Think In Truth

ยุทธการเกลือจิ้มเกลือ'ชาดา ไทยเศรษฐ' โดย : หมาเห่าการเมือง



หลังจากที่เกิดเหตุการสังหาร.ต.ต.ศิวกร สายบัว สว.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล.เสียชีวิต และ พ.ต.ท.วศิน พันปี รอง ผกก.2 บก.ทล.ได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยนายธนัญชัย หมั่นมาก หรือหน่อง อายุ 45 ปี ซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทของกำนันนกหรือนายประวีณ จันทร์คล้าย อายุ 35 ปี  เหตุเกิดที่ที่บ้านกำนันนก นครปฐม เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2566 เวลาประมาณ 22.00 น. สาเหตุของการก่อเหตุนั้น สันนิษฐานว่าเกิดจากความขัดแย้งระหว่างกำนันนกกับ พ.ต.ต.ศิวกร โดยกำนันนกต้องการให้ พ.ต.ต.ศิวกรช่วยวิ่งเต้นโยกย้ายตำแหน่งให้พรรคพวกของกำนันนกหรือนายประวีณ จันทร์คล้าย  แต่ พ.ต.ต.ศิวกรปฏิเสธ เนื่องจากเป็นคนตรงไปตรงมา ทำให้กำนันนกไม่พอใจและเกิดมีปากเสียงกันรุนแรง จนนำไปสู่การยิงกัน เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของวงการตำรวจไทยเป็นอย่างมาก และยังเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความคุกคามต่อเจ้าหน้าที่รัฐจากผู้มีอิทธิพล

ลองหันกลับมาดูกำนันนกหรือนายประวีณ จันทร์คล้าย ซึ่งเป็นกำนันที่มีอายุเพียง 35 ปี ทำไมถึงได้มีอิทธิพล ที่มีข้าราชการตำรวจผู้ใหญ่ต้องให้ความสำคัญ ที่ต้องไปทานเลี้ยงที่บ้านกำนันนกได้บ่อยๆ จนทำให้เกิดเรื่องราว ข้าราชการชั้นรองลงมา ที่ไม่ทำตามความต้องการต้องถูกคุกคาม จนถึงก่อเหตุรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ข้าราการที่ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตต่อหน้าที่ ทั้งที่ผุ้บังคับบัญชาระดับผู้การจังหวัดก็อยู่ในสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งมีสถานะพอที่จะระงับเหตุ ไม่ให้เกิดเรื่องรุนแรง ที่เป็นคดีอุกฉกัน และข่มขวัญประชาชน

กำนันนก หรือนายประวีณ จันทร์คล้าย เป็นกำนันตำบลตาก้อง อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม เป็นเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ป.พัฒนารุ่งโรจน์ก่อสร้าง จำกัด และ บริษัท ป.รวีกนก ก่อสร้าง จำกัด โดยทั้งสองบริษัทมีรายได้รวมกว่า 746 ล้านบาทในปี 2565

จากการสอบสวนของตำรวจ พบว่า บริษัท ป.พัฒนารุ่งโรจน์ก่อสร้าง จำกัด ของกำนันนกเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐหลายแห่ง ในการรับเหมาก่อสร้างถนนทางหลวง ทางรถไฟ อาคาร และสาธารณูปโภคอื่นๆ มูลค่ารวมกว่า 4 พันล้านบาท

จากข้อมูลเหล่านี้ มีการสันนิษฐานว่ากำนันนกอาจเกี่ยวข้องกับส่วยทางหลวง เนื่องจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของกำนันนกได้รับงานจากหน่วยงานของรัฐเป็นจำนวนมาก ประกอบกับกำนันนกมีอิทธิพลในพื้นที่ และเคยมีความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐมาก่อน

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่ากำนันนกเกี่ยวข้องกับส่วยทางหลวงจริงหรือไม่ ตำรวจอยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป

จากการตรวจสอบข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า บริษัท ป.รวีกนก ก่อสร้าง จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอาคาร ถนน สะพาน ทางรถไฟ ทางน้ำ เขื่อน โรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม และสาธารณูปโภคอื่นๆ

บริษัท ป.พัฒนารุ่งโรจน์ก่อสร้าง จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอาคาร ถนน สะพาน ทางรถไฟ ทางน้ำ เขื่อน โรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม และสาธารณูปโภคอื่นๆ

จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทั้งสองบริษัท มีคู่ค้าจำนวน 52 ราย ประกอบธุรกิจขนส่ง ก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้าง โดยผู้ประกอบการที่ให้บริการการขนย้ายดินถม หินและวัสดุเพื่อการก่อสร้าง ได้แก่

    • บริษัท ไทยแลนด์ โลจิสติกส์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
    • บริษัท เจ.ดับเบิลยู.ดี. โลจิสติกส์ จำกัด
    • บริษัท ซี.เอ.เอส. โลจิสติกส์ จำกัด
    • บริษัท พี.เอ.เอส. โลจิสติกส์ จำกัด
    • บริษัท ดี.ซี.เอ. โลจิสติกส์ จำกัด
    • บริษัท เอ็น.อาร์.เอ็น. โลจิสติกส์ จำกัด
    • บริษัท บี.เอส. โลจิสติกส์ จำกัด
    • บริษัท อี.เอ.พี. โลจิสติกส์ จำกัด
    • บริษัท ไทย โลจิสติกส์ เซอร์วิส จำกัด

การที่กำนันนกหรือนายประวีณ จันทร์คล้าย มีอาการโกรธมีปากมีเสียงกับพ.ต.ต.ศิวกร สายบัว สว.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล. ต่อหน้าข้าราการตำรวจผู้ใหญ่ที่ร่วมโต๊ะอาหาร จะเป็นเป็นเพียงความไม่พอใจในการขอให้ช่วยย้ายข้าราการตำรวจระดับจ่า มาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่ร้องขอนอกฤดูกาลโยกย้าย จนถึงต้องเอาชีวิตข้าราชการตำรวจ ซึ่งมีผู้บังคับบัญชาอยู่ร่วมในงานนั้นด้วย มันคงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการขอย้ายข้าราการตำรวจระดับจ่า เพราะถึงฤดูกาลโยกย้าย คนที่ร้องขอย้ายก็จะได้รับการพิจารณาให้โยกย้ายตามฤดูกาลอยู่แล้ว และตามข่าวทางสารวัตรศิวกร สายบัวก็บอกว่าให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นั้นเกษียณก่อน นั่นหมายความว่าผู้ร้องขอย้ายนอกฤดูกาลดังกล่าวยังมีสิทธิ์ได้ย้ายเข้ามาในพื้นที่ที่ร้องขอ

เสียงวิพากษ์วิจารณ์บางกระแส ก็ให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องของส่วยทางหลวง ซึ่งพ.ต.ต.ศิวกร สายบัว เป็นคนตรงไปตรงมา คงจะมีการตกลงบางอย่างไม่ลงตัว แต่ถ้าตรวจสอบถึงการประกอบการธุรกิจของกำนันนกหรือนายประวีณ จันทร์คล้าย ก็ไม่พบว่าประกอบธุรกิจการขนย้ายดิน และวัสดุก่อสร้างแต่อย่างได เพียงแต่ทั้งสองบริษัทใช้บริษัทคู่ค้าร่วมในการดำเนินการ ซึ่งกำนันนกอาจจะเป็นผู้ดีลในการอำนวยความสะดวกในขนย้ายวัสดุก่อสร้างที่ทางบริษัทของกำนันนกได้รับสัมปทานจากภาครัฐ เพื่อให้การดำเนินงานสัมปทานกับภาครัฐของบริษัทกำนันนกประกอบการได้เร็วขึ้น ส่งมอบงานได้ตามเวลา แต่นั่นก็เป็นเพียงการคาดเดาของผู้คนทั่วๆ ไป ซึ่งจะจริงเท็จอย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป

จากสถานการณ์นี้ ทำให้นายอนุทิน ชาญวีระกุล ได้ลงนามแต่งตั้งให้นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ดูแลกำกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ต่างๆ โดยจัดทำทะเบียนผู้มีอิทธิพลและร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ในการควบคุมไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง และคุกคามเจ้าหน้าที่และประชาชน นี่เป็นการชิงจังหวะที่เหมาะสมในการใช้สถานการณ์การสร้างวีระบุรุษ

นโยบายควบคุมอิทธิพล ด้วยการเอาผู้มีอิทธิพลอย่างนายชาดา ไทยเศรษฐมากำกับดูแล จะเกิดผลทั้งบวกและลบ ดังนี้

ผลบวก

    • ช่วยลดปัญหาการละเมิดกฎหมายและจริยธรรมของผู้มีอิทธิพล เช่น การทุจริตคอร์รัปชัน การบังคับใช้แรงงาน การลักลอบค้ายาเสพติด เป็นต้น
    • ส่งเสริมความเท่าเทียมและยุติธรรมในสังคม
    • สร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันรัฐ

ผลลบ

    • ผู้มีอิทธิพลอาจต่อต้านนโยบายและสร้างปัญหาในสังคมมากขึ้น
    • นโยบายอาจถูกมองว่าเป็นการคุกคามเสรีภาพส่วนบุคคลของผู้มีอิทธิพล
    • นโยบายอาจไม่มีประสิทธิภาพหากไม่มีการบังคับใช้อย่างเข้มงวด

ในกรณีของนายชาดา ไทยเศรษฐ ผู้มีอิทธิพลจากจังหวัดอุทัยธานี นโยบายควบคุมอิทธิพลอาจส่งผลดีต่อสังคมในหลายด้าน เช่น

    • ช่วยป้องกันไม่ให้นายชาดาใช้อิทธิพลของตนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือละเมิดสิทธิของผู้อื่น
    • ช่วยสร้างบรรทัดฐานที่ดีในสังคมว่าผู้มีอิทธิพลต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและจริยธรรม
    • ช่วยสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันรัฐและกระบวนการยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม นายชาดาก็มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในจังหวัดอุทัยธานี จึงเป็นไปได้ว่านโยบายควบคุมอิทธิพลอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและปัญหาในสังคมได้ หากไม่มีการสื่อสารและชี้แจงนโยบายให้ประชาชนเข้าใจอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ นโยบายควบคุมอิทธิพลยังต้องมีประสิทธิภาพในการบังคับใช้อย่างเข้มงวด หากไม่มีมาตรการที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ อาจทำให้ผู้มีอิทธิพลสามารถหลีกเลี่ยงการกำกับดูแลได้

โดยสรุป นโยบายควบคุมอิทธิพลเป็นนโยบายที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย หากรัฐบาลต้องการนำนโยบายนี้มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีการวางแผนและดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อสังคม

ถึงแม้นว่า จะถูกมองว่า เป็นการเอาผู้มีอิทธิพล ไปสร้างเครือข่ายผู้มีอิทธิพล เพื่อกดขี่ประชาชน ไม่ให้ประชาชนได้แสดงบทบาทตามสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของประชาชน และเป็นการคุมพื้นที่เลือกตั้งในอนาคต แต่นั่นก็เป็นเพียงความกังวลของกลุ่มคนบางกลุ่มที่มีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อผู้มีอิทธิพล แต่ถ้าหากลองมองย้อนกลับ การที่ผู้มีอิทธิพลได้รับการแต่งตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งมีระเบียบปฏิบัติในการกำกับในการปฏิบัติหน้าที่ การที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามอำเภอใจนั้น คงยากที่จะทำ เพราะจะอยู่ในสายตามของสื่อ และประชาชน ถ้าผู้มีอิทธิพลผู้นั้นตั้งใจที่จะใช้โอกาสที่ได้รับตำแหน่งนี้ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจและบริสุทธิ์ประหนึ่งกับ “องคุลีมาร”กลับใจ เพื่อลบภาพของผู้มีอิทธิพลของตนและเครือข่ายผู้มีอิทธิ ให้ดำรงชีวิตแบบเกื้อกูลกับประชาชน คุณูปการในการใช้ผู้มีอิทธิพลในการควบคุมกำกับผู้มีอิทธิพล และปรับเปลี่ยนผู้มีอิทธิพล เป็นผู้นำประชาชนในพื้นที่อย่างเกื้อกูล อยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ นั่นจะเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศภายใต้ความหลากหลาย บนพื้นฐานแห่งความสมดุลของการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์