IN NEWS
รัฐฯเร่งบริหารจัดการน้ำ-ช่วยเหลือปชช. หลายพื้นที่ดีขึ้น/เฝ้าระวังฝนหนัก9-12ต.ค.
กรุงเทพฯ-วันนี้ (วันพุธที่ 7 ตุลาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายฟาตา มรรษทวี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาระบบงานการพยากรณ์อุตุนิยมวิทยา เเละ นายปริญญา จันทคุปต์ ผู้อำนวยการส่วนวิชาการจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร และนายธวัชชัย ไตรวารี ผู้อำนวยการส่วนประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน ร่วมแถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (JICC - Joint Information and Communication Center) ประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2569 โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
นายฟาตา มรรษทวี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาระบบงานการพยากรณ์อุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ปัจจุบันความกดอากาศสูงเริ่มแผ่ลงมาและเคลื่อนจากด้านตะวันออกไปทางตะวันตกของประเทศ ส่งผลให้ในช่วงวันนี้และวันพรุ่งนี้ภาคใต้ยังคงมีฝนตก ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงปลายฤดูฝน จึงยังมีสภาพอากาศแปรปรวน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่
สำหรับพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักถึงหนักมากในช่วงวันที่ 9 - 12 ตุลาคม 2569 ได้แก่
- วันที่ 9 ตุลาคม บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานี บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และสุรินทร์ รวมถึงภาคใต้ฝั่งตะวันออก
- วันที่ 10 ตุลาคม ครอบคลุมภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้
- วันที่ 11 ตุลาคม ภาคเหนือตอนล่าง โดยเฉพาะจังหวัดตาก ภาคกลางบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งภาคตะวันตกบริเวณจังหวัดราชบุรีและเพชรบุรี โดยจังหวัดเพชรบุรีมีแนวโน้มฝนตกมากเป็นพิเศษ
- วันที่ 12 ตุลาคม ภาคกลางตอนล่างและภาคใต้ฝั่งตะวันตกยังคงมีฝนตก แต่ปริมาณฝนจะลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยอาจมีฝนตกหนักในบางพื้นที่แต่ไม่ถึงระดับฝนตกหนักมาก ขณะที่ภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะจังหวัดปัตตานีและนราธิวาส ยังคงมีฝนตก
ด้านนายปริญญา จันทคุปต์ ผู้อำนวยการส่วนวิชาการจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ยังคงมีฝนตกกระจายทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่งผลให้ถนนสายหลักบางแห่งมีน้ำท่วมสูง ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยง ได้แก่ ถนนฉลองกรุง บริเวณสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ถนนสุวินทวงศ์ บริเวณแยกเมืองมีน และถนนลาดกระบัง บริเวณแยกจระเข้น้อย ขณะที่พื้นที่ลาดกระบัง มีน้ำท่วมขังจากฝนตกหนักเมื่อวานนี้ กรุงเทพมหานครเร่งระบายน้ำออกโดยเร็ว ส่วนพื้นที่มีนบุรี หนองจอก สะพานสูง และสายไหม ได้เดินเครื่องสูบน้ำและเปิดประตูระบายน้ำเพื่อควบคุมและเร่งระบายน้ำ
ด้านการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนผ่านระบบ claim.bangkok.go.th แล้วกว่า 56,000 ราย โดย 3 เขตที่มีผู้ลงทะเบียนมากที่สุด ได้แก่ ลาดกระบัง บางกะปิ และสายไหม ส่วนความช่วยเหลือที่ลงทะเบียนมากที่สุด ได้แก่ ค่าดำรงชีพ ค่าซ่อมแซมบ้าน และค่าเครื่องมือและทุนประกอบอาชีพ
ทั้งนี้ กทม. เพิ่มจุดบริการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอีก 22 แห่ง จากเดิม 50 สำนักงานเขต รวมเป็น 72 แห่ง เปิดให้บริการลงทะเบียนเวลา 10.00 - 16.00 น. พร้อมอำนวยความสะดวกด้านเอกสาร โดยกรณีไม่สามารถนำเอกสารมายืนยันได้ สำนักงานเขตจะดำเนินการสอบปากคำหรือจัดทำ ปค.14 เพื่อใช้ประกอบการลงทะเบียนต่อไป
ด้านนายธวัชชัย ไตรวารี ผู้อำนวยการส่วนประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปริมาณน้ำจากฝนที่ตกในพื้นที่ตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่และน่าน ขณะนี้เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนภูมิพล ยังสามารถรองรับน้ำได้ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตอนล่าง ทั้งนี้ การระบายน้ำด้านท้ายเขื่อนจะควบคุมให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด โดยระบายเท่าที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ และการเกษตรของประชาชน
สำหรับเขื่อนเจ้าพระยา วันนี้ที่จังหวัดนครสวรรค์ ปริมาณน้ำไหลอยู่ที่ประมาณ 1,915 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดลงจากเมื่อวานประมาณ 30–40 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สถานการณ์และแนวโน้มโดยรวมเริ่มดีขึ้น โดยกรมชลประทานบริหารจัดการน้ำด้วยการทำสมดุลระหว่างปริมาณน้ำด้านเหนือ ด้านข้าง และด้านท้าย เพื่อควบคุมระดับน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ได้ปรับลดการระบายน้ำจากเดิม 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยทยอยลดการระบายตั้งแต่เวลา 08.00 น. และจะมีการปรับลดเพิ่มเติมในช่วงเวลา 13.00 น.
