OPINION
จากไมโครโฟนถึงเก้าอี้ว่าง: ความล้มเหลว ของพหุภาคี โดย: ณัฐธพงษ์ อัครปรีชากุล
ไมโครโฟนที่ดังทั่วห้อง กับบทสนทนาที่ไม่เกิดขึ้น
นิวยอร์ก ริมฝั่งแม่น้ำอีสต์ กำแพงกระจกของอาคารสำนักงานใหญ่สหประชาชาติสะท้อนท้องฟ้าสีเทาอ่อนของเดือนกันยายน ตึกหลังนี้ตั้งตระหง่านราวอนุสาวรีย์ที่เงียบงัน ตรงพื้นที่ซึ่งเคยเป็นซากปรักหักพังของระเบียบโลกก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อปี 1945 ตัวแทนจากห้าสิบเอ็ดประเทศลงนามในกฎบัตรสหประชาชาติ ภาพในใจของพวกเขาชัดเจน คือให้บทสนทนาเข้ามาแทนที่ปืนใหญ่ ให้กฎกติกาเข้ามาแทนที่อำนาจดิบ และให้เจตจำนงร่วมของมนุษยชาติเข้ามาแทนที่สงครามที่วนกลับมาไม่รู้จบ
แปดสิบเอ็ดปีผ่านไป ตึกหลังนั้นยังยืนอยู่ ห้องประชุมยังโอ่อ่า ธงของสมาชิกยังโบกสะบัดเรียงราย ทว่าภาพที่ผู้คนจดจำจากห้องประชุมสมัชชาใหญ่สมัยสามัญครั้งที่ 81 ไม่ใช่ภาพของการประนีประนอมหรือการจับมือ แต่เป็นภาพของเก้าอี้ที่ว่างเปล่า ภาพแผ่นหลังของผู้แทนที่ลุกเดินออกจากห้อง และภาพผู้นำที่พูดไม่หยุดต่อหน้ากล้อง ขณะที่ที่นั่งของอีกฝ่ายว่างอยู่ตรงหน้า
เมื่อผู้นำคนหนึ่งเริ่มกล่าวสุนทรพจน์ คณะผู้แทนของอีกประเทศหนึ่งก็ลุกขึ้นและเดินออกไป เมื่อฝ่ายหนึ่งประณาม "การรุกราน" อีกฝ่ายก็ตอบด้วยการตำหนิ "การก่อการร้าย" เมื่อคำขู่ว่า "ทำลายล้าง" กับคำเรียกร้อง "สันติภาพ" สลับกันดังขึ้นบนเวทีเดียวกัน โลกก็ดูราวกับกำลังชมละครที่จัดฉากอย่างพิถีพิถัน แต่ผู้แสดงต่างไม่มีใครหันไปมองผู้ชม ละครเรื่องนี้อาจตั้งชื่อได้ว่า "จุดจบของบทสนทนา" สิ่งที่มันเปิดเผยจึงไม่ใช่เพียงความเสียมารยาททางการทูต แต่เป็นวิกฤตที่ลึกกว่านั้น องค์กรที่มีสมาชิก 193 ประเทศ และมีเป้าหมายแรกสุดคือ "การรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ" กำลังสูญเสียหน้าที่พื้นฐานที่สุดของตนหรือไม่ หน้าที่นั้นคือการทำให้คู่ขัดแย้งนั่งลง ฟังกันและกัน และอย่างน้อยในบางคราวก็หาฉันทามติร่วมกันได้
ในทางภาษาศาสตร์ การสื่อสารไม่ได้จบลงที่ถ้อยคำ นักปรัชญาภาษาอย่างเจ. แอล. ออสติน (J. L. Austin) และจอห์น เซิร์ล (John Searle) ชี้ให้เห็นว่าการพูดคือการกระทำอย่างหนึ่ง คำสั่ง คำขู่ คำสัญญา และคำประณามล้วนเป็น "วัจนกรรม" ที่เปลี่ยนสถานะของความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง แต่ในทางกลับกัน การไม่พูดและการไม่ฟังก็เป็นการกระทำเช่นกัน การลุกเดินออกจากห้องขณะที่อีกฝ่ายกำลังพูดคือ "ประโยค" ชนิดหนึ่งที่เขียนขึ้นด้วยร่างกาย มีผู้ส่ง มีผู้รับ มีเจตนา และมีผลลัพธ์ โดยไม่ต้องอาศัยล่ามหรือถ้อยแถลงใด ๆ
บทความนี้จึงเริ่มจากเหตุการณ์เดินออกจากห้องประชุมและข้อพิพาทเรื่องวีซ่าระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่สมัยที่ 81 เพื่อสำรวจทางตันเชิงโครงสร้างที่ระบบสหประชาชาติเผชิญในปี 2026 ผ่านสุนทรพจน์และปฏิกิริยาตอบโต้ของทรัมป์ แอร์โดอัน เปเซชเคียน และเนทันยาฮู ผ่านกรณีของผู้นำปาเลสไตน์และซูดานที่ถูกปิดประตูไม่ให้เข้าห้อง เราอาจมองเห็นคำถามที่ใหญ่กว่าเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ นั่นคือ เมื่อเวทีพหุภาคียังคงอยู่ แต่ผู้แสดงบนเวทีปฏิเสธที่จะมองตากัน ความหมายของเวทีนี้ยังเหลืออยู่อีกหรือไม่

1. องก์แรก: แท่นปราศรัยของทรัมป์กับเก้าอี้ว่างสองตัว
วันอังคารที่ 22 กันยายน 2026 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เดินขึ้นสู่แท่นปราศรัยของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ นี่เป็นการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งที่สองของเขาหลังกลับสู่ทำเนียบขาว และโทนของถ้อยคำในครั้งนี้คมชัดกว่าเดิม ตามรายงานสดของ BBC (2026) สุนทรพจน์วันนั้นวางอยู่บนแกนของ "อำนาจอเมริกัน" เขาประกาศว่าสหรัฐฯ จะไม่อนุญาตให้ภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของประเทศตั้งหลักได้ในซีกโลกตะวันตกอีกต่อไป และเน้นว่าวอชิงตันพร้อมใช้กำลังทหารในที่ที่ตนเห็นว่าจำเป็น
จุดที่ถ้อยคำร้อนแรงที่สุดคือเมื่อทรัมป์กล่าวถึงคิวบา เขาเรียกคิวบาว่า "รัฐที่ล้มเหลวอย่างแท้จริง" และประกาศว่า "มันจะล่มสลาย" บรูโน โรดริเกซ รัฐมนตรีต่างประเทศคิวบา ตอบโต้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด ประณามว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังกระจาย "คำโกหก" และยืนยันว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ไม่อาจยอมรับได้ว่าคิวบาเป็นประเทศที่มีอธิปไตยและเอกราชอย่างสมบูรณ์ ทว่าสิ่งที่ดึงสายตาผู้คนได้มากกว่าถ้อยคำบนโลกออนไลน์คือการกระทำในห้องประชุม คณะผู้แทนคิวบาลุกขึ้นพร้อมกันและเดินออกไปในระหว่างที่ทรัมป์ยังกล่าวสุนทรพจน์อยู่
การเดินออกไม่ได้หยุดอยู่เพียงคิวบา เมื่อทรัมป์หันไปหาอิหร่านและส่งสารที่ชัดเจนถึงเตหะรานว่ามีทางเลือกเพียงสองทาง คือบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ หรือเผชิญ "การทำลายล้างอย่างรวดเร็ว" คณะผู้แทนอิหร่านก็เลือกตอบด้วยวิธีเดียวกัน มีรายงานว่าตัวแทนอิหร่านเกือบทั้งหมดออกจากที่นั่ง เหลือเพียงเจ้าหน้าที่ระดับล่างคนหนึ่งนั่งอยู่จนจบการกล่าว ถ้อยคำของทรัมป์ถูกอธิบายว่าเป็นตัวอย่างของ "การทูตแบบบีบบังคับ" ซึ่งเปิดช่องเจรจาไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ขณะที่อีกมือหนึ่งกุมอำนาจทางทหารที่เหนือกว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศเคยแสดงความกังวลต่อ "วาทกรรมที่น่าตกใจ" ของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และตัวทรัมป์เองก็เคยกล่าวต่อสาธารณะว่าสหรัฐฯ อาจ "ทำลายโรงไฟฟ้าของอิหร่านอย่างสิ้นเชิง"
ที่นี่เองที่ความย้อนแย้งอันลึกซึ้งปรากฏขึ้น ทรัมป์ยืนอยู่บนแท่นปราศรัยขององค์กรซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อ "ช่วยชนรุ่นหลังให้พ้นจากภัยสงคราม" ตามถ้อยคำในอารัมภบทของกฎบัตร แต่กลับส่งคำขู่ที่แทบจะเป็นการประกาศทำลายล้างออกไปจากแท่นนั้น ขณะที่เขากำลังพูด ตัวแทนของสองประเทศที่ตกเป็นเป้าของคำขู่เลือกใช้เท้าเป็นเครื่องแสดงจุดยืน เก้าอี้ว่างจึงกลายเป็นภาษาชนิดหนึ่ง เป็นภาษาที่ไม่ต้องใช้ไมโครโฟน ไม่ต้องใช้ล่าม และไม่ต้องอาศัยวาทศิลป์แบบนักการทูต
ถึงกระนั้น ภาษาชนิดนี้สื่อสารอะไรกันแน่ นักสัญศาสตร์คงตอบว่าสัญญะเดียวกันย่อมรองรับความหมายได้หลายชั้น ในชั้นแรก มันคือการประท้วง คือการประกาศว่า "เราไม่ยอมให้ถ้อยคำเช่นนี้ผ่านไปโดยไม่มีปฏิกิริยา" ในชั้นที่สอง มันคือการดูหมิ่น เพราะการหันหลังให้ผู้พูดต่อหน้าผู้ชมทั้งโลกเท่ากับปฏิเสธการยอมรับอีกฝ่ายในฐานะคู่สนทนาที่ควรค่าแก่การรับฟัง และในชั้นที่ลึกที่สุด บางทีมันอาจเป็นความสิ้นหวัง เพราะเมื่อถ้อยคำถูกใช้เป็นอาวุธ ทางเลือกของฝ่ายที่ถูกเล็งอยู่ก็เหลือเพียงถอนตัวออกจากสมรภูมิถ้อยคำนั้น โดยไม่แน่ใจเลยว่าการถอนตัวจะเปลี่ยนอะไรได้

2. องก์ที่สอง: คำกล่าวหาของแอร์โดอันและการเดินออกของอิสราเอล
ในวันเดียวกัน ประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน แห่งตุรกี ก้าวขึ้นสู่แท่นเดียวกัน หากสุนทรพจน์ของทรัมป์คือ "ประกาศอำนาจ" สุนทรพจน์ของแอร์โดอันก็คือ "หนังสือกล่าวหา"
แอร์โดอันเรียกร้องให้จัดตั้งรัฐปาเลสไตน์เอกราชบนพื้นฐานพรมแดนปี 1967 โดยมีเยรูซาเลมตะวันออกเป็นเมืองหลวง และเรียกร้องให้เริ่มฟื้นฟูกาซาโดยไม่รอช้า เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าอิสราเอลกำลังสร้างอุปสรรคต่อแผนกาซาของทรัมป์ พร้อมทั้งวิจารณ์สหประชาชาติเองว่า "ล้มเหลวในการทำหน้าที่รักษาสันติภาพ" เมื่อกล่าวถึงสถานการณ์ในกาซาและเวสต์แบงก์ เขาเลือกใช้ถ้อยคำที่รุนแรงยิ่ง ตามรายงานของสำนักข่าวหลายแห่ง เขากล่าวถึง "แนวปฏิบัติแบบฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" และเปรียบกาซากับสถานที่ที่ผู้คนต้องทนทุกข์ในระดับสุดขั้ว
คำว่า "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" เป็นถ้อยคำที่ต้องอ่านอย่างระมัดระวัง ในกฎหมายระหว่างประเทศ คำนี้มีนิยามเฉพาะตามอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษอาชญากรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งต้องพิสูจน์เจตนาทำลายกลุ่มบุคคลทั้งหมดหรือบางส่วน ส่วนในสนามการเมือง คำเดียวกันกลับทำงานเป็นเครื่องมือทางวาทศิลป์ที่ทรงพลัง คือถ้อยคำที่ผู้พูดหยิบมาใช้เพื่อยกระดับความหนักหน่วงทางศีลธรรมของข้อกล่าวหาให้ถึงขีดสุด บทความนี้ไม่ได้วินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาถูกหรือผิดในทางกฎหมาย แต่ชี้ให้เห็นว่าถ้อยคำที่อยู่ปลายสุดของสเปกตรัมความรุนแรงมักตัดโอกาสของการโต้ตอบอย่างมีเหตุผลออกไปเกือบหมด ผู้ฟังฝ่ายหนึ่งจะรับฟังในฐานะความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ ส่วนผู้ฟังอีกฝ่ายจะรับฟังในฐานะการใส่ร้ายที่ไม่อาจยอมรับ
ปฏิกิริยาของคณะผู้แทนอิสราเอลรวดเร็วและเด็ดขาด คณะผู้แทนซึ่งนำโดยเอกอัครราชทูตแดนนี ดานอน ลุกออกจากห้องระหว่างที่แอร์โดอันกล่าวสุนทรพจน์ สื่อรายงานว่าเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเคยเกิดขึ้นในการประชุมสหประชาชาติครั้งก่อน ๆ แต่ในคราวนี้ ขนาดและจังหวะของการเดินออกทำให้ภาพที่ปรากฏยิ่งสะเทือนสายตา แอร์โดอันยังกล่าวถึงประธานาธิบดีปาเลสไตน์ มาห์มูด อับบาส ซึ่งถูกห้ามไม่ให้เดินทางมาด้วยตนเอง โดยเรียกเหตุการณ์นี้ว่า "ความอยุติธรรม" และเรียกร้องให้นานาประเทศยอมรับรัฐปาเลสไตน์
สุนทรพจน์ของแอร์โดอันแตะจุดเจ็บที่ระบบสหประชาชาติแบกรับมานาน นั่นคือช่องว่างระหว่างโครงสร้างของคณะมนตรีความมั่นคงกับการกระจายตัวของอำนาจในโลกปัจจุบัน ในบทความแสดงความเห็นที่ตีพิมพ์วันเดียวกัน เขาอธิบายจุดยืนของตนตรงไปตรงมากว่าเดิม ตามที่สำนักข่าว Ukrinform รายงาน แอร์โดอันเขียนว่าการยกเลิกอภิสิทธิ์วีโต้ควรเป็นจุดเริ่มต้นและเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์พื้นฐานของการปฏิรูปที่มีความหมาย และการปฏิรูปต้องไม่หมายถึงการขยายอภิสิทธิ์เดิมไปให้ประเทศอื่น
จุดยืนนี้สืบเนื่องจากถ้อยคำที่เขาย้ำมาตั้งแต่ปี 2019 ว่า "โลกใหญ่กว่าห้าประเทศ" ถ้อยคำสั้น ๆ นี้ทำงานได้ดีเพราะมันเปลี่ยนข้อถกเถียงทางสถาบันที่ซับซ้อนให้เป็นภาพที่จับต้องได้ คือโลกทั้งใบกับห้าประเทศ สำหรับแอร์โดอัน การให้สมาชิกถาวรทั้งห้าของคณะมนตรีความมั่นคงผูกขาดการตัดสินใจด้านความมั่นคงโลกเป็นความอยุติธรรมเชิงสถาบัน และเมื่อความอยุติธรรมนี้ประกอบเข้ากับปฏิบัติการทางทหารของสมาชิกบางราย สหประชาชาติในสายตาของหลายคนก็เปลี่ยนสถานะจากผู้พิทักษ์สันติภาพไปเป็นผู้สังเกตการณ์ที่เงียบงัน หรือร้ายกว่านั้นคือผู้สมรู้ร่วมคิด

3. องก์ที่สาม: คำให้การของเปเซชเคียนและการเดินออกของสหรัฐฯ
วันพุธที่ 23 กันยายน ประธานาธิบดีมัสอูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน เดินขึ้นสู่แท่นปราศรัย นี่เป็นการปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งแรกของเขาในเวทีสมัชชาใหญ่ ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านซึ่งยังดำเนินอยู่
สุนทรพจน์ของเปเซชเคียนเป็นปฏิปักษ์ชัดเจนตั้งแต่ประโยคแรก ๆ เขาโต้ข้อกล่าวหาของทรัมป์เมื่อวันก่อนโดยตรง ประกาศว่าอิหร่าน "จะไม่ก้มหัวและจะไม่ยอมจำนน" เขาวางตำแหน่งให้อิหร่านเป็นเหยื่อของการก่อการร้าย และกล่าวหาสหรัฐฯ กับอิสราเอลว่าโจมตีอิหร่าน สิ่งที่สร้างแรงกระแทกทางสายตายิ่งกว่านั้นคือการที่เขาแสดงภาพเด็กนักเรียนซึ่งถูกกล่าวว่าเสียชีวิตจากการโจมตีโรงเรียนที่เมืองมินาบ พร้อมภาพของอาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
ในวัจนกรรมวิทยา ภาพเหล่านี้ทำหน้าที่ต่างจากถ้อยคำ ถ้อยคำอาจถูกโต้แย้งได้ด้วยถ้อยคำ แต่ภาพของเด็กนักเรียนเรียกร้องปฏิกิริยาทางอารมณ์ก่อนที่ความคิดเชิงวิพากษ์จะทันเริ่มทำงาน มันเป็นหลักฐานเชิงอารมณ์มากกว่าหลักฐานเชิงกฎหมาย และผู้พูดที่เลือกใช้มันก็รู้ดีว่ากำลังเล่นกับอะไร ควรระบุด้วยว่าเนื้อหาเหล่านี้เป็นข้อกล่าวหาที่ฝ่ายอิหร่านนำเสนอ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันโดยองค์กรอิสระ ณ เวลาที่เขียน
ปฏิกิริยาของคณะผู้แทนสหรัฐฯ เกิดขึ้นแทบจะทันที ตามรายงานของ Associated Press (2026) ไม่นานหลังจากเปเซชเคียนเริ่มพูด ตัวแทนสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้แทนเพียงคนเดียวในห้องขณะนั้นก็ลุกขึ้นและเดินออกจากห้องประชุม สำนักข่าวซินหัวรายงานรายละเอียดเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกัน ที่นั่งของคณะผู้แทนอิสราเอลก็ว่างเปล่า
ความหมายเชิงสัญลักษณ์ของฉากนี้มองข้ามไม่ได้ สหรัฐฯ กับอิหร่านอยู่ในความขัดแย้งทางทหาร และสมัชชาใหญ่สหประชาชาติเป็นหนึ่งในไม่กี่เวทีที่ทั้งสองฝ่าย อย่างน้อยในทางทฤษฎี สามารถอยู่ในห้องเดียวกันและรับฟังจุดยืนของกันและกันได้ แต่เมื่อประธานาธิบดีอิหร่านเริ่มเล่าเรื่องของตน ตัวแทนสหรัฐฯ กลับเลือกเดินออก
การเดินออกครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียง "ความไม่สุภาพ" หากเป็นท่าทีทางการเมืองที่ชัดเจน คือการปฏิเสธที่จะยอมรับว่าอีกฝ่ายมีศักดิ์ศรีทางศีลธรรมพอที่จะถูกฟัง นักสังคมวิทยา เออร์วิง ก็อฟฟ์แมน (Erving Goffman) เคยอธิบายว่า การสนทนาเป็นพิธีกรรมขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บนการรักษา "หน้า" ของกันและกัน เมื่อฝ่ายหนึ่งเดินออกกลางคัน เท่ากับปฏิเสธการรักษาหน้าให้อีกฝ่ายโดยเจตนา และเมื่ออีกฝ่ายถูกถอดสิทธิ์ในการถูกฟังตั้งแต่รากฐาน ความเป็นไปได้ของบทสนทนาก็ถูกตัดขาดตั้งแต่ก่อนจะเริ่ม

4. วีซ่าในฐานะอาวุธ: เสียงที่ถูกปิดประตู
หากการเดินออกจากห้องคือการเผชิญหน้าระหว่างผู้ที่ได้เข้ามาอยู่ในห้องแล้ว การปฏิเสธวีซ่าก็คือการกีดกันที่สิ้นเชิงกว่า เพราะมันตัดเสียงบางเสียงออกไปตั้งแต่ก่อนจะถึงประตู ผู้ที่ถูกปฏิเสธวีซ่าจึงไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะถูก "เดินออกใส่"
กรณีประธานาธิบดีปาเลสไตน์ มาห์มูด อับบาส เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุด สหรัฐฯ ปฏิเสธวีซ่าแก่อับบาสและเจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์ระดับสูงอื่น ๆ เป็นปีที่สองติดต่อกัน ทำให้พวกเขาไม่อาจเดินทางไปนิวยอร์กเพื่อเข้าร่วมสมัชชาใหญ่ด้วยตนเองได้ อับบาสจึงต้องกล่าวสุนทรพจน์ผ่านวิดีโอที่บันทึกไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นรูปแบบที่สหประชาชาติเคยอนุมัติเป็นกรณีพิเศษผ่านมติของสมัชชาใหญ่ (United Nations, n.d.)
ในวิดีโอนั้น อับบาสอธิบายสถานการณ์ของชาวปาเลสไตน์ว่าเป็น "การสังหาร การทำลาย ความหิวโหย ความพยายามบังคับให้พลัดถิ่น และสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" และเตือนว่า "อย่าให้เกิดนัคบา" ซ้ำอีก นัคบา (Nakba) หมายถึง "หายนะ" ในภาษาอาหรับ เป็นคำที่ชาวปาเลสไตน์ใช้เรียกการพลัดถิ่นครั้งใหญ่เมื่อปี 1948 ซึ่งฝังอยู่ในความทรงจำร่วมของพวกเขา เขายังวิพากษ์การตัดสินใจเรื่องวีซ่าของสหรัฐฯ โดยตรงว่า "เป็นการลงโทษและผิดกฎหมาย" และเรียกร้องให้วอชิงตันยกเลิกมาตรการและข้อจำกัดเหล่านี้ แทนที่จะลงโทษฝ่ายที่เลือกเดินตามเส้นทางของกฎหมายระหว่างประเทศและการทูต
ทว่าสิ่งที่ทำให้การตัดสินใจนี้เจ็บแสบเป็นพิเศษ คือการเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคณะผู้แทนอิหร่าน ประธานาธิบดีเปเซชเคียนนำประเทศที่ขัดแย้งทางทหารกับสหรัฐฯ อยู่ในขณะนั้น แต่ก็ได้รับวีซ่า และเข้าสู่นิวยอร์กภายใต้การคุ้มครองของหน่วยสืบราชการลับสหรัฐฯ ความแตกต่างนี้ไม่ได้เผยให้เห็นความสะเพร่าทางการทูต แต่เผยให้เห็นการเลือกอย่างมีสำนึกว่าเสียงใดจะได้รับอนุญาตให้เข้าห้อง และเสียงใดจะถูกกันไว้ข้างนอก เกณฑ์ที่ใช้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ "มีความขัดแย้งกับสหรัฐฯ หรือไม่" เพราะอิหร่านก็อยู่ในความขัดแย้งโดยตรง หากเป็นคำถามว่า "ยินดีเข้าร่วมในกรอบการเจรจาที่สหรัฐฯ พอใจหรือไม่"
กรณีซูดานตอกย้ำแบบแผนเดียวกัน ตามรายงานของเอเอฟพี สหรัฐฯ ปฏิเสธวีซ่าแก่อับดุลฟัตตาห์ อัล-บุรฮาน ผู้นำโดยพฤตินัยของซูดาน ทำให้เขาไม่สามารถกล่าวสุนทรพจน์ตามกำหนดในสมัชชาใหญ่ได้ แหล่งข่าวทางการทูตสองรายบอกเอเอฟพีว่า สหรัฐฯ ผูกการออกวีซ่าเข้ากับการที่บุรฮานยอมรับข้อเสนอหยุดยิง 90 วัน ขณะที่ฝ่ายคาร์ทูมเห็นว่าการหยุดยิงเช่นนั้นจะเปิดทางให้กองกำลังสนับสนุนเร็ว (RSF) รวบรวมกำลังและโจมตีอีกครั้ง แหล่งข่าวทางการทูตรายหนึ่งกล่าวตรง ๆ ว่าการระงับวีซ่าของสหรัฐฯ เป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างสหประชาชาติกับสหรัฐฯ อย่างชัดเจน
"ข้อตกลง" ที่ถูกอ้างถึงคือความตกลงว่าด้วยสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ซึ่งลงนามเมื่อปี 1947 มาตรา 11, 12 และ 13 กำหนดว่าหน่วยงานของสหรัฐฯ ต้องไม่สร้างอุปสรรคใด ๆ ต่อการเดินทางของตัวแทนประเทศสมาชิกสหประชาชาติไปและกลับจากสำนักงานใหญ่ ความเห็นของสำนักงานกฎหมายสหประชาชาติชัดเจนมาโดยตลอดว่า ประเทศเจ้าภาพมีพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศในการออกวีซ่าเช่นนั้น สเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกของเลขาธิการสหประชาชาติ ยังย้ำเมื่อถูกถามถึงกรณีวีซ่าซูดานว่า เลขาธิการเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงสำนักงานใหญ่
ทว่าเมื่อประเทศเจ้าภาพเลือกใช้วีซ่าเป็นเครื่องมือกดดันทางการทูต พันธกรณีทางกฎหมายนี้ผูกพันในทางปฏิบัติเพียงใด ยังเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ สหประชาชาติไม่มีกองกำลังตำรวจของตนเอง และไม่มีกลไกบังคับให้สมาชิกปฏิบัติตามความตกลง สิ่งที่ทำได้ดูเหมือนมีเพียง "เรียกร้อง" และ "ขอให้" เมื่อการเรียกร้องและการขอร้องถูกเมินเฉยซ้ำแล้วซ้ำเล่า อำนาจของกฎหมายระหว่างประเทศก็ค่อย ๆ สึกกร่อนไปในวังวนของถ้อยคำที่ไม่มีผู้ฟัง
ในแง่ภาษา วีซ่าเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น "วัจนกรรมของประตู" มันไม่ใช่ประโยคที่เปล่งออกมา แต่เป็นการตัดสินใจที่กำหนดว่าประโยคของใครจะได้ถูกเปล่งขึ้นในห้องนั้น มันทำหน้าที่เหมือนบรรณาธิการที่ไม่ปรากฏชื่อ คอยตัดสินว่าเรื่องเล่าเรื่องใดจะได้ตีพิมพ์ และเรื่องเล่าเรื่องใดจะไม่มีวันถึงผู้อ่าน
5. ความย้อนแย้งเรื่องความคุ้มกัน: หมายจับ ICC กับแท่นปราศรัยสหประชาชาติ
นอกจากการเดินออกและการปฏิเสธวีซ่า สมัชชาใหญ่สมัยที่ 81 ยังนำเสนอความย้อนแย้งอีกชั้นหนึ่งที่ชวนให้ปวดหัวไม่น้อย ผู้นำที่ถูกศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ออกหมายจับ ยังสามารถยืนบนแท่นสมัชชาใหญ่และกล่าวสุนทรพจน์ต่อทั้งโลกได้
นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ขึ้นแท่นในวันที่ 24 กันยายน 2026 ซึ่งเป็นวันที่สามของการอภิปรายทั่วไป เมื่อเขาเริ่มพูด ตัวแทนหลายสิบคนพากันลุกเดินออกจากห้อง เหลือที่นั่งว่างเป็นผืนใหญ่ เนทันยาฮูปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา โดยกล่าวว่าอิสราเอล "ไม่ได้ทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อิสราเอลหยุดยั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" เขากล่าวหาประเทศในยุโรปตะวันตกหลายประเทศว่า "ยอมสยบต่อฝูงชนต่อต้านยิว" และเรียกตัวแทนที่เดินออกว่า "คนขี้ขลาดทางศีลธรรม"
การถกเถียงว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นหรือไม่ เป็นประเด็นที่ยังมีข้อโต้แย้งอยู่ทั้งในทางกฎหมายและการเมือง บทความนี้จึงเพียงบันทึกว่า ทั้งแอร์โดอัน อับบาส และเนทันยาฮู ต่างใช้คำเดียวกันในความหมายตรงข้ามกัน คนหนึ่งใช้เป็นข้อกล่าวหา อีกคนหนึ่งใช้เป็นสิ่งที่ตนอ้างว่ากำลังป้องกัน คำเดียวกันจึงถูกใช้เป็นทั้งหอกและโล่ในสงครามถ้อยคำเดียวกัน
สิ่งที่ทำให้ฉากนี้ตึงเครียดในเชิงสถาบันยิ่งกว่านั้นคือข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2024 ห้องพิจารณาคดีก่อนการพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศได้ออกหมายจับเนทันยาฮูและโยอาฟ กัลลันต์ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมของอิสราเอลไปแล้ว (International Criminal Court, 2024) ข้อกล่าวหาที่เป็นฐานของหมายจับรวมถึงอาชญากรรมสงครามจากการใช้ความอดอยากเป็นวิธีการทำสงคราม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติจากการฆาตกรรม การประหัตประหาร และการกระทำอันไร้มนุษยธรรมอื่น ๆ ห้องพิจารณาคดียังเห็นว่ามีเหตุผลอันควรเชื่อว่าเนทันยาฮู ในฐานะผู้บังคับบัญชา ต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมสงครามจากการสั่งโจมตีพลเรือนโดยเจตนา
ต้องแยกให้ชัดเจนว่า หมายจับของ ICC เป็นการวินิจฉัยทางกฎหมายว่า "มีเหตุผลอันควรเชื่อ" ว่าอาชญากรรมเกิดขึ้น ไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุดว่าบุคคลนั้นมีความผิด มันคือจุดเริ่มต้นของกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ใช่จุดจบ และหลักการสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดยังคงใช้บังคับ ทั้งนี้ อิสราเอลปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้และโต้แย้งเขตอำนาจของศาล
ทว่าช่องว่างระหว่างข้อเท็จจริงทางกฎหมายกับความเป็นจริงทางการเมืองนี้เอง เป็นหนึ่งในทางตันที่ลึกที่สุดของระบบสหประชาชาติ ศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นผลผลิตของธรรมนูญกรุงโรม จึงมีเขตอำนาจโดยหลักเฉพาะรัฐภาคี ขณะที่สหรัฐฯ อิสราเอล จีน รัสเซีย และมหาอำนาจอื่น ๆ ไม่ได้เป็นรัฐภาคี นั่นหมายความว่าเมื่อ ICC ออกหมายจับผู้นำของรัฐที่ไม่ใช่ภาคี การบังคับใช้หมายจับขึ้นอยู่กับความร่วมมือโดยสมัครใจของรัฐภาคีทั้งหลาย และเมื่อผู้นำคนนั้นเดินทางไปนิวยอร์ก ซึ่งตั้งอยู่บนดินแดนของรัฐที่ไม่ใช่ภาคี และเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ก็ไม่มีกลไกทางกฎหมายใดหยุดการมาเยือนของเขาได้
คำถามที่ตามมาจึงมีหลายชั้นและไม่มีคำตอบง่าย ๆ เหตุใดผู้นำที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติจึงได้รับแท่นปราศรัยสหประชาชาติ ในขณะที่ผู้นำปาเลสไตน์ถูกปฏิเสธวีซ่าด้วยเหตุผลว่า "ทำให้ความขัดแย้งเป็นสากล" เหตุใดการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศจึงดูไม่สมมาตรไปตามตัวบุคคล และเมื่อเลขาธิการสหประชาชาติเรียกร้องให้รัฐสมาชิกทั้งหมด "เคารพและปฏิบัติตาม" คำสั่งศาลของ ICC การไม่ให้ความร่วมมือของรัฐที่ไม่ใช่ภาคีจะถูกกำกับอย่างไร
คำถามเหล่านี้ไม่มีคำตอบทางกฎหมายที่กระชับ เพราะรากของมันไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมายเท่านั้น แต่อยู่ที่ความตึงเครียดที่ดำรงอยู่ยาวนานระหว่างกฎหมายกับอำนาจ กฎหมายระหว่างประเทศเป็นภาษาที่ทุกฝ่ายพูดได้ แต่ไม่ใช่ทุกฝ่ายที่ยอมรับว่าตนอยู่ใต้ไวยากรณ์ของมัน

6. ซากปรักของสถาปัตยกรรม: การปฏิรูปคณะมนตรีความมั่นคงกับภาวะขาดความเชื่อมั่นในพหุภาคีนิยม
การเดินออก วีซ่า และหมายจับ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์โดด ๆ แต่เป็นหน้าต่างหลายบานที่เปิดออกสู่วิกฤตเชิงโครงสร้างเดียวกัน สถาปัตยกรรมความมั่นคงระหว่างประเทศที่ออกแบบไว้สำหรับโลกของปี 1945 กำลังถูกฉีกกระชากโดยภูมิทัศน์อำนาจและรูปแบบความขัดแย้งของปี 2026
ข้อวิจารณ์ที่แอร์โดอันยกขึ้นในสมัชชาใหญ่ไม่ใช่เสียงเดียว ระหว่างการอภิปรายทั่วไปสมัยที่ 81 ผู้นำหลายประเทศพุ่งเป้าไปที่การผูกขาดการตัดสินใจด้านความมั่นคงโลกของสมาชิกถาวรห้าชาติแห่งคณะมนตรีความมั่นคง มีรายงานว่าประธานาธิบดีฮาเวียร์ มิเล แห่งอาร์เจนตินา วิจารณ์ว่าสหประชาชาติล้มเหลวในการรับประกันความมั่นคงร่วมและสิทธิมนุษยชน กลับ "ปล่อยให้ความวุ่นวาย ความรุนแรง และการก่อการร้ายระหว่างประเทศงอกงาม" ประธานาธิบดีซาดีร์ จาปารอฟ แห่งคีร์กีซสถาน เรียกร้องให้ขยายคณะมนตรีความมั่นคง โดยจัดสรรที่นั่งถาวรสองที่ให้แอฟริกาและหนึ่งที่ให้ลาตินอเมริกา ฝ่ายรัสเซียก็กล่าวว่าการปฏิรูปคณะมนตรีควรตั้งอยู่บนการเพิ่มการมีตัวแทนของประเทศจากลาตินอเมริกา แอฟริกา และเอเชีย
ในขณะเดียวกัน กลุ่ม "รวมตัวเพื่อฉันทามติ" (Uniting for Consensus) ซึ่งประกอบด้วยสิบสองประเทศ กลับคัดค้านการเพิ่มที่นั่งถาวรใหม่ และสนับสนุนให้ขยายประเภทสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงที่นั่งหมุนเวียนที่มีวาระยาวขึ้น ความแตกต่างนี้แสดงให้เห็นความซับซ้อนของปัญหา แม้ทุกฝ่ายจะเห็นพ้องกันในหลักการกว้าง ๆ ว่าต้องมีการปฏิรูป แต่เส้นทางไปสู่การปฏิรูปยังติดอยู่ในเกมผลประโยชน์ของแต่ละประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และเกมนี้เองที่ทำให้การปฏิรูปคณะมนตรีความมั่นคงหยุดนิ่งอยู่ที่ขั้น "การเจรจาระหว่างรัฐบาล" มานานหลายทศวรรษ โดยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันที่มีนัยสำคัญ
ควรกล่าวด้วยว่าอุปสรรคขั้นพื้นฐานที่สุดของการปฏิรูปมีอยู่ในตัวกฎบัตรเอง การแก้ไขกฎบัตรต้องได้รับการรับรองจากสองในสามของสมาชิกสมัชชาใหญ่ และต้องได้รับสัตยาบันจากสองในสามของรัฐสมาชิก รวมทั้งสมาชิกถาวรทั้งห้าของคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งหมายความว่าผู้ที่ถือสิทธิพิเศษอยู่ต้องเป็นผู้ยินยอมสละหรือแบ่งปันสิทธิพิเศษนั้นด้วยตนเอง เป็นตรรกะที่เกือบจะหลอกหลอนในตัวมันเอง
ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ ขีดความสามารถในการดำเนินการของสหประชาชาติไม่ได้ถูกจำกัดด้วยโครงสร้างเท่านั้น แต่ยังถูกกัดกร่อนในระดับทรัพยากรด้วย International Crisis Group วิเคราะห์ก่อนการเปิดสมัชชาใหญ่ปี 2026 ว่า ความสามารถทางการทูตของสหประชาชาติ "เป็นอัมพาตไปมาก" และการตัดงบประมาณเป็นปีที่สองติดต่อกัน "ทำให้ความสามารถในการตอบสนองต่อวิกฤตอ่อนแอลง"
บทความของ Carnegie Endowment for International Peace (2026) ใช้ถ้อยคำที่คมยิ่งกว่า โดยชี้ว่าสหประชาชาติไม่ได้กำลัง "เสื่อมถอย" หากกำลัง "แตกสลาย" การสนับสนุนแบบเลือกปฏิบัติของวอชิงตัน ซึ่ง "ป้อนฟังก์ชันบางอย่างและปล่อยให้ฟังก์ชันอื่นฝ่อ" กำลังฉีกองค์กรนี้ออกจากภายใน ความต่างระหว่างสองคำนี้สำคัญ การเสื่อมถอยคือกระบวนการที่ทั้งองค์กรอ่อนแรงลงพร้อม ๆ กัน ขณะที่การแตกสลายคือกระบวนการที่ชิ้นส่วนแต่ละส่วนถูกดึงไปคนละทาง บางส่วนได้รับการหล่อเลี้ยง บางส่วนถูกปล่อยให้แห้งเหี่ยว จนสุดท้ายองค์กรไม่อาจทำงานเป็นร่างเดียวกันได้อีก
สัญญาณของการ "แตกสลาย" นี้ปรากฏทั่วห้องประชุมสมัชชาใหญ่สมัยที่ 81 เมื่อผู้นำประเทศต่าง ๆ ก้าวขึ้นแท่น สิ่งที่พวกเขาเผชิญไม่ใช่เวทีกลางที่เอื้อต่อการประนีประนอม หากเป็นสนามประลองที่ถูกเจาะทะลุด้วยการแข่งขันของมหาอำนาจ สหรัฐฯ ใช้แท่นกดดันอิหร่านและคิวบา ตุรกีใช้แท่นฟ้องอิสราเอล อิหร่านใช้แท่นนำเสนอ "หลักฐาน" ของตน อิสราเอลใช้แท่นปฏิเสธข้อกล่าวหาและโจมตีผู้วิจารณ์ ทุกฝ่ายใช้ไมโครโฟนของสหประชาชาติ แต่แทบไม่มีฝ่ายใดแสดงเจตจำนงจะฟังอีกฝ่าย
ขณะเดียวกัน เสียงที่ต้องการถูกฟังมากที่สุด ทั้งพลเรือนในกาซา ผู้พลัดถิ่นในซูดาน และตัวแทนปาเลสไตน์ที่ถูกปฏิเสธวีซ่า กลับถูกกั้นออกจากบทสนทนาด้วยกำแพงนานาชนิด ทั้งที่เป็นกลไกชัดเจนและที่ไม่ใช่กลไก
บทส่งท้าย: หลังไมโครโฟน
ในวันสุดท้ายของการอภิปรายทั่วไปสมัยที่ 81 เมื่อผู้นำคนสุดท้ายเดินลงจากแท่น และไฟในห้องประชุมค่อย ๆ ดับลง แม่น้ำอีสต์ยังคงไหลเรื่อย ฤดูใบไม้ร่วงของนิวยอร์กยังคงมาเยือนตามเวลา ทุกสิ่งดูไม่ต่างจากสัปดาห์ก่อน ทว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไปอย่างละเอียดอ่อน เก้าอี้ว่างถูกถ่ายภาพ ถูกเผยแพร่ ถูกตีความ และภาพแผ่นหลังของผู้ที่เดินออกได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำร่วม
ข้อความที่คณะผู้แทนเหล่านั้นส่งออกมาชัดเจน คือ "เราไม่ยอมรับว่าคุณมีสิทธิ์ที่จะถูกฟัง" ข้อความที่รัฐบาลผู้ปฏิเสธวีซ่าส่งออกมาก็ชัดเจนไม่แพ้กัน คือ "เรามีสิทธิ์ตัดสินว่าเสียงใดจะเข้าห้องนี้ได้" และผู้นำที่ส่งคำขู่และข้อกล่าวหาจากแท่น ก็กำลังใช้สิทธิ์ในการพูดของตน และเปิดเผยความยากจนของบทสนทนาไปพร้อมกัน
ถึงกระนั้น เราก็ไม่ควรด่วนสรุปว่าแท่นปราศรัยของสมัชชาใหญ่ไร้ความหมาย มันเป็นเวทีที่ประเทศเล็กมีที่ยืน เป็นช่วงเวลาที่ผู้ด้อยอำนาจถูกมองเห็น เป็นสถานที่ที่กฎหมายระหว่างประเทศยังถูกอ้างถึง แม้กระทั่งการเดินออกเองก็ต้องอาศัยห้องประชุมเป็นเวที เพราะการประท้วงต้องมีผู้ชม และห้องนี้ยังเป็นห้องเดียวที่ผู้ชมทั้งโลกมองเข้าไป ทว่าเมื่อถ้อยคำบนแท่นกับเก้าอี้ว่างในห้องตัดกันอย่างรุนแรงเช่นนี้ ผู้คนก็อดถามไม่ได้ว่า ถ้อยคำเหล่านี้มีไว้เพื่อโน้มน้าวหรือเพื่อแสดง มีไว้เพื่อเปิดบทสนทนา หรือเพื่อเล่นละครเดี่ยวให้ผู้ชมในประเทศของตนดู ในเมื่อบทสนทนาขาดหายไปแล้ว
บางที คำถามที่แท้จริงอาจไม่ใช่ว่า "ใครเดินออกขณะที่ใครกำลังพูด" และไม่ใช่ว่า "ใครได้รับอนุญาตให้เข้าห้องนี้" คำถามที่แท้จริงคือ เมื่อทุกคนที่เข้าห้องได้ต่างพูด แต่ไม่มีใครยอมฟัง การมีอยู่ของห้องนี้ยังเรียกได้ว่าเป็น "สถานที่แห่งบทสนทนา" ได้อยู่หรือไม่
ความจริงนอกห้องประชุมไม่เคยรอคำตอบ เด็กที่กำลังหาอาหารท่ามกลางซากปรักหักพังของกาซาจะไม่อิ่มท้องเพียงเพราะสหประชาชาติผ่านมติ ครอบครัวที่รอแสงอรุณในค่ายผู้ลี้ภัยซูดานจะไม่ปลอดภัยขึ้นเพียงเพราะผู้นำคนหนึ่งกล่าวสุนทรพจน์สะเทือนอารมณ์ในนิวยอร์ก นักเรียนที่สูญเสียเพื่อนร่วมชั้นในโรงเรียนของอิหร?
