่น้ำปิงไหลลงมาที่เจ้าพระยา แต่แม่น้ำยังทรงตัวจึงยังไม่มีปัญหาอะไร แต่แม่น้ำเจ้าพระยาจะถูกเติมด้วยแม่น้ำสะแกกรังที่มีฝนตกเยอะ น้ำในเขื่อนเจ้าพระยาจึงมีน้ำปริมาณเพิ่มขึ้น โดยในการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากเดิมที่มีการปล่อยน้ำที่ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ที่ประชุมมีมติเพิ่มการปล่อยน้ำขึ้นสูงสุดได้อยู่ที่ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยให้ปล่อยเป็นระดับขั้นบันไดและดูสถานการณ์โดยไม่ได้ปล่อยทีเดียว โดยปริมาณน้ำ 200 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งหากเพิ่มขึ้นทีเดียว น้ำที่อยู่ในพื้นที่ท้ายเขื่อนจะสูงขึ้น 30 เซนติเมตร ซึ่งการปล่อยน้ำจะต้องดูการเก็บเกี่ยวพืชผลของประชาชนด้วย

ครม.อนุมัติหลักการร่างพ.ร.บ.การขนส่งทางบก ให้อปท.ขอรับในอนุญาตประกอบการขนส่งได้

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 โดยกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบการขนส่งได้ เพิ่มบทบาทของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกประจำจังหวัดและนายทะเบียนประจำจังหวัดในการพิจารณาเกี่ยวกับสถานที่จัดให้มีหรือจัดตั้งสถานีขนส่ง และการอนุมัติหรืออนุญาตเกี่ยวกับสถานีขนส่งในเขตจังหวัดอื่นนอกจาก กทม. ซึ่งเป็นการลดขั้นตอนการขออนุมัติจากส่วนกลาง และทำให้การจัดระบบการขนส่งภายในเขตจังหวัดสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วสอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท.

กระทรวงคมนาคมได้ยกร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมกลไกการกำกับดูแลการขนส่งทางถนนให้สอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจของพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนห้องถิ่น พ.ศ. 2542 และแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. ให้เกิดความชัดเจนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อันจะทำให้ประชาชนใน อปท. ได้รับการบริการสาธารณะด้านการขนส่งทางถนนอย่างทั่วถึง และคงความเป็นระบบของการกำกับดูแล มาตรฐานความปลอดภัย และความเชื่อมโยงของโครงข่ายการขนส่งทางบกระหว่างพื้นที่ และเพื่อให้การดำเนินการตามหลักการกระจายอำนาจมีความชัดเจนและเหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน มีสาระสำคัญ ดังนี้
 1. กำหนดให้ อปท. สามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบการขนส่งได้ โดยบัญญัติไว้ให้ชัดเจนในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 64 (พ.ศ. 2567) 
ออกตามความในพระราชบัญญัติฯ และสอดคล้องกับแนวทางที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน (อปท. สามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบการขนส่งได้)
 2. กำหนดให้คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกประจำจังหวัด มีอำนาจหน้าที่
ในการกำหนดสถานที่จัดให้มีหรือจัดตั้งสถานีขนส่ง เพิ่มเติมจากการกำหนดเส้นทางจำนวนผู้ประกอบการขนส่ง จำนวนรถสำหรับการขนส่ง และอัตราค่าโดยสาร อันเป็นการกระจายอำนาจการพิจารณาไปสู่ระดับพื้นที่ ลดขั้นตอนการขออนุมัติจากส่วนกลาง และทำให้การจัดระบบการขนส่งภายในเขตจังหวัดสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ ความต้องการขนส่งของประชาชน และมาตรฐานการกำกับดูแลตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก และสอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. (ปัจจุบันต้องเสนอคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางพิจารณาอนุมัติ)
 3. เพิ่มบทบาทของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบก ประจำจังหวัดและนายทะเบียนประจำจังหวัดในการอนุมัติหรืออนุญาตจัดตั้งและดำเนินการสถานีขนส่งในเขตจังหวัดอื่นนอกจาก กทม. 
(ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกจะดำเนินการจัดให้มีสถานีขนส่งใน กทม. หรือจังหวัดอื่น ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง) เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพพื้นที่ การเดินทาง 
และความต้องการของประชาชน เพื่อให้การดำเนินการมีความเหมาะสมกับข้อเท็จจริงและสภาพพื้นที่มากยิ่งขึ้น และกำหนดให้ อปท. สามารถเป็นผู้ดำเนินการสถานีขนส่งตามที่กรมการขนส่งทางบกมอบหมายได้

ครม.เห็นชอบให้ประเทศไทยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกICAO Council

นางสาวพลอยทะเล กล่าวอีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกคณะมนตรีองค์การการบินพลเรือนระหวางประเทศ (ICAO Council) ในการประชุมสมัชชา ICAO สมัยวิสามัญครั้งที่ 43 ในเดือนพฤษจิกายน 2569 และเห็นชอบในหลักการให้ประเทศไทยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกคณะมนตรีองต์การการบืนพลเรือนระหว่างประเทศในวาระต่อๆไปอย่างต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เป็นหน่วยงานหลักด้านเทคนิคและการดำเนินงาน รวมถึงการจัดทำข้อมูล ข้อเสนอเชิงนโยบาย สื่อสำหรับการรณรงค์ และการเตรียมบุคลากรและงบประมาณ บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้กระทรวงคมนาคม โดย กพท. ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศสนับสนุนภารกิจของประเทศไทยในกรอบองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งการรณรงค์แสวงหาการสนับสนัน การปฏิบัติหน้าที่ของผู้แทนประเทศไทยในคณะมนตรี ICAO เมื่อได้รับเลือกตั้ง และการเป็นศูนย์กลางการบูรณาการประสานงานระหว่างหน่วยงานของไทยกับ ICAO รัฐสมาชิก และองค์การระหวางประเทศด้านการบิน โดยใหดำเนินการให้สอดคล้องกับห้วงเวลาการรณรงค์ และการเริ่มวาระการดำรงตำแหน่งในคณะมนตรี (ICAO)

พร้อมกันนี้ ครม.มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานหลักด้านการทำรวมถึงการแจ้งความประสงค์สมัครรับเลือกตั้งต่อ ICAO ในนามรัฐบาลไทย และดำเนินการขอเสียงหรือแลกเสียงสนับสนุนจากประเทศสมาชิกขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรืออาจดำเนินการขอแลกเสียงกับประเทศสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ โดยประสานการดำเนินงานกับกระทรวงคมนาคม (กพท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศมีกำหนดจัดการประชุมสมัขชา ICAO สมัยวิสามัญ ครั่งที่ 43  (The 43 Session (Extraordinary of ICAO Asembly) ระหว่างวันที่ 19 - 20 พฤศจิกายน 2569 เพื่อเลือกตั้งรัฐมาชิกเพิ่มเติม 4 รัฐ เป็นสมาชิกคณะมนตรี ICAO ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งประกาศตัว เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกคณะมนตรี ICAO รวมถึงรณรงค์แสวงหาการสนับสนุนและประสานขอรับการสนับสนุนจากรัฐสมาชิกผ่านช่องทางการทูตและเวทีพหุภาคีก่อนวันเลือกตั้ง ซึ่งประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ได้เริ่มพิจารณาการให้เสียงแก่ประเทศที่ลงสมัครเลือกตั้งแล้ว และประเทศสมาชิกบางส่วนจะสรุปผลการให้เสียงแลกเสียงของประเทศตนภายในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อให้ประเทศไทยมีเวลาในการแจ้งรัฐภาคีต่างๆ ให้ทราบถึงเจตนารมณ์ของประเทศไทยที่จะลงสมัครรับเสือทตั่งได้โดยเร็วที่สุด และให้รัฐสมาชิกได้พิจารณการให้เสียง/แลกเสียงให้กับประเทศไทย ประเทศไทยจึงควรมีหนังสือแจ้งรัฐสมาชิกต่างๆ เรื่องการลงสมัครอย่างเป็นทางการไม่เกินวันที่ 1 ตุลาคม 2569  

สำหรับประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเป็นสมาชิกองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ได้แก่ 1.ด้านบทบาทในการกำหนดกติการะหว่างประเทศ 2.ด้านการยกระดับการกำกับดูแลภายในประเทศ 3.ด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการบิน 4.ด้านการต่างประเทศและภาพลักษณ์ของประเทศ และ 5.ด้านการพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้

ครม.อนุมัติก่อหนี้ผูกพันข้ามปีค่าเช่าอาคารที่ทำการสำนักงานททท.ต่างประเทศ

นางสาวพลอยทะเล  เปิดเผยอีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 - 2574 เพื่อเป็นค่าเช่าอาคารที่ทำการสำนักงานสาขาต่างประเทศ จำนวน 5 สำนักงาน ค่าเช่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคลเพื่อใช้ประจำสำนักงาน จำนวน 3 สำนักงาน และค่าเช่าคลังเก็บวัสดุ จำนวน 2 สำนักงาน วงเงินรวมทั้งสิ้น 110,317,100 บาท หรือไม่เกินวงเงินตามสกุลเงินท้องถิ่นสำหรับกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) เสนอ
 
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ ให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 -2574 วงเงินรวมทั้งสิ้น 110,317,100 บาท (หรือไม่เกินวงเงินตามสกุลเงินท้องถิ่น) เพื่อใช้เป็นค่าเช่าประจำสำนักงานสาขาต่างประเทศ ได้แก่ กัวลาลัมเปอร์ นิวเดลี โฮจิมินห์ จาการ์ตา กรุงปราก และเฉิงตู รวมทั้งสิ้น 10 รายการ ประกอบด้วย ค่าเช่าอาคารที่ทำการสำนักงาน ททท. 5 แห่ง ได้แก่ 1) สำนักงานกัวลาลัมเปอร์ 2) สำนักงานนิวเดลี 3) สำนักงานโฮจิมินห์ 4) สำนักงานจาการ์ตา 5) สำนักงานกรุงปราก วงเงิน 99,274,000 บาท

ค่าเช่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคล 3 คัน 1) สำนักงานเฉิงตู 2) สำนักงานกัวลาลัมเปอร์ 3) สำนักงานนิวเดลี วงเงิน 8,954,900 บาท และค่าเช่าคลังเก็บวัสดุ 2 แห่ง 1) สำนักงานโฮจิมินห์ 2) สำนักงานกรุงปราก วงเงิน 2,088,200 บาท เนื่องจากสัญญาเช่าเดิมจะสิ้นสุดลง ในวันที่ 30 กันยายน 2569

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า  ททท. มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องลงนามในสัญญาเช่าฉบับใหม่ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ตามเงื่อนไขของเจ้าของพื้นที่และธรรมเนียมปฏิบัติของแต่ละประเทศเพื่อให้การดำเนินงานในต่างประเทศมีความต่อเนื่องและป้องกันความเสียหายต่อทางราชการ ทั้งนี้ ททท. ได้เสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ไว้แล้ว จำนวน 30,872,600 บาท ส่วนภาระผูกพันในปีงบประมาณที่เหลือจะจัดทำคำขอรับการจัดสรรตามขั้นตอนต่อไป

ครม.เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจด้านการขนส่งระหว่างไทยและกระทรวงที่ดินเกาหลีใต้

วันนี้ (29 กันยายน 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจด้านการขนส่งระหว่างกระทรวงคมนาคมแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และการชนส่ง แห่งสาธารณรัฐเกาหลี  ทั้งนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุง แก้ไขร่างบันทึกความเข้าใจฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของกระทรวงคมนาคม (คค.)  โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือผู้ทีได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยในร่างบันทึกความเข้าใจฯ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติ (18 กุมภาพันธ์ 2563) เห็นชอบร่างบันทีกความร่วมมือ (MOC) ด้านการขนส่งทางถนน ระหว่างกระทรวงคมนาคมแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และการขนส่งแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ตามที่ คค. เสนอ โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดขอบเขตความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายในด้านการขนส่งทางถนนผ่านความร่วมมือในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การพัฒนาแผนงานและโครงการด้านการขนส่งทางถนนที่มีความสนใจร่วมกัน การแลกเปลี่ยนข้อมูลและผู้เชี่ยวขาญ การศึกษาความเหมาะสม การให้คำปรึกษาและช่วยเหลือทางวิชาการ และการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เป็นต้น ทั้งนี้ MOC ดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนาม โดยสิ้นสุดการมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งต่อมาสาธารณรัฐเกาหลีเสนอให้จัดทำร่างบันทึกความเข้าใจฯ เพื่อใช??