แนวโน้มสถานการณ์น้ำในพื้นที่เริ่มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง การลดการระบายน้ำจะส่งผลให้ระดับน้ำลดลงอีกประมาณ 10–25 เซนติเมตร และมีแนวโน้มดีขึ้นเป็นลำดับ สำหรับน้ำในส่วนนี้จะไหลผ่านพื้นที่จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ ก่อนระบายออกสู่อ่าวไทย โดยจะบริหารจัดการไม่ให้น้ำไหลเข้าสู่พื้นที่ชุมชนและพื้นที่สำคัญจนได้รับผลกระทบ และระบายออกสู่อ่าวไทยโดยตรง
สำหรับพื้นที่ภาคตะวันตก ในลุ่มน้ำแม่กลอง กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกเพิ่มขึ้นในช่วงต่อจากนี้ กรมชลประทานจึงได้เตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อนแม่กลอง เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้น โดยในพื้นที่อำเภอไทรโยคมีน้ำล้นตลิ่งในบางจุด
วันนี้ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนแม่กลองมีการระบายอยู่ที่ประมาณ 1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน ส่งผลให้พื้นที่ท้ายน้ำ ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสาคร มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นจากเมื่อวานประมาณ 40–50 เซนติเมตร อย่างไรก็ตาม คาดว่าปริมาณน้ำที่จะเพิ่มเข้ามาจะส่งผลกระทบในระดับใกล้เคียงกับช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากปริมาณฝนในรอบนี้น้อยกว่ารอบก่อน
สำหรับภาคตะวันตกและพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี กรมชลประทานยังคงควบคุมการระบายน้ำจากเขื่อนแก่งกระจาน โดยระบายน้ำประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ ขณะที่ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่หน้าเขื่อนเพชรอยู่ที่ประมาณ 160 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเขื่อนมีศักยภาพรองรับน้ำได้ประมาณ 320 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือขณะนี้มีปริมาณน้ำอยู่ประมาณครึ่งหนึ่งของศักยภาพการรองรับ ปัจจุบันมีการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเพชรเข้าสู่พื้นที่ตัวเมืองเพชรบุรีประมาณ 75 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ศักยภาพของลำน้ำที่ไหลผ่านตัวเมืองเพชรบุรีสามารถรองรับได้ถึง 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงยังไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่เขตเมืองเพชรบุรีจากการระบายน้ำในขณะนี้
พื้นที่ที่ยังคงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษอยู่ในภาคตะวันออก โดยเฉพาะพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำบางปะกง ซึ่งเป็นจุดบรรจบของแม่น้ำนครนายกและแม่น้ำปราจีนบุรี สำหรับแม่น้ำนครนายก สถานการณ์ในพื้นที่ตอนบนเริ่มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่บริเวณตอนล่างในพื้นที่อำเภอองครักษ์ ปริมาณน้ำค่อนข้างทรงตัว เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากระดับน้ำทะเลและปริมาณน้ำจากฝั่งปราจีนบุรีที่ไหลมาบรรจบกัน
สำหรับลำน้ำปราจีนบุรี ตั้งแต่พื้นที่จังหวัดสระแก้วและจังหวัดปราจีนบุรีตอนบน ปริมาณน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะไหลลงมายังพื้นที่ตัวเมืองปราจีนบุรี ซึ่งขณะนี้แนวโน้มระดับน้ำเริ่มลดลง แต่เป็นการลดลงอย่างช้า ๆ
ในส่วนของทุ่งรับน้ำ ได้แก่ ทุ่งท่าแหและทุ่งบางปะกงปัจจุบันยังมีปริมาณน้ำอยู่ในพื้นที่ โดยจะทยอยระบายออกตามระบบชลประทาน ทั้งนี้ ปริมาณน้ำที่ระบายลงมาอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้แก่ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว บางคล้า พนมสารคาม และอำเภอเมือง โดยอาจทำให้ระดับน้ำทรงตัวถึงเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากขณะนี้ยังได้รับอิทธิพลจากภาวะน้ำทะเลหนุน อย่างไรก็ตาม หลังจากระดับน้ำทะเลเข้าสู่ช่วงขาลง สถานการณ์มีแนวโน้มที่จะเริ่มดีขึ้น
ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกองทัพเรือและกรมชลประทาน ได้ระดมเครื่องจักร เครื่องมือ และเรือผลักดันน้ำเข้าติดตั้งในพื้นที่ เพื่อเร่งการระบายน้ำและลดผลกระทบต่อประชาชน โดยคาดว่าสถานการณ์จะค่อย ๆ คลี่คลายและดีขึ้นเป็นลำดับ
