Think In Truth

ว่างเปล่า...เบาหวิว! 'นโยบายไม่ตรงปก' โดย : หมาเห่าการเมือง



จากคำอภิปรายของนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ชี้ให้เห็นว่า นโยบายของรัฐบาล เศรษฐา1 เป็นนโยบายประหนึ่งคำอธิษฐาน ที่จะดำเนินการให้เกิดในสิ่งที่เป็นนามธรรม นั่นหมายถึงนโยบายไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่มีกรอบวิธีการที่จะเป็นการบวนการดำเนินการให้เห็นถึงแนวทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ไม่มีช่วงเวลาในการปฏิบัติ นโยบายไม่ได้เป็นแนวทางในการนำประเทศชาติที่จะก้าวเดินไปอย่างมีเป้าหมาย   เพราะนโยบายเปรียบเสมือน    GPS   ของรัฐที่จะนำองคาพยบของประเทศไปสู่เป้าหมาย แต่นโยบายของรัฐบาลเศรษฐา1  ไม่มีความชัดเจน สิ่งที่พรรคเพื่อไทยร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลได้หลอมรวมนโยบายที่แถลงต่อสภา มีนโยบายที่งอกขึ้นมาใหม่จากการหาเสียง และนโยบายที่หายไปจากการหาเสียงไว้กับประชาชน นั่นคือการนำเสนอนโยบายให้ประชาชนเลือก พอประชาชนเลือกมาแล้วก็ไม่มีนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อสภาที่จะดำเนินการ แถมยังเอานโยบายที่ไม่ได้หาเสียงไว้ ยัดใส่ในนโยบายใหม่เพื่อการดำเนินการ นี่เท่ากับว่า ประชาชาได้รับการดำเนินการจาก “นโยบาย ไม่ตรงปก”

รัฐบาลเศรษฐา 1 ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2567 โดยนโยบายหลักของรัฐบาลมีดังนี้

1. นโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม รัฐบาลจะเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจและสังคมในระยะสั้น เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 และปัญหาเศรษฐกิจโลก โดยนโยบายหลัก ได้แก่

  • โครงการแจกเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน
  • มาตรการลดค่าครองชีพ เช่น ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าตลอดสาย 20 บาท ฟรีค่าธรรมเนียมการขึ้นลงรถไฟฟ้า BTS MRT และ Airport Rail Link
  • มาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เช่น โครงการพักหนี้ โครงการช่วยเหลือเงินกู้ฉุกเฉิน

2. นโยบายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลจะเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจและสังคม โดยนโยบายหลัก ได้แก่

  • โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
  • โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน
  • โครงการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง
  • โครงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน

3. นโยบายส่งเสริมการลงทุน รัฐบาลจะส่งเสริมการลงทุนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยนโยบายหลัก ได้แก่

  • ปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนการลงทุนให้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
  • ยกระดับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการลงทุน
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการลงทุน

4. นโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รัฐบาลจะมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกด้าน โดยนโยบายหลัก ได้แก่

  • ยกระดับการศึกษาและสาธารณสุข
  • ส่งเสริมการพัฒนาทักษะและความรู้ของประชาชน
  • พัฒนาสังคมและวัฒนธรรม
  • ส่งเสริมความเป็นธรรมและเท่าเทียมทางสังคม

5. นโยบายการต่างประเทศ รัฐบาลจะมุ่งเน้นการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคง โดยนโยบายหลัก ได้แก่

  • ส่งเสริมการค้าการลงทุนกับประเทศต่างๆ
  • สานต่อความร่วมมือในกรอบอนุภูมิภาคและภูมิภาค
  • เสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาค

นอกจากนโยบายหลักเหล่านี้แล้ว รัฐบาลยังแถลงนโยบายเพิ่มเติมในประเด็นต่างๆ เช่น นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม นโยบายด้านพลังงาน นโยบายด้านดิจิทัล นโยบายด้านการท่องเที่ยว เป็นต้น

นโยบายของรัฐบาลเศรษฐา 1 ได้รับการตอบรับจากประชาชนในหลากหลายแง่มุม บางส่วนเห็นว่านโยบายเหล่านี้เป็นนโยบายