BANGKOK

กทม.แจงก่อสร้างคลองตาหนังยังอยู่ช่วง การก่อสร้างเร่งรื้อถอนสิ่งกีดขวาง



กรุงเทพฯ-กทม. แจงโครงการก่อสร้างคลองตาหนังยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง เร่งรื้อถอนสิ่งกีดขวาง-ปรับเทคนิคก่อสร้างลดผลกระทบการระบายน้ำ

นายชัชชญา ขำจันทร์ รองผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ (สนน.) กทม. รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กทม. ชี้แจงกรณีสื่อสังคมออนไลน์โพสต์ภาพและข้อความเมื่อวันที่ 12 ต.ค. 69 ระบุว่า คลองตาหนัง คลองสายหลักของแฮปปี้แลนด์ บางกะปิ ที่จะระบายน้ำลงคลองแสนแสบ (ข้าง The Mall บางกะปิ ท่าเรือบางกะปิ) มีสภาพพร่องน้ำไว้รอฝนตกหนักตามที่ประกาศไว้ตั้งแต่วันที่ 10–14 ต.ค. 69 จนเหลือแต่เลน และเห็นบริเวณที่มีการก่อสร้างขวางทางน้ำ ซึ่งมีทั้งเศษวัสดุก่อสร้างและขยะ โดยโครงการดังกล่าวสิ้นสุดสัญญาก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย. 69 ก่อนเกิดฝนตกหนักเมื่อวันที่ 25 ก.ย.69 แต่ผู้รับจ้างยังดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ และไม่มีคนงานอยู่ในพื้นที่เพื่อรื้อถอนเหล็กชีทไพล์ออกก่อนฝนตกหนัก และตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อใกล้สิ้นสุดสัญญาจ้าง ผู้รับเหมาควรเร่งเก็บงาน แต่กลับทิ้งพื้นที่งานไว้ ทำให้เมื่อฝนตกหนักไม่สามารถระบายน้ำได้ และเป็นสาเหตุที่ทำให้บ้านเรือนประชาชนบริเวณดังกล่าวมีน้ำท่วมขัง กรณีดังกล่าว สนน.

ขอชี้แจงว่า คลองตาหนังเป็นคลองในพื้นที่เขตบางกะปิ โดยเริ่มต้นจากคลองลำเจียก 1 ถึงคลองแสนแสบ มีความกว้างประมาณ 5–11 เมตร ความยาวประมาณ 6,526 เมตร ซึ่งเชื่อมต่อกับคลองยายเผื่อนและคลองแสนแสบ โดยสภาพเดิมคลองตาหนังส่วนใหญ่ยังไม่มีการก่อสร้างเขื่อน ยกเว้นบริเวณช่วงใกล้ถนนลาดพร้าว ด้านข้างโลตัสบางกะปิ ซึ่งมีการก่อสร้างเขื่อนรูปแบบเดิม โดยโครงสร้างเขื่อนเป็นชนิดคานค้ำยันกลาง ส่วนบริเวณที่ยังไม่มีการก่อสร้างเขื่อนมีสภาพแคบและตื้นเขิน ทำให้เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการระบายน้ำและการบำรุงรักษาคลอง อีกทั้งมีการรุกล้ำคลองเป็นช่วง ๆ โดยสภาพทางน้ำเดิมมีความกว้างประมาณ 3–5 เมตร และส่วนที่ยังไม่ได้ก่อสร้างเขื่อนจะไม่สามารถขุดลอกคลองให้กว้างและลึกได้ เนื่องจากจะทำให้รั้วและโครงสร้างริมคลองชำรุดเสียหาย

นอกจากนี้ จากบริเวณโลตัสบางกะปิถึงคลองแสนแสบมีเขื่อนเดิมที่ชำรุดทรุดโทรม ทำให้ไม่สามารถขุดลอกคลองให้ได้ระดับตามที่ สนน. กำหนดไว้ที่ -2.00 เมตร ระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) อีกทั้งยังพบปัญหาการรุกล้ำแนวเขตคลองในบางพื้นที่ ซึ่งส่งผลให้พื้นที่หน้าตัดและความกว้างของคลองตาหนังลดลง และเป็นข้อจำกัดต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำ ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว สนน. ได้ของบประมาณดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อน ค.ส.ล. และปรับปรุงทางเดินริมคลองตาหนัง จากบริเวณถนนแฮปปี้แลนด์สาย 1 ถึงคลองแสนแสบ โดยเริ่มต้นสัญญาวันที่ 24 ก.ย. 68 และสิ้นสุดวันที่ 18 ก.ย. 69 ระยะเวลา 360 วัน ปัจจุบันมีผลการดำเนินงานคิดเป็นร้อยละ 54.44 ซึ่งล่าช้ากว่าแผนงาน ส่วนหนึ่งเกิดจากอุปสรรคบ้านรุกล้ำ อย่างไรก็ตาม สนน. ร่วมกับสำนักงานเขตบางกะปิ ได้ดำเนินการรื้อย้ายไปแล้วจำนวน 10 ราย จากทั้งหมด 11 ราย

สำหรับการก่อสร้างเขื่อนคลองตาหนัง แบ่งเป็นงานก่อสร้างเขื่อนใหม่พร้อมทางเดินบริเวณถนนแฮปปี้แลนด์ ความยาวคลอง 600 เมตร (ความยาวเขื่อน 1,200 เมตร) ปัจจุบันก่อสร้างเขื่อนพร้อมทางเดินได้ความยาว 396 เมตร จากที่ต้องก่อสร้างทั้งหมด 1,200 เมตร โดยทางระบายน้ำเดิมกว้าง 3–5 เมตร ลึกประมาณ 1–1.5 เมตร ในการตอกเสาเข็มเขื่อน ผู้รับจ้างได้จัดทำนั่งร้านไม้ชั่วคราว โดยมีระยะห่างระหว่างเสาเข็มไม้ประมาณ 60–70 เซนติเมตร สำหรับปั้นจั่นตอกเสาเข็ม ซึ่งมีช่องระบายน้ำด้านล่างเพื่อให้น้ำไหลผ่านได้ เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ คลองจะมีความกว้างประมาณ 10–12 เมตร และมีความลึก 3 เมตร ตามระดับขุดลอกคลอง ที่กำหนดไว้ -2.00 ม.รทก. ส่วนงานปรับปรุงเขื่อนเดิมที่เป็นโครงสร้างชนิดคานค้ำยันกลางให้เป็นชนิดดาดท้องคลอง ที่ระดับ -2.50 ม.รทก. มีความยาว 300 เมตร

ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จ 61 เมตร โดยระหว่างก่อสร้าง ผู้รับจ้างได้ขุดลอกคลองให้ได้ระดับ -2.50 ม.รทก. และมีการปิดกั้นน้ำบางส่วนด้วยเหล็กชีทไพล์ (Steel Sheet Pile) โดยมีช่องเปิดขนาด 2 × 2 เมตร ทำให้น้ำสามารถไหลผ่านไปสู่คลองแสนแสบได้ ทั้งนี้ คลองตาหนังช่วงดังกล่าวยังสามารถระบายน้ำออกไปทางคลองยายเผื่อนเพื่อไปลงคลองแสนแสบได้อีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ฝนตกหนักมากตั้งแต่วันที่ 25–27 ก.ย. 69 มีปริมาณฝนสะสมเกือบถึง 300 มิลลิเมตร (มม.) ซึ่งเกินความสามารถของระบบระบายน้ำในพื้นที่ ทำให้ระดับน้ำล้นคลองแสนแสบและคลองอีกหลายสาย ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีสภาพลุ่มต่ำ

ในส่วนของคลองตาหนัง สนน. ได้แจ้งให้ผู้รับจ้างโครงการดำเนินการรื้อถอนจุดปิดกั้นน้ำและโครงสร้างที่กีดขวางทางน้ำทั้งหมด รวมถึงบ้านพักคนงานที่ก่อสร้างด้านบนนั่งร้านไม้ พร้อมทั้งจัดเก็บขยะและเปิดทางน้ำไหลบริเวณโดยรอบโครงการทั้งหมด โดยวันที่ 26–27 ก.ย. 69 ผู้รับจ้างได้เข้ามาดำเนินการเปิดทางน้ำไหล รื้อถอนนั่งร้านพร้อมบ้านพักคนงานที่ก่อสร้างด้านบนนั่งร้านไม้ และจัดเก็บขยะ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวมีน้ำท่วมขังบริเวณโดยรอบและพื้นที่ก่อสร้าง ทำให้ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ทั้งหมด สำหรับโครงสร้างเหล็กชีทไพล์บริเวณใกล้ถนนลาดพร้าว สนน. ได้แจ้งให้ผู้รับจ้างรื้อถอนออกทั้งหมด

โดยผู้รับจ้างสามารถเข้าพื้นที่และดำเนินการรื้อถอนได้เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 69 หลังระดับน้ำในพื้นที่เริ่มลดลง และดำเนินการแล้วเสร็จในวันที่ 1 ต.ค. 69 ทั้งนี้ แม้พื้นที่ก่อสร้างเขื่อนคลองตาหนังจะมีสิ่งกีดขวางทางน้ำบางส่วน แต่ยังมีการเปิดทางน้ำให้สามารถระบายน้ำได้ ไม่ได้ปิดทางน้ำโดยสิ้นเชิงแต่อย่างใด อีกทั้งในช่วงที่มีฝนตกตั้งแต่เดือน มิ.ย. 69 จนถึงก่อนวันที่ 25 ก.ย. 69 ไม่เคยเกิดเหตุน้ำท่วมในพื้นที่แต่อย่างใด ส่วนกรณีน้ำท่วมขังดังกล่าวเกิดจากปริมาณฝนที่ตกหนักเกือบทั่วทุกพื้นที่ ซึ่งเกินความสามารถของระบบระบายน้ำที่จะรองรับได้ ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่กว้าง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีสภาพลุ่มต่ำ

สำหรับกรณีที่มีการระบุว่าโครงการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ และได้มีการส่งมอบงานแล้วนั้น สนน. ขอชี้แจงว่า ปัจจุบันโครงการยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีผลงานก่อสร้างร้อยละ 54.44 และผู้รับจ้างยังไม่ได้ส่งมอบงานงวดสุดท้าย การส่งมอบงานและขอเบิกเงินจะดำเนินการเป็นงวด ๆ ตามปริมาณงานที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวฯ สัญญาสิ้นสุดตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย. 69 ปัจจุบันเกินระยะเวลาตามสัญญา 24 วัน และผู้รับจ้างอยู่ระหว่างขอขยายอายุสัญญา เนื่องจากมีปัญหาอุปสรรคจากบ้านรุกล้ำ การพิจารณาขยายอายุสัญญาจะพิจารณาตามอุปสรรคที่เกิดขึ้นจริง

โดยผู้รับจ้างต้องแนบหลักฐานประกอบ ในการรื้อย้ายบ้านรุกล้ำจะมีการลงพื้นที่ตรวจสอบแนวเขตร่วมกันระหว่างสำนักงานเขตพื้นที่และสำนักงานที่ดิน หากได้รับความร่วมมือก็จะดำเนินการรื้อย้าย แต่หากไม่ได้รับความร่วมมือก็จะดำเนินการโดยใช้มาตรการด้านกฎหมาย ทั้งนี้ ผู้รับจ้างสามารถขอขยายสัญญาตามอุปสรรคที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่รวมสัดส่วนงานในพื้นที่ที่สามารถดำเนินการได้โดยไม่มีอุปสรรค และการพิจารณาอนุมัติจะต้องผ่านการตรวจสอบหลายขั้นตอน

ทั้งนี้ ผู้รับจ้างได้ดำเนินการรื้อถอนนั่งร้านไม้และจัดเก็บขยะที่มีผู้ลักลอบทิ้งลงคลอง รวมถึงขยะที่มากับน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะดำเนินการรื้อถอนแล้วเสร็จภายในวันที่ 15 ต.ค. 69 ส่วนการก่อสร้างในส่วนที่เหลือ สนน. จะพิจารณาเทคนิคการก่อสร้างในรูปแบบอื่นที่มีผลกระทบด้านการระบายน้ำน้อยลง แม้อาจทำให้ค่าก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้น เพื่อให้งานก่อสร้างสำเร็จตามเป้าหมาย และสามารถใช้ประโยชน์ในการป้องกันน้ำท่วมต่อไป