LEARNING
'ควายน้ำทะเลน้อย'สู่ห่วงโซ่คุณค่าใหม่ ด้วย'พรีเมียมพัทลุงโมเดล'
จังหวัดพัทลุงก้าวสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวที่โดดเด่นด้วยมรดกโลกถึง 3 รายการ ประกอบด้วย มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม “โนรา” มรดกทางการเกษตรโลกแห่งแรกของประเทศไทย และล่าสุดคือพื้นที่ชุ่มน้ำโลก (Ramsar Site) ทะเลน้อย ที่การที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้พื้นที่ทะเลน้อย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ได้รับการยอมรับเป็นระบบมรดกทางการเกษตรที่สำคัญของโลก (GIAHS) ภายใต้ชื่อ “Thale Noi Wetland Pastoral Buffalo Agro-ecosystem” เมื่อปี พ.ศ. 2565 ซึ่งถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันเกื้อกูลระหว่างระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ กับภูมิปัญญาการเลี้ยงควายปลักแบบปล่อยธรรมชาติที่สืบทอดกันมานานกว่า 2 ศตวรรษ
.jpg)
จากผลการศึกษาวิจัยเชิงลึกพบว่า วิถีชีวิตของ “ควายเลน้อย” มีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลและฟื้นฟูระบบนิเวศของทะเลน้อยอย่างยิ่ง ฝูงควายเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนวิศวกรชีวภาพ ที่ช่วยกำจัดวัชพืชน้ำที่หนาแน่นได้ถึง 100 ตันต่อวัน ช่วยเปิดทางน้ำและป้องกันปัญหาทะเลสาบตื้นเขิน การปล่อยให้ควายออกหากินตามธรรมชาติในช่วงนอกฤดูฝนยังช่วยสร้างแนวกันไฟป่าโดยธรรมชาติ ขณะเดียวกัน มูลควายก็กลายเป็นแหล่งแร่ธาตุชั้นดีและปุ๋ยอินทรีย์ให้กับพืชพรรณรวมถึงสัตว์น้ำขนาดเล็ก ยิ่งไปกว่านั้น รอยเหยียบย่ำในปลักควายยังกลายเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและแหล่งวางไข่ของนกน้ำหายากบางชนิดด้วย อัตลักษณ์อันโดดเด่นของ “วิถีควายปลักทะเลน้อย” หรือ “ควายดำน้ำ” จึงกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รับการชื่นชมในระดับโลก แต่เมื่อวิเคราะห์รูปแบบธุรกิจผ่านกลไก “คน-ของ-ตลาด” พบว่า จากวิถีการเลี้ยงควายที่ยังเป็น ‘เกษตรกรรมแบบอนุรักษ์’ ขาดการจัดการเชิงระบบและต้องพึ่งพาแรงงานเป็นหลัก ในฤดูฝนที่มีน้ำท่วมหลาก เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนแฝงที่ค่อนข้างสูง ทั้งค่าน้ำมันเรือหางยาวที่ผันผวน และราคาฟางก้อนที่พุ่งสูงจากปกติก้อนละ 45 บาท ขึ้นไปถึงก้อนละ 70-100 บาท ตรงข้ามกับราคาซื้อขายควายมีชีวิตยังตกต่ำลงกว่าครึ่งเนื่องจากขาดอำนาจต่อรองและถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง จากเดิมที่เคยซื้อขายกันตัวละ 25,000–30,000 บาท กลับลดลงเหลือเพียงตัวละ 10,000–20,000 บาท โดยพ่อค้ามักใช้วิธีเหมาฝูงและริบลูกควายแรกเกิดไปแบบไม่มีมูลค่า การยกระดับวิถีชีวิตคนกับควายให้สัมพันธ์กับระบบนิเวศผ่านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และการจัดการห่วงโซ่คุณค่า จึงเป็นคำตอบสำคัญในการรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้คงอยู่ต่อไปได้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิสิทธิ์ บุญชุม รองคณบดีฝ่ายบริหารและพัฒนาองค์กร คณะวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยทักษิณ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย “พรีเมียมพัทลุงโมเดล: การยกระดับคุณภาพเศรษฐกิจในปริมณฑลเลสาบ ด้วยห่วงโซ่คุณค่า เขา ป่า นา เล ผ่านพลังเครือข่ายแบบมีส่วนร่วม” ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สังกัดสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) เปิดเผยถึงแนวคิดการสร้าง ห่วงโซ่คุณค่าใหม่ (New Value Chain) ว่า

“พรีเมียมพัทลุงโมเดล คือการเปลี่ยนจาก ‘ผู้ประกอบอาชีพ’ ให้กลายเป็น ‘ผู้ประกอบการธุรกิจควายเลน้อย’ โดยดึงผู้เลี้ยงควาย วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มอาชีพในท้องถิ่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้เช่าเรือนำเที่ยว, กลุ่มผลิตกลองโพนหนังควาย, กลุ่มหัตถกรรมจากกะลาและเขาควาย กลุ่มผลิตปุ๋ยจากมูลควาย และกลุ่มหัตถกรรมกระจูด บูรณาการผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แบบครบวงจร โดยมี ‘ศูนย์การเรียนรู้ควายเลน้อย’ เป็นแกนกลางในการเชื่อมร้อย เพื่อให้รายได้และผลประโยชน์กระจายกลับคืนสู่คนเลี้ยงควายและชุมชนอย่างเป็นธรรมและเหมาะสม”
โดยกลไกการแทรกแซงและยกระดับห่วงโซ่คุณค่าพรีเมียม ถูกขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมใน 3 ส่วนหลัก โดยต้นน้ำ จะเน้นการบริบาลและการสร้างมาตรฐานการเลี้ยง ด้วยการจัดทำ “คอกอนุบาลควาย” เพื่อแยกดูแลควายป่วย แม่ควายและลูกควายแรกเกิดในช่วงวิกฤตฤดูน้ำหลาก (ช่วงอายุ 1-3 เดือนที่มีสถิติการตายสูงสุด) โดยเข้าไปดูแลเรื่องอาหาร น้ำ และวัคซีนป้องกันโรคอย่างใกล้ชิด ช่วยลดอัตราการสูญเสียของลูกควายได้อย่างชัดเจน พร้อมเปิดโมเดลหาผู้มีจิตศรัทธาร่วมรับอุปถัมภ์ควาย ควบคู่ไปกับการจัดทำ “คอกขุน” สำหรับขุนควายอายุ 2-4 ปี ด้วยอาหารหยาบและอาหารข้นคุณภาพสูงเป็นเวลา 3 เดือนก่อนจำหน่าย เพื่อเพิ่มน้ำหนักและแก้ปัญหาการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง

ในส่วนกลางน้ำ จะเป็นการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชน (Product Innovation)ผสานเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ร่วมกับปราชญ์ชาวบ้านเพื่อแปรรูปทรัพยากรในท้องถิ่นตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เช่น ไอศกรีมนมควาย, ผลิตภัณฑ์กัวซาจากเขาควาย, งานหัตถกรรมและของที่ระลึกดีไซน์ร่วมสมัยจากกะลามะพร้าวและเขาควาย รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการฟอกและถนอมหนังควายคุณภาพสูงเพื่อส่งต่อให้กลุ่มทำกลองโพนวัดวาอารามในช่วงออกพรรษา และการผลิตปุ๋ยหมักอินทรีย์จากมูลควายสร้างรายได้หมุนเวียน การทำธูปจากขี้ควายเพื่อจุดไล่แมลงในคอก
.jpg)
ด้านปลายน้ำ เน้นการทำการตลาดและประสบการณ์ท่องเที่ยวอัจฉริยะ คัดสรรควายสายพันธุ์พื้นเมืองที่มีพฤติกรรมเชื่องและคุ้นเคยกับมนุษย์มาจัดแสดงเพื่อทำกิจกรรมร่วมกับนักท่องเที่ยว พร้อมฝึกอบรมทักษะการเล่าเรื่อง (Storytelling) ให้กับกลุ่มคนขับเรือนำเที่ยวท้องถิ่น ยกระดับจากทัวร์ล่องเรือดูนกทั่วไปสู่แพ็กเกจท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์สร้างสรรค์แบบครบวงจร เช่น โปรแกรม “Sunrise to Sunset Tour” และ “Lae Noi Twilight” ที่พานักท่องเที่ยวไปสัมผัสวิถีควายน้ำ ป้อนอาหารควาย และร่วมทำเวิร์กชอปงานคราฟต์ ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้จริง
.jpg)
นายสุภเศรษฐ โอภิธากรณ์ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และเป็นผู้ร่วมในโครงการ เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นว่า โครงการวิจัยนี้สร้างจุดเปลี่ยเชิงความคิดให้กับคนในชุมชน ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ทั้ง 15 หน่วยงานที่ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ได้มองเห็นคุณค่าและร่วมกันหวงแหนระบบนิเวศแห่งนี้อย่างแท้จริง
.jpg)
“ตอนนี้พวกเรากำลังยกระดับจากการท่องเที่ยวเชิงนันทนาการทั่วไป ไปสู่รูปแบบการท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วม เพื่อร่วมกันฟื้นฟูระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบสงขลาอันเป็นพื้นที่ลากูน (Thai Lagoon) ตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์และเป็นฐานรากของอาชีพที่มั่นคงของชุมชนต่อไปครับ”
ความสำเร็จของโครงการวิจัยระยะ 1 ปี (พ.ศ. 2568-2569) ภายใต้ชื่อ “พรีเมียมพัทลุงโมเดล” นี้ ปรากฏผลสัมฤทธิ์เชิงเศรษฐศาสตร์และสังคมอย่างชัดเจน โดยสามารถยกระดับรายได้ของผู้ประกอบการธุรกิจชุมชนควายเลน้อยเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากฐานรายได้เดิม ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ด้วยการยื่นเสนอขึ้นทะเบียนวิถีชีวิตควายเลน้อยเป็น “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” (ICH) ของชาติ โดยมีประกาศจากจังหวัดพัทลุงให้ “ควายเลน้อย” ได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจังหวัดพัทลุง ประจำปี 2569 เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเป็นคานงัดทางเศรษฐกิจฐานรากที่จะส่งต่อมรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิตอันทรงคุณค่านี้ต่อไป
