IN NEWS

เตรียมรับฝนหนักระลอกใหม่10-13ต.ค.นี้ เงินเยียวยาล็อตแรก8ต.ค./พณ.จัดธงฟ้า



กรุงเทพฯ-รัฐบาลเร่งบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศ รับมือฝนระลอกใหม่ 10–13 ต.ค. เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง–แจ้งเตือนประชาชนต่อเนื่อง ทั้งนี้รัฐบาลเร่งระบายน้ำและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั่วประเทศ ด้าน กทม. เร่งแก้จุดน้ำท่วมขัง ขณะที่ ปภ. ทยอยรวบรวมข้อมูลส่งธนาคารออมสิน เตรียมโอนเงินเยียวยาล็อตแรก 8 ต.ค. นี้ สำหรับกรมการค้าภายในเร่งดูแลปริมาณ - ราคาผักและไข่ไก่หลังน้ำท่วม พร้อมจัด “ธงฟ้า” ลดค่าครองชีพ ช่วยประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ขณะที่ สธ. เร่งดูแลผู้ประสบภัยเชิงรุก จัดบริการแพทย์ต่อเนื่อง - ดูแลกลุ่มเปราะบาง พร้อมเตรียมรับมือฝนตกหนักในภาคใต้และล่าสุดครม. เพิ่มพื้นที่ประสบภัย “สมุทรสงคราม” เร่งช่วยเหลือ–ฟื้นฟูประชาชน เดินหน้าปรับระบบงบประมาณปี 2571 เปิด “Pre-Budget Consultation” ทุกภาคส่วนร่วมกำหนดทิศทางงบฯ มุ่งสู่ Zero-Based Budgeting

วันนี้ (วันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569) เวลา 09.30 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (JICC - Joint Information and Communication Center) ถึงสถานการณ์สภาพภูมิอากาศ ปริมาณฝน น้ำท่วม พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ประจำวันที่ 6 ตุลาคม 2569 โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

สำหรับแนวโน้มสภาพอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ในช่วงวันที่ 5–7 ตุลาคม 2569 หลายพื้นที่จะมีฝนฟ้าคะนองกระจาย โดยเป็นลักษณะของฝนเปลี่ยนฤดู ขณะที่ภาคเหนือเริ่มมีอากาศหนาวและฝนเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ ส่งผลให้บางพื้นที่ต้องเฝ้าระวังดินโคลนถล่ม ส่วนในวันที่ 6–7 ตุลาคม ฝนจะเคลื่อนจากภาคกลางเข้าสู่ภาคตะวันตกและภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา และพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามันจะมีฝนตกชุกขึ้น สำหรับภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฝนจะลดลงในช่วงหนึ่ง ก่อนจะกลับมาเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 11–13 ตุลาคม โดยฝนจะกระจายตัวบริเวณภาคตะวันตกเป็นหลัก และอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้บางส่วน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงสัปดาห์นี้ต่อเนื่องถึงสัปดาห์หน้า จะมีฝนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปถึงภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งหลายพื้นที่ได้มีการสั่งการให้เตรียมพร้อมเฝ้าระวังและป้องกันสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำให้เฝ้าระวังฝนในช่วงวันที่ 10–13 ตุลาคม 2569 โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันตก ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม และขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์ การบริหารจัดการน้ำ และการแจ้งเตือนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ด้านการบริหารจัดการน้ำในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงสู่จังหวัดนครสวรรค์มีแนวโน้มลดลง โดยยังคงระบายน้ำในอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ระดับน้ำลดลงจาก 17.30 เมตร เหลือ 16.88 เมตร และมีเป้าหมายลดระดับลงสู่ 16.50 เมตร เพื่อรองรับน้ำเหนือและปริมาณน้ำฝนที่อาจเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป ขณะที่ปริมาณน้ำในลุ่มแม่น้ำสะแกกรังที่ไหลมาเติมบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มลดลงเช่นเดียวกัน

สำหรับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งมีปริมาณน้ำเต็มความจุ ยังคงกำหนดอัตราการระบายน้ำในระดับเดิมและบริหารจัดการน้ำลงสู่เขื่อนพระราม 6 ส่วนพื้นที่รับน้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยายังคงมีน้ำท่วมขัง โดยระดับน้ำอาจลดลงช้าและทรงตัว ขณะที่รัฐบาลยังคงให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

สำหรับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร ก่อนลงสู่อ่าวไทย ระดับน้ำยังอยู่ต่ำกว่าระดับคันกั้นน้ำพอสมควร โดยบริเวณกรุงเทพมหานครมีระดับน้ำต่ำกว่าคันกั้นน้ำมากกว่า 1 เมตร

ด้านภาคตะวันตก เขื่อนวชิราลงกรณมีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 98 และเขื่อนศรีนครินทร์มีปริมาณน้ำร้อยละ 90 โดยมีการบริหารจัดการและพร่องน้ำออกจากเขื่อนมากกว่าปริมาณน้ำที่ไหลเข้า โดยเฉพาะเขื่อนวชิราลงกรณ เพื่อรองรับปริมาณฝนที่จะเพิ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า ส่วนเขื่อนแม่กลองมีการปรับลดอัตราการระบายน้ำ ส่งผลให้พื้นที่บริเวณแม่น้ำแม่กลองใน 2 จังหวัดมีระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่งแล้ว

สำหรับจังหวัดเพชรบุรี เขื่อนแก่งกระจานมีปริมาณน้ำเต็มความจุ กรมชลประทานจึงเริ่มบริหารจัดการระบายน้ำแล้ว ทั้งนี้ เนื่องจากคาดว่าจะมีฝนตกในสัปดาห์หน้า จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศแจ้งเตือน เตรียมความพร้อม และเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบริเวณตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง อำเภอเมืองเพชรบุรี และอำเภอหนองหญ้าปล้อง

สำหรับพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดปราจีนบุรี ระดับน้ำในอำเภอเมืองปราจีนบุรีมีแนวโน้มลดลงช้า เนื่องจากพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรียังคงมีน้ำล้นตลิ่ง และมวลน้ำทยอยเคลื่อนเข้าสู่อำเภอเมืองปราจีนบุรี ขณะเดียวกันยังมีน้ำจากจังหวัดนครนายกเข้ามาเพิ่มเติม โดยมีการบริหารจัดการน้ำที่เขื่อนขุนด่านปราการชล เพื่อลดการระบายน้ำและลดผลกระทบต่อจังหวัดนครนายกให้น้อยที่สุด ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีติดตามประกาศแจ้งเตือนและสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน ศูนย์ JICC ได้แจ้งเตือนประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทราให้เฝ้าระวังในพื้นที่ 8 อำเภอ เนื่องจากหลายพื้นที่เริ่มมีปริมาณน้ำเอ่อล้นบริเวณแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำบางปะกง จึงขอให้ประชาชนเตรียมความพร้อมและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยในช่วงเช้าวันนี้ได้มีการแจ้งเตือนพื้นที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยวแล้ว

ด้านนายฟาตา มรรษทวี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาระบบงานการพยากรณ์อุตุนิยมวิทยา ชี้แจงข้อมูลว่า วันนี้จะมีฝนตกหนักบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวโน้มฝนลดลง ส่วนในวันพรุ่งนี้ (7 ตุลาคม 2569) จะมีฝนตกหนักบริเวณภาคตะวันตกของภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ จากนั้นในช่วงวันที่ 8–9 ตุลาคม ฝนจะตกหนักบริเวณภาคใต้เป็นหลัก และในช่วงวันที่ 10–13 ตุลาคม ยังคงมีฝนตกมากบริเวณภาคตะวันออกและภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง จึงขอให้ประชาชนติดตามการพยากรณ์อากาศและประกาศแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่อง

ด้าน ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวถึงการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำว่า เขื่อนหลักตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยายังมีพื้นที่รองรับน้ำเพียงพอ โดยเมื่อวานนี้เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนประมาณ 50 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ระบายน้ำเพียง 3 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีปริมาณน้ำประมาณร้อยละ 68 ของความจุ และการระบายน้ำจากเขื่อนขณะนี้ยังไม่ส่งผลให้น้ำไหลเข้าสู่พื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลาง

สำหรับสถานการณ์น้ำฝน กรมชลประทานติดตามปริมาณฝนที่คาดว่าจะตกในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร อุทัยธานี และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งอาจส่งผลให้มีน้ำไหลเข้าสู่จังหวัดนครสวรรค์ โดยยังคงบริหารจัดการการระบายน้ำบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทั้งนี้ ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิงบริเวณจังหวัดกำแพงเพชรเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย และยังไม่ส่งผลกระทบต่อจังหวัดนครสวรรค์ โดยขณะนี้มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

จากการคาดการณ์ว่าจะมีฝนเพิ่มขึ้นในวันที่ 11 ตุลาคม 2569 กรมชลประทานจึงเตรียมลดระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ที่ประมาณ +16.50 เมตร เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่อาจตกเหนือเขื่อน โดยปัจจุบันระดับน้ำอยู่ที่ประมาณ +16.80 เมตร ซึ่งใกล้เคียงกับระดับเป้าหมายแล้ว

สำหรับการบริหารจัดการน้ำ จะทยอยลดการรับน้ำทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกให้สอดคล้องกับอัตราการไหลของน้ำที่เข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยาอย่างสมดุล เนื่องจากการลดระดับน้ำอย่างรวดเร็วหรือมากเกินไปอาจกระทบต่อเสถียรภาพของตลิ่งและทำให้เกิดตลิ่งสไลด์ได้ โดยจะประเมินสถานการณ์น้ำเป็นรายวัน เพื่อปรับแผนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ฝนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 11 ตุลาคม 2569

ส่วนพื้นที่เจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ตั้งแต่จังหวัดปทุมธานีถึงกรุงเทพมหานคร กรมชลประทานเร่งระบายน้ำ 2 แนวทาง ได้แก่ การระบายน้ำในแนวขวาง เช่น คลองรังสิตประยูรศักดิ์ โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม และการระบายน้ำในแนวดิ่ง โดยใช้สถานีสูบน้ำบริเวณริมคลองเร่งสูบน้ำออกสู่ทะเล

สำหรับลุ่มน้ำแม่กลอง แม้เขื่อนวชิราลงกรณจะระบายน้ำประมาณ 10–40 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อจังหวัดกาญจนบุรี เนื่องจากมีการปรับลดอัตราการระบายน้ำบริเวณเขื่อนแม่กลองอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ยังคงติดตามปริมาณฝนตามการคาดการณ์อย่างใกล้ชิด โดยสถานการณ์น้ำบริเวณท้ายเขื่อนแม่กลองมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

สำหรับพื้นที่ที่ต้องติดตามเป็นพิเศษ ได้แก่ จังหวัดปราจีนบุรี โดยสถานการณ์น้ำตอนบนของแม่น้ำปราจีนบุรีมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการปรับลดการระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่พื้นที่ตอนล่างลดลง อย่างไรก็ตาม น้ำที่ยังส่งผลกระทบอยู่ในขณะนี้เป็นน้ำท่วมขังในอำเภอกบินทร์บุรี ซึ่งไหลลงสู่พื้นที่ตัวเมืองปราจีนบุรี โดยระดับน้ำมีแนวโน้มลดลงอย่างช้า ๆ ประมาณ 2–3 เซนติเมตร

ส่วนการบริหารจัดการน้ำจากแม่น้ำปราจีนบุรีที่ไหลเข้าสู่จังหวัดนครนายก กรมชลประทานจะควบคุมการระบายน้ำจากเขื่อนขุนด่านปราการชลลงสู่แม่น้ำนครนายกให้น้อยที่สุดเท่าที่จะดำเนินการได้ เพื่อลดภาระของแม่น้ำนครนายกซึ่งปัจจุบันมีน้ำท่วมขัง ขณะที่บริเวณแม่น้ำบางปะกงยังมีระดับน้ำสูง โดยหลายอำเภอริมแม่น้ำได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลข่าวสารที่ทางประชาชนได้รับในวันนี้จะสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อการเตรียมพร้อมรับมืออย่างไม่ประมาทและทันท่วงที ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามการแถลงข่าวของ JICC ได้ทุกวัน เวลาประมาณ 10.00 น. ที่พร้อมรายงานสถานการณ์ล่าสุดอย่างต่อเนื่อง ผ่านทุกช่องทางของไทยคู่ฟ้า หากมีเหตุใดสงสัยสามารถติดต่อในทุกช่องทางของไทยคู่ฟ้าเช่นเดียวกัน

กทม.เร่งแก้จุดน้ำท่วมขังขณะที่ปภ.ทยอยรวบรวมข้อมูลส่งธนาคารออมสินเยียวยาล็อตแรก8ต.ค.นี้

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการแถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (JICC - Joint Information and Communication Center) ว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขณะนี้ถนนที่ยังมีน้ำท่วมขัง ได้แก่ ถนนฉลองกรุง จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว ขณะที่ชุมชนเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง สามารถลดระดับน้ำได้เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้วันละ 25 เซนติเมตร ส่งผลให้ระดับน้ำลดลงจนอยู่ในระดับที่สามารถสัญจรได้แล้ว โดยยังมีน้ำขังเฉพาะบริเวณซอยย่อย คาดว่าจะสามารถระบายได้ภายใน 2 - 3 วัน

ส่วนพื้นที่มีนบุรี หนองจอก ประเวศ และสะพานสูง ซึ่งได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักเมื่อวานนี้ กรุงเทพมหานครได้เร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พื้นที่สายไหม - ออเงิน อยู่ระหว่างเร่งระบายน้ำ และพิจารณาเปิดประตูระบายน้ำเพื่อช่วยระบายน้ำจากจังหวัดปทุมธานี

ด้านนายเกรียงไกร ศิวะศิริยางกูร ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการจัดการคุณภาพน้ำ สำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ กล่าวว่า ภาพรวมสถานการณ์น้ำบนถนนสายหลักของ กทม. มีแนวโน้มดีขึ้น โดยพื้นที่เคหะร่มเกล้ายังมีน้ำขังบางส่วนในซอยย่อย หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากปัญหากลิ่น กทม. จะนำสารชีวภาพไปใช้เพื่อบรรเทาปัญหา ขณะเดียวกัน เมื่อระดับน้ำลดลงและมีขยะตกค้าง สำนักงานเขตและสำนักสิ่งแวดล้อมจะร่วมกันเร่งจัดเก็บและแก้ไขปัญหาขยะในพื้นที่ พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนลงทะเบียนขอจัดเก็บขยะชิ้นใหญ่

สำหรับการลงทะเบียนขอรับการช่วยเหลือของผู้ประสบภัย ข้อมูล ณ เวลา 08.30 น. มีผู้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ claim.bangkok.go.th แล้วกว่า 49,000 ราย โดยพื้นที่ที่มีผู้ลงทะเบียนมากที่สุด ได้แก่ เขตลาดกระบัง รองลงมาเป็นเขตบางกะปิและเขตสายไหม ทั้งนี้ ประชาชนสามารถยื่นขอรับสิทธิได้หลายรายการ โดยสิทธิที่มีการยื่นขอมากที่สุด ได้แก่ ค่าดำรงชีพ ค่าซ่อมแซมบ้าน ค่าเครื่องมือ และทุนประกอบอาชีพ ตามลำดับ

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะคำร้องผ่านระบบออนไลน์ และลงทะเบียนทางออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือยื่นคำร้องที่สำนักงานเขตในพื้นที่ โดยการยื่นที่สำนักงานเขตสามารถใช้บัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านเพื่อแสดงตัวตน

ด้าน ดร.ศิริธร สมสุวรรณ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยความคืบหน้าการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งกำหนดให้ความช่วยเหลือบ้านเรือนที่อยู่อาศัยที่ถูกน้ำท่วม ครัวเรือนละ 9,000 บาท และบ้านเรือนหรืออาคารสูงที่ถูกน้ำล้อม ครัวเรือนละ 5,000 บาท ว่า ณ เวลา 07.50 น. วันนี้ มีจังหวัดส่งข้อมูลยืนยันมายัง ปภ. แล้ว 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว 594 ครัวเรือน และจังหวัดกระบี่ 17 ครัวเรือน รวม 611 ครัวเรือน

ทั้งนี้ ปภ. กำหนดรวบรวมและยืนยันข้อมูลจากจังหวัดและกรุงเทพมหานครที่อยู่ในพื้นที่ประกาศให้ความช่วยเหลือ ก่อนส่งต่อให้ธนาคารออมสินภายในเวลา 20.00 น. ของทุกวัน โดยในวันนี้จะมีการยืนยันข้อมูลและรวบรวมยอดเพิ่มเติมจากจังหวัดที่ส่งข้อมูลเข้ามาระหว่างวัน เพื่อให้ธนาคารออมสินดำเนินการโอนเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้ประสบภัยล็อตแรกภายในช่วงเช้าวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่ให้เร่งทยอยจ่ายเงินช่วยเหลือ โดยไม่ต้องรอให้ข้อมูลครบทั้งหมด

นอกเหนือจาก 65 จังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ตามมติคณะรัฐมนตรีแล้ว ปภ. ได้เสนอขอความเห็นชอบเพิ่มเติมพื้นที่เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีอุทกภัยอีก 1 จังหวัด คือ จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักถึงหนักมากตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2569 ส่งผลให้มีปริมาณฝนสะสมจำนวนมาก ประกอบกับปริมาณน้ำท้ายเขื่อนแม่กลองเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 20,000 ครัวเรือน โดย ปภ. ได้เสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้ว และอยู่ระหว่างรอมติให้ความเห็นชอบเพิ่มเติมภายในวันนี้

กรมการค้าภายในเร่งดูแลปริมาณ-ราคาผักและไข่ไก่หลังน้ำท่วมพร้อมจัด “ธงฟ้า” ลดค่าครองชีพ 

นางสาวลลิดา ได้กล่าวถึงมาตรการดูแลประชาชนด้านสินค้าอุปโภคบริโภคและการสาธารณสุขในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยกรมการค้าภายในเร่งดูแลให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมด้านราคาสินค้าและบริการโดยข้อมูลจากนายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้เปิดเผยต่อศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (JICC - Joint Information and Communication Center) มีรายละเอียด 2 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. การดูแลปริมาณและราคาผักและไข่ไก่

นายจิรวุฒิ กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยทำให้พื้นที่เพาะปลูกผักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นครปฐม และฉะเชิงเทราได้รับความเสียหาย ส่งผลให้ปริมาณผักในตลาดลดลง กรมการค้าภายในจึงเร่งเชื่อมโยงการทำงานกับตลาดสด ตลาดกลาง และตลาดค้าส่งค้าปลีก เพื่อเชื่อมโยงผักจากพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบ เช่น จังหวัดเพชรบูรณ์และนครราชสีมา เข้ามายังศูนย์กระจายสินค้าในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อกระจายต่อไปยังร้านค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า ซึ่งช่วยให้ราคาผักเริ่มอ่อนตัวลง และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ราคากลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลกินเจที่จะมาถึง

ส่วนไข่ไก่ ฟาร์มไก่ไข่ โดยเฉพาะในจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ซึ่งส่งผลต่อปริมาณไข่ไก่ในระบบ กรมการค้าภายในจึงเร่งสำรวจพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบเพื่อเชื่อมโยงไข่ไก่มายังศูนย์กระจายสินค้าของห้างต่าง ๆ ควบคู่กับการดำเนินงานร่วมกับกรมปศุสัตว์ โดยขอความร่วมมือยืดอายุการปลดระวางแม่ไก่ไข่ เพื่อเพิ่มปริมาณไข่เข้าสู่ระบบ คาดว่าจะสามารถทดแทนปริมาณที่ขาดแคลนได้ภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้

นอกจากนี้ ได้ขอความร่วมมือผู้ส่งออกไข่ไก่ให้ชะลอการส่งออกจนถึงเดือนธันวาคม 2569 ขณะเดียวกัน ได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตและฟาร์มขนาดใหญ่ตรึงราคาไข่ไก่หน้าฟาร์มไว้ที่ 4 บาทต่อฟอง ซึ่งเป็นราคาที่ภาคเอกชนประกาศไว้ก่อนเกิดอุทกภัย และขอความร่วมมือผู้รวบรวมไข่ไก่ให้จัดหาไข่จากพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งไม่ปรับเพิ่มราคาจนเกินความเหมาะสม เนื่องจากเส้นทางขนส่งในบางพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและอาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้น

สำหรับการค้าปลีก กรมการค้าภายในจะออกตรวจสอบร้านค้าเพื่อดูแลราคาไข่ไก่ หากประชาชนพบการจำหน่ายสินค้าในราคาที่สูงเกินความเหมาะสม สามารถแจ้งกรมการค้าภายในเพื่อตรวจสอบและพิจารณาความเหมาะสมของราคาตามต้นทุนและเส้นทางการขนส่งในแต่ละพื้นที่

2. มาตรการฟื้นฟูและเยียวยาหลังน้ำท่วม

รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เตรียมดำเนินมาตรการลดค่าครองชีพผ่านการจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าราคาถูก หรือ “ธงฟ้า” โดยปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับพื้นที่ประสบอุทกภัย จากเดิมที่เป็นการจัดงานขนาดใหญ่ มาเป็นการใช้รถโมบายและตั้งเต็นท์จำหน่ายสินค้าในพื้นที่ที่น้ำลดและสามารถนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายได้ โดยจะทำงานร่วมกับสำนักงานเขตต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร

สำหรับกรุงเทพมหานคร จะเริ่มดำเนินการระหว่างวันที่ 9 - 18 ตุลาคม 2569 โดยเน้นพื้นที่ที่ระดับน้ำเริ่มลดลง และจะดำเนินการต่อเนื่องไปจนถึงเดือนธันวาคม 2569 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ส่วนภูมิภาคจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 โดยจัดกิจกรรมในทุกจังหวัด เดือนละ 1 ครั้ง รวม 12 ครั้งต่อจังหวัด เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะประชาสัมพันธ์สถานที่จัดจำหน่ายสินค้าผ่านเว็บไซต์และเฟซบุ๊กของกรมการค้าภายใน รวมทั้งประสานข้อมูลมายังสำนักโฆษก กรมประชาสัมพันธ์ และสื่อมวลชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง โดยประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลสถานที่จัดกิจกรรม “ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ” รวมถึงแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับราคาสินค้าและการไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านการค้าได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569

สำหรับด้านสาธารณสุขและสุขภาพของประชาชน ดร.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยดำเนินมาตรการเชิงรุกทั้งด้านการให้บริการทางการแพทย์ การดูแลสถานพยาบาล และการป้องกันโรคและภัยสุขภาพ โดยจากการสำรวจสถานพยาบาลใน 23 จังหวัด จำนวน 157 แห่ง พบว่า เปิดให้บริการตามปกติ 88 แห่ง ปิดให้บริการบางส่วน 14 แห่ง และปิดให้บริการชั่วคราว 55 แห่ง พร้อมจัดบริการทางการแพทย์เชิงรุกและสนับสนุนยาและเวชภัณฑ์แล้วกว่า 235,132 ครั้ง

สำหรับสถานพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ได้จัดระบบเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้การรักษาพยาบาลเป็นไปอย่างต่อเนื่อง อาทิ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งมีน้ำท่วมสูง ได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์และโรงพยาบาลสนาม ณ ค่ายจักรพงษ์ พร้อมระดมบุคลากรทางการแพทย์กว่า 300 คนร่วมให้บริการ นอกจากนี้ มีการจัดตั้งศูนย์พักพิงและโรงพยาบาลสนามในพื้นที่น้ำท่วมหนัก เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง

ด้านการดูแลกลุ่มเปราะบางและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง กระทรวงสาธารณสุขได้ให้การช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางทั้งในศูนย์พักพิงและที่พักอาศัย โดยจัดบุคลากรสาธารณสุขหมุนเวียนดูแล พร้อมจัดบริการให้ผู้ป่วยสามารถล้างไตได้ตามกำหนด รวมทั้งบูรณาการกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานในพื้นที่ จัดทำบัญชีผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงและวางระบบรับ-ส่งผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวเป็นลำดับแรกเมื่อเกิดน้ำท่วม

ขณะเดียวกัน ได้เตรียมยาให้เพียงพอสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เฝ้าระวังผู้ป่วยที่ต้องใช้ออกซิเจนที่บ้าน และพัฒนาระบบนำส่งยาและเวชภัณฑ์ เพื่อให้ผู้ป่วยในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยากยังคงได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ด้านการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย โดยเฉพาะกรณีคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกเพิ่มเติมในพื้นที่ภาคใต้ กระทรวงสาธารณสุขได้ถอดบทเรียนจากสถานการณ์อุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และเตรียมความพร้อมร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งการวางระบบขนส่งและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยล่วงหน้า การซักซ้อมเคลื่อนย้ายผู้ป่วยผ่านระบบแพทย์ฉุกเฉินทางอากาศ (Sky Doctor) และเตรียมเส้นทางสำรองกรณีเส้นทางหลักได้รับผลกระทบ รวมถึงสำรองยาและเวชภัณฑ์อย่างน้อย 1 สัปดาห์ อาหารอย่างน้อย 10 วัน น้ำดื่มและออกซิเจนอย่างน้อย 7 วัน ตลอดจนเตรียมระบบไฟฟ้าและช่องทางการสื่อสารสำรอง เช่น วิทยุสื่อสารและโทรศัพท์ผ่านดาวเทียม เพื่อรองรับผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขขอให้ประชาชนเฝ้าระวังโรคและภัยสุขภาพที่มากับอุทกภัย โดยเฉพาะโรคฉี่หนู โรคอุจจาระร่วงและท้องเสีย โรคน้ำกัดเท้า สัตว์มีพิษ และอันตรายจากไฟฟ้าช็อต โดยควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำโดยตรง สวมรองเท้าบู๊ต ดูแลบาดแผล รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ ล้างมือและรักษาสุขอนามัย รวมถึงระมัดระวังสัตว์มีพิษที่อาจหนีน้ำเข้ามาหลบซ่อนในบ้าน และตรวจสอบความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าก่อนกลับเข้าใช้งาน ทั้งนี้ หากมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์ และติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด

ครม.เพิ่มพื้นที่ประสบภัย“สมุทรสงคราม” เร่งช่วยเหลือ–ฟื้นฟูประชาชน 

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมได้ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการดำเนินงานตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี รวมถึงการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูประชาชน โดยกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและสอดคล้องกัน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเพิ่มเติมพื้นที่ในการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดสมุทรสงคราม จากเดิมที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติและกันงบประมาณไว้ประมาณ 4,700 ล้านบาท เพื่อรองรับการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ทั้งนี้ การเพิ่มเติมพื้นที่ดังกล่าวเป็นผลจากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 เพื่อให้การช่วยเหลือและเยียวยาสามารถดำเนินการได้ครอบคลุมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้รับจดหมายจากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งแสดงความคาดหวังที่จะเห็นการลงนามข้อตกลงด้านภาษีกับรัฐบาลไทยในเร็ววันนี้ โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากขณะนี้การเจรจาเข้าสู่ช่วงสุดท้ายแล้ว พร้อมเร่งผลักดันให้การดำเนินการมีความพร้อมสำหรับการลงนาม หากสามารถดำเนินการได้ในช่วงที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเยือนเอเชีย

อีกประเด็นสำคัญ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ โดยมีการปรับกระบวนการจัดทำงบประมาณให้เปิดกว้างและมีส่วนร่วมมากขึ้น ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการจัดทำงบประมาณ เพิ่มกระบวนการ “Pre - Budget Consultation” หรือการหารือก่อนการจัดทำงบประมาณ ซึ่งกำหนดดำเนินการในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณ ทั้งรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล ฝ่ายค้าน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน นักวิชาการ และภาคประชาชน ถือเป็นการปรับกระบวนการจัดทำงบประมาณของประเทศให้เริ่มต้นจากการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ไม่จำกัดอยู่เฉพาะการจัดทำคำของบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ

นอกจากนี้ ปฏิทินงบประมาณปี 2571 ยังเพิ่มระยะเวลาให้หน่วยรับงบประมาณจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณมากขึ้นประมาณ 2–3 เดือน เพื่อให้หน่วยงานสามารถจัดทำรายละเอียดและข้อมูลประกอบคำของบประมาณได้รอบคอบยิ่งขึ้น รวมทั้งสนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานและกระทรวงต่าง ๆ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของโครงการและการใช้งบประมาณ และเพิ่มประสิทธิภาพในการพิจารณาจัดสรรงบประมาณ

นายเอกภพกล่าวว่า การปรับกระบวนการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการพัฒนาระบบงบประมาณของประเทศ โดยมุ่งหวังให้การจัดทำงบประมาณปี 2571 ก้าวไปสู่แนวคิด “Zero-Based Budgeting” หรือการจัดทำงบประมาณจากฐานศูนย์ โดยไม่ยึดวงเงินหรือโครงการในปีที่ผ่านมาเป็นตัวตั้ง แต่พิจารณาจากภารกิจ เป้าหมาย และสิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการในอนาคตเป็นหลัก