POLITICS
ดราม่าย้ายนอภ.บ้านสร้างระอุสุดในพื้นที่ ชาวบ้านชอบแต่นักการเมืองไม่แฮปปี้
ปราจีนบุรี-เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี หลังอำเภอบ้านสร้างซึ่งเป็นจุดรับมวลน้ำสุดท้ายกำลังเผชิญวิกฤตอุทกภัยขั้นรุนแรง แต่กลับมีคำสั่งย้ายด่วน นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง ออกจากพื้นที่อย่างกะทันหัน จนเกิดกระแสต้านจากภาคประชาชน ขณะที่รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งลงพื้นที่บัญชาการเหตุการณ์ กำชับทุกฝ่ายเร่งช่วยเหลือชาวบ้านโดยเร็วที่สุด ก่อนหน้านี้อธิบดีกรมการปกครองลงนามคำสั่งย้ายด่วน "นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ" นายอำเภอบ้านสร้าง ไปช่วยราชการวิทยาลัยการปกครอง นาน 1 เดือน มีผลทันที 7 ต.ค. ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อสงสัยของสังคม เหตุย้ายกลางศึกอุทกภัยวิกฤต ขณะที่บ้านสร้างเป็นพื้นที่ด่านสุดท้ายรับมวลน้ำมหาศาล เส้นทางถูกตัดขาดทุกสาย ด้านเจ้าตัวเปิดใจน้อมรับคำสั่งผู้บังคับบัญชา มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ แม้ถูกน้ำล้อมรอบพื้นที่
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 17.30 น. นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ได้ลงพื้นที่ ณ ที่ว่าการอำเภอบ้านสร้าง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยระบุว่า ขณะนี้ระดับน้ำในอำเภอเมืองปราจีนบุรีมีแนวโน้มลดลงวันละ 5–6 เซนติเมตร แต่มวลน้ำทั้งหมดได้ไหลลงสู่พื้นที่อำเภอบ้านสร้าง ผ่านตำบลบางพลวง บางปลาร้า บางเตย บางยาง และบางแตน ส่งผลให้บ้านสร้างกลายเป็นพื้นที่ที่มีระดับน้ำสูงที่สุดในจังหวัด โดยเฉพาะตำบลบางแตนที่ยังคงอยู่ในขั้นวิกฤตและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ทางจังหวัดได้ดำเนินการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยจากศูนย์พักพิงโรงเรียนศรีรักษ์ราษฎร์บำรุง ตำบลบางแตน ไปยังวัดแหลมไผ่ อำเภอเมืองปราจีนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ปลอดภัย พร้อมประสานกระทรวงสาธารณสุขเร่งจัดส่งยารักษาโรค โดยเฉพาะยาแก้ผื่นคันและยาน้ำกัดเท้า แจกจ่ายให้แก่ประชาชนทั้งในศูนย์พักพิงและกลุ่มที่ยังอาศัยอยู่ในบ้านเรือน โดยมอบหมายให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นำสิ่งของอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์เข้าถึงทุกครอบครัวอย่างทั่วถึง
นายชนาธิป กล่าวเน้นย้ำถึงการบริหารจัดการในภาวะวิกฤตว่า ได้กำชับให้สำรวจระดับความเดือดร้อนของประชาชนเพื่อจัดลำดับความช่วยเหลือ พร้อมระดมเครื่องมือ ยานพาหนะ รถยกสูง และเรือท้องแบน ให้มีความพร้อมปฏิบัติงานทันทีเมื่อได้รับการร้องขอ โดยยึดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นสำคัญ

ต่อประเด็นกระแสข่าวคำสั่งย้ายนายอำเภอบ้านสร้างกะทันหัน นายชนาธิป ให้ความเห็นว่า ไม่อยากให้สังคมมุ่งเน้นประเด็นดราม่าจนละเลยการทำงานเพื่อประชาชน พร้อมเปิดกว้างให้ผู้ที่ต้องการทราบข้อเท็จจริงลงพื้นที่สอบถามหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และกำนันผู้ใหญ่บ้านที่ปฏิบัติงานร่วมกับนายอำเภอโดยตรงได้ เพื่อรับทราบข้อมูลตามความเป็นจริง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลา 22.50 น. ในวันเดียวกัน สถานการณ์ความตึงเครียดด้านมวลชนเริ่มก่อตัวขึ้น หลัง นางสาวศิริพร ฉายวัฒนะ แกนนำภาคประชาชน