Think In Truth

ฉากทัศน์'พรรคเพื่อไทย'รัฐบาลสลายขั้ว2 โดย : หมาเห่าการเมือง



จากเพจของนายไพศาล พืชมงคล Paisal Puechmongkol ได้โพสต์ไว้ในวันที่ 12 สิงหาคม 2566 #การเมืองฉาก2 ว่า “หลอกแดก แหกตาตุ้มตุ๋น ชุลมุนวุ่นแหวก จนแขกเข้ายึดบ้าน” มีใจความพอสรุปได้ดังนี้ 1. รัฐบาลกลุ่มพรรคเสียงข้างน้อยรวมกับพรรคอันดับสอง หลอกให้พรรคก้าวไกลยอมให้เพื่อไทยช่วยดูแลบ้าน เป็นอุบาย”สลับแขกเป็นเจ้าบ้าน” ที่ใช้กันมาตั้งแต่ยุคสามก๊ก 2. มหกรรมแฉแหลก ซึ่งในทางสากลมหาอำนาจก็กดดันอย่างหนักหน่วง ในประเทศอาจจะเกิดม็อบใหญ่ สว.เริ่มออกมาด่ากระหน่ำ ว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญที่จะทำให้สถาบันเป็นเจวตซึ่งหนักกว่าแก้ ม.112 3. รัฐบาลใหม่โหวตผ่านก็วุ่น โหวตไม่ผ่านก็เปลี่ยนไม้เปลี่ยนคิว 4. ในสภาบีบให้อาจารย์วันนอร์ลาออกกรณีไม่พิจารณาในการใ้ข้อบังคับ 41 ซึ่งอาจารย์วันนอร์ก็ไม่หลงกล และรองประธานคนที่ 1 ก็ไม่หลงกลลาออก

ในขณะเดียวกันกับพรรคเพื่อไทย ได้ออกแถลงการณ์ ถึงรัฐบาลรักษาการไม่ควรแต่งตั้งข้าราการในตำแหน่งที่เกษียณอายุราชการ ซึ่งขัดต่อมารยาทในการเป็นรัฐบาลรักษาการ และการออกมาตอบโต้น สว.ที่ออกมากร่นด่า เกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ถึงแม้นว่าเราจะเห็นภาพความขัดแย้งกันภายในของพรรคร่วมรัฐบาลุดใหม่ “รัฐบาลชุดเดิม เพิ่มเติมคือเพื่อไทย” พรรคเพื่อไทยก็เปิดแถลงการณ์ถึงความก้าวหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล ที่รวบรวมเสียงสนับสนุนได้ถึง 315 เสียง โดยมีพรรคลุงเข้ามาร่วมด้วย

สถานการณ์จากจุดประสงค์การลงทุนทางการเมืองครั้งใหญ่ของพรรคเพื่อไทยที่เอาทั้งพรรค รวมทั้งอนาคตของพรรคเพื่อไทย เข้าเสี่ยงต่อการสร้างการเมืองใหม่ที่เป็นการเมืองสลายขั้ว ประนีประนอม ผลกลับไม่เป็นอย่างนั้น อารมณ์ ความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ ไม่ได้ปรับเปลี่ยนได้รวดเร็วขนาดนั้น แม้แต่ในพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งเป็นุดรัฐบาลเดิม ก็ใช่ว่าจะมีท่าทีประนอมกับพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลที่เสียสละยอมให้ใช้สิทธิ์อันชอบธรรม ได้ลงทุนเป็นจานข้าวใส่อาหารไปวางเลี้ยง ผู้คนที่มาร่วมกินอาหารเขาก็ไม่ได้เคารพว่าพรรคเพื่อไทยมีน้ำใจ แต่กลับแสดงออกถึงความเป็นเจ้าของจานข้าวนั้นด้วย

ความรู้สึกของมวลที่มีต่อพรรคเพื่อไทยเริ่มหมดลง ยังคงเหลือแต่คนเสื้อแดงที่คอยลูบไล้เลียแข้งเลียขาหวังผลประโยชน์จากนักการเมืองเท่านั้น ส่วนคนที่ร่วมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายต่อสู้ที่มีเป้าหมายประาธิปไตย ก็เริ่มไม่อดทน ออกมาแสดงออกถึงความไม่พอใจมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเผาเสื้อแดงหรือเสื้อพรรคเพื่อไทย เผาบัตรสมาชิกพรรคเพื่อไทย และสมาชิก นปช. พร้อมทั้งการประท้วงหน้าพรรค และกิจกรรมอื่นๆ

นับตั้งแต่พรรคเพื่อไทยประกาศฉีก MOU และจับมือกับพรรคภูมิใจไทย บุคคลที่หายไปจากสังคมแห่งการสื่อสารเลย คือ นายณัฐวุฒิ สายเกื้อ เพราะนายณัฐวุฒิเองได้ออกมาเป็นแนวหน้าในการปราศัยหาเสียงให้กับพรรคเพื่อไทย และพูดเรื่องการไม่จับมือกับพรรคฝ่ายรัฐบาลเดิม พร้อมทั้งบอกว่าถ้าจับกับพรรคสองลุงพรรคเพื่อไทยพัง นั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้นายณัฐวุฒิไม่ออกมาเคลื่อนไหวไดๆ รวมทั้งเก็บตัวเงียบ ซึ่งในขณะเดียวกัน นายจาตุรน ฉายแสงก็มีกระแสข่าวว่ามีทีท่าจะย้ายพรรคมาสังกัดพรรคก้าวไกลร่วมกับ สส.พรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจจะรวมทั้งนายณัฐวุฒิ ไสเกื้อ

แต่ธนพล อิ๋วสกุล กลับมองว่านโยบายแจกเงินดิจิตอล 10000 บาทต่อคน ซึ่งใช้งบประมาณ 560000 ล้านบาท จะทำให้ประชาชน ลืมความโกรธแค้นพรรคเพื่อไทย และหันกลับมานิยมพรรคเพื่อไทยเหมือนเดิม หรือไม่ก็จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการลงทุน ที่พรรคเพื่อไทยเสี่ยงเอาทั้งพรรคเข้าแลกกับการล่มสลาย

ในขณะที่สื่อต่างๆ และนักวิจารณ์การเมืองก็ให้ความเห็นว่า ในวันที่ 22 สิงหาคมนี้เป็นวันประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตรับรองนายกรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน ต่างฝ่ายก็เชื่อว่านายเศรษฐา ทวีสินจะผ่านการโหวตได้ภายในครั้งเดียว ในขณะที่ ศ.ดร.สุขุม นวลสกุล และ รศ.ธนพร ศรียากูล ให้ความเห็นว่า นายเศรษฐา ทวีสินจะไม่ผ่านการโหวตรับรองการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งทั้งสองท่านมีมุมมองที่ต่างกันที่ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกคนที่ 30 โดยที่ ศ.ดร.สุขุม นวลสกุล มองว่า คนที่จะได้รับการรับรองเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 คือ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เพราะอาศัยคอนเน็คชั่นผู้เป็นบิดาที่มีความสัมพันธ์ระดับอภิมหาคอนเน็คชั่น ส่วน รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล มองว่า ผู้ที่จะได้รับการรับรองให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 คือ พลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ

หลายคนมองว่า นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 คือ นางสาวแพทองธาร แต่ รศ.ธนพร ศรียากูล กลับมองว่าประเด็นที่ สว. จะหันมาสนับสนุนพรรคเพื่อไทย เป็นไปไม่ได้ เพราะ สว. ได้รับการแต่งตั้งมาจากกลุ่มคนเกลียดทักษิณ ดังนั้น สว. ส่วนใหญ่จึงเป็นกลุ่มคนที่ไม่เอาทักษิณ และขัดแย้งกันมาตลอด รวมทั้งสนับสนุการทำรัฐประหารปี 49 และ ปี 2557 อีกทั้งกระแสการต่อต้านพรรคเพื่อไทยที่เกิดขึ้นจากกลุ่ม สว. เริ่มหนักขึ้น และ สว. ก็ได้แสดงออกมาอย่างโจ่งแจ้งว่าจะสนับสนุนพลเอกประวิต วงศ์สุวรรณ เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะพลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ เหมาะสมที่สุด

ถ้าจะเอาปรากฏการณ์ในทางการเมืองและการเคลื่อนไหวภายนอกสภาแล้ว เราจะเห็นว่า กระแสสังคมต่อต้านพรรคเพื่อไทยมีมากขึ้น อีกทั้งมีการออกมาแฉถึงพฤติกรรมของนายเศรษฐา ทวีสิน ถึงการดำเนินการธุรกิจที่ไม่โปร่งใสของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ออกมาอ้างว่าแฉเพื่อาติ ซึ่งมันสอดรับกับการส่งไม้ต่อให้ สว.เป็นข้ออ้างในการที่จะไม่โหวตให้นายเศรษฐา เป็นนายกรัฐมนตรี การส่งต่อไม้ต่อคิวให้กับนางสาวแพทองธาร นั้นก็มีจุดโจมตีของฝ่าย สว. อย่างมาก ไม่ว่านางสาวแพทองธารเป็นทายาทของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นนักโทษทางการเมือง และมีคดีที่ถูกตัดสินแล้วต้องโทษจำคุกถึงสิบกว่าปี ยังอยู่ในสถานะหลบหนี อีกทั้งนางสาวแพทองธารยังใช้นโยบายการแก้ ม.112 ในการหาเสียง และยังมีประเด็นอีกมากมายที่จะเป็นข้ออ้างในการขวางไม่ให้นางสาวแพทองธารขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

การต่อคิวการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีก็จะถึงคิวพลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ ซึ่งนั่นเป็นเป้าหมายตามคำพูดของเหล่า สว. ผู้หวงแหนรัฐธรรมนูญปี 60 เท่ากับชีวิต จะเป็นผู้โหวตสนับสนุนให้พลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณเป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคเบี้ยล่างเป็นห้างค้ำยันให้หนึ่งในผู้มีชื่อเป็นคณะทำรัฐประหารปี 2557 เป็นนายกรัฐมนตรี แต่สัญญาณทางการเมืองมันไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้

ปรากฏการณ์นักชี้นำทางการเมืองผ่านศาสตร์หมอดู ในนามหมอปราย พรายกระซิบ ได้ออกมาบอกว่า ได้คุยกัลท่ายมแล้ว นายกรัฐมนตรีไม่ใช่นายเศรษฐา ไม่ใช่นางสาวแพทองธาร ไม่ใช่พลเอกประวิตร ไม่ใช่พลเอกประยุทธ์ ยังใบ้ชื่อย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Mr.P นั่นคือปริศนาที่ถูกชี้นำทางการเมืองด้วยศาสตร์ของหมอดู ถ้าจะเดา Mr.P ก็คงจะเป็นนายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค เพราะเป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีรองจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอา และพลเอกประยุทธ์ก็แขวนนวมไม่ยุ่งกับการเมืองแล้ว ซึ่งหลายคนก็อาจจะมองว่า เป็นไปไม่ได้ ที่คิวจะมาถึงนายพีระพันธ์ แต่มันก็มีปรากฏการณ์ที่สามารถเชื่อมโยงเส้นทางการขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของนายพีระพันธ์ได้อย่างมีเหตุผล

เมื่อเร็วๆ นี้นายวีระ สมความคิด ได้ยื่นขอเอกสารการไตร่สวนการสืบพยานจาก ปปช. ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด และนายวีระก็ได้เอกสารที่มีรอยคาดดำปกปิดข้อมูลสำสัญบางอย่าง จึงได้ออกมาแถลงข่าวว่า ปปช.ปกปิดข้อมูล ซึ่งทำให้ ปปช. สามารถให้ข้อมูลใหม่แก่นายวีระ สมความคิดได้ ซึ่งนั่นหมายความว่า ปปช. สามารถให้ข้อมูลนายวีระใหม่ได้ เมื่อคิวการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นชื่อพลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ ซึ่งเมื่อถึงวันนั้น นายวีระ สมความคิดก็จะได้ฉบับเต็ม ที่พร้อมจะยื่นคัดค้านการเป็นนายกรัฐมนตรีของพลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณได้ ก็จะมีผลต่อการเตะตัดขาพลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ ในทันที ถึงแม้นว่าพลเอกประวิตร จะมีเสียงสนับสนุนการเป็นนายกรัฐรัฐมนตรีในสภาเพียงพอต่อการรับรองในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ตาม เมื่อ ปปช. ชี้มูลความผิดแก่พลเอกประวิตร ก็จะส่งผลให้พลเอกประวิตรขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในทันที คิวต่อไปก็จะถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งพลเอกประยุทธ์ได้ประกาศลาออกจากพรรคการเมือง และประกาศจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง คิวนั้นก็จะถึงนายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค ในทันที

การวางกลยุทธ์ของหมากเกมนี้ถือเป็นกลยุทธ์ที่สุดยอดของขุนพลจอมทัพผู้เกรียงไกรอย่างโทนี่ วู้ดซึ่ม(ชอลิ้วเฮียง จอมยุทธ์ไร้แผ่นดิน) ที่เดิมเกมเอาพรรคเพื่อไทยจับมือกันแน่นกับภมิใจไทยด้วยเสียง 212 และรวมกับพรรคประชาชาติและเสรีรวมไทยอีก 10เสียง แล้วมายืนอยู่ตรงกลาง รอจังหวะและโอกาส อยู่ระหว่าง ฝ่ายประาธิปไตยที่มีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำที่มีเสียง 181 เสียง กับฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่มีเสียง 111 เสียง เกมนี้นี่เองที่เพื่อไทยยอมที่จะถูกด่าตระบัดสัตย์ ยอมที่จะถูกกล่าวหาว่าหักหลังประชาชน คือ ถ้าเพื่อไทยรวมกับฝ่ายประาธิปไตยโดยหอบหิ้วภูมิใจไทยมาด้วย เพื่อไทยก็จะเป็นรัฐบาลโดยไม่ต้องพึ่งพาเสียง สว. โหวตช่วยเลย นั่นจะเป็นการปิดสวิชต์ สว. อย่างแท้จริง หรือ หากต้องตั้งรัฐบาลฝ่ายอนุรักษ์นิยม โดยมี สว. โหวตหนุน เพื่อไทยก็สามารถต่อรองอย่างอื่น ไม่ว่าการกลับบ้านของ ดร.ทักษิณอย่างชิวๆ เท่ห์ๆ ก็ทำได้ หรือการกำกับดูแลกระทรวงต่างๆ พรรคลุงหรือพรรคชาติไทยพัฒนา ที่เหิมเกริมขอคุยเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีก่อนโหวต หรือจะขอตำแหน่งรัฐมนตรีสองเก้าอี้ ก็ยากมากขึ้น เอาว่างานนี้ ฝ่ายประชาธิปไตยนั่งรอแบบขำๆ เพราะตั้งใจจะเป็นฝ่ายค้านอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดศึกชิงชามข้าวเกิดขึ้น คอยดูฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะตกเป็นฝ่ายค้าน สส. พรรคก้าวไกลจะมีคนฟันหักไปหลายคน ไม่ได้ถูกชกนะ แต่หัวเราะหนักไป กร๊ากๆๆๆๆ