ซึ่งเคยเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการดินแลกน้ำในพื้นที่อำเภอนาดี ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เชิญชวนชาวอำเภอบ้านสร้างร่วมกันพายเรือฝ่ากระแสน้ำท่วม ออกมารวมตัวกัน ณ ศูนย์ราชการจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อปกป้องนายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง โดยระบุว่าเป็นการถูกกลั่นแกล้งย้ายเข้ากรุ พร้อมประกาศพร้อมเป็นแนวหน้าและจัดเตรียมเสบียงอาหารสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ข้าราชการที่ทำงานเพื่อประชาชน
การสั่งย้ายนายอำเภอบ้านสร้างในช่วงเวลาที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ จึงกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกฝ่ายกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งในมิติการบริหารจัดการวิกฤตอุทกภัยและการเคลื่อนไหวทางสังคมของภาคประชาชนในพื้นที่
'นายอำเภอบ้านสร้าง'รับคำสั่งย้ายขับรถฝ่าสายน้ำล้อมเมืองเข้ารายงานตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์อุทกภัยและความเคลื่อนไหวทางราชการในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 จากกรณีที่ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้ลงนามในคำสั่งกรมการปกครอง ที่ 2871/2569 ลงวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เรื่อง ให้ข้าราชการช่วยราชการ โดยระบุว่า เพื่อประโยชน์ของทางราชการ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงให้ นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ ตำแหน่ง นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ไปช่วยราชการที่กรมการปกครอง โดยมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ ณ วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง เป็นการประจำ ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569
การออกคำสั่งย้ายด่วนดังกล่าวจึงถูกจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่จังหวัดปราจีนบุรีกำลังเผชิญปัญหาน้ำท่วมรุนแรงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ อำเภอบ้านสร้าง ซึ่งเป็นจุดรับมวลน้ำด่านสุดท้ายที่รองรับน้ำจากอำเภอต่าง ๆ ที่เริ่มลดระดับ ทั้งจาก อ.กบินทร์บุรี, อ.ศรีมหาโพธิ, อ.ประจันตคาม, อ.ศรีมโหสถ และ อ.เมืองปราจีนบุรี ไหลผ่านแม่น้ำปราจีนบุรีลงมารวมกัน ประกอบกับมวลน้ำจากแม่น้ำนครนายกที่ไหลมาบรรจบกันที่ อ.บ้านสร้าง เกิดเป็นแม่น้ำบางปะกง ไหลผ่าน จ.ฉะเชิงเทรา ลงสู่ปากอ่าวไทย ส่งผลให้ อ.บ้านสร้าง มีปริมาณน้ำท่วมขังมหาศาลสูงกว่าทุกพื้นที่ของจังหวัด
ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สัมภาษณ์ นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง ถึงการรับทราบคำสั่งและการปฏิบัติตามแนวทางของกรมการปกครอง โดยนายเสฏฐวุฒิ เปิดเผยว่า ตนได้รับทราบคำสั่งให้เดินทางไปช่วยราชการเรียบร้อยแล้ว และพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด โดยที่ผ่านมาตนได้ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ แต่เมื่อมีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาออกมาก็น้อมรับและต้องดำเนินการตามขั้นตอนราชการทันที
นอกจากนี้ นายเสฏฐวุฒิ ยังเล่าถึงอุปสรรคในการเดินทางมารายงานตัว ณ กรมการปกครอง กรุงเทพมหานคร ในวันนี้ว่า พื้นที่อำเภอบ้านสร้างกำลังประสบปัญหาน้ำท่วมล้อมรอบทุกทิศทาง การเดินทางออกนอกพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องใช้รถยนต์พยายามหาเส้นทางสัญจรที่พอจะสัญจรได้เพื่อเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ
รายงานข่าวระบุว่า จากข้อมูลสรุปสถานการณ์อุทกภัยของกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปราจีนบุรี ณ วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เวลา 07.00 น. ระบุว่า อำเภอบ้านสร้าง ถือเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดแห่งหนึ่ง โดยระดับน้ำท่วมยังคงสูงและกระแสน้ำไหลเชี่ยว ประชาชนได้รับผลกระทบครอบคลุมทุกตำบล ที่สำคัญคือเส้นทางคมนาคมทุกเส้นทางถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง
สำหรับพื้นที่อำเภอบ้านสร้าง มีประชาชนได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 9 ตำบล 87 หมู่บ้าน 9,211 ครัวเรือน และมีรายงานผู้เสียชีวิตในพื้นที่แล้ว 2 ราย (จากสาเหตุไฟฟ้าช็อต 1 ราย และจมน้ำ 1 ราย) ปัจจุบันมีการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวในอำเภอบ้านสร้างจำนวน 21 แห่ง มีประชาชนเข้าพักพิงแล้ว 1,013 คน
สำหรับภาพรวมสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2569 เป็นต้นมา ฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องส่งผลให้น้ำในแม่น้ำปราจีนบุรีเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมเป็นวงกว้าง ครอบคลุมพื้นที่ 7 อำเภอ 65 ตำบล 691 หมู่บ้าน 37 ชุมชน ประชาชนเดือดร้อนรวม 60,317 ครัวเรือน แบ่งเป็น:
อำเภอเมืองปราจีนบุรี: ได้รับผลกระทบ 13 ตำบล 142 หมู่บ้าน 17 ชุมชน (16,667 ครัวเรือน)
อำเภอกบินทร์บุรี: ได้รับผลกระทบ 14 ตำบล 193 หมู่บ้าน 20 ชุมชน (11,082 ครัวเรือน)
อำเภอศรีมหาโพธิ: ได้รับผลกระทบ 10 ตำบล 89 หมู่บ้าน (12,242 ครัวเรือน)
อำเภอบ้านสร้าง: ได้รับผลกระทบ 9 ตำบล 87 หมู่บ้าน (9,211 ครัวเรือน)
อำเภอประจันตคาม: ได้รับผลกระทบ 9 ตำบล 106 หมู่บ้าน (8,900 ครัวเรือน)
อำเภอศรีมโหสถ: ได้รับผลกระทบ 4 ตำบล 24 หมู่บ้าน (1,730 ครัวเรือน)
อำเภอนาดี: ได้รับผลกระทบ 6 ตำบล 50 หมู่บ้าน (485 ครัวเรือน)
วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตสะสมแล้วถึง 19 ราย (เสียชีวิตจากการจมน้ำ 15 ราย และไฟฟ้าช็อต 4 ราย) ได้แก่ อำเภอกบินทร์บุรี 6 ราย, อำเภอประจันตคาม 4 ราย, อำเภอเมืองปราจีนบุรี 3 ราย, อำเภอศรีมโหสถ 3 ราย, อำเภอบ้านสร้าง 2 ราย และอำเภอศรีมหาโพธิ 1 ราย
ความเสียหายด้านการเกษตรครอบคลุม 7 อำเภอ 68 ตำบล 258 หมู่บ้าน เกษตรกรได้รับผลกระทบด้านพืช 8,675 ราย พื้นที่เสียหาย 89,292 ไร่ (โดยเป็นนาข้าวถึง 82,826 ไร่) ด้านประมง เกษตรกร 4,393 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 58,731 ไร่ และด้านปศุสัตว์ เกษตรกร 1,964 ราย สัตว์ในพื้นที่ประสบภัย 444,630 ตัว เสียหายเบื้องต้น 401,624 ตัว
ปัจจุบัน ทางจังหวัดได้ประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย/เขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้วทั้ง 7 อำเภอ โดยมีการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวรวม 84 แห่ง รองรับผู้อพยพ 4,845 คน พร้อมตั้งโรงครัวพระราชทานและโรงครัวอาสาช่วยเหลือประชาชน รวมทั้งจัดชุดปฏิบัติการและเรือกู้ภัยกว่า 42 มูลนิธิ/สมาคม เร่งให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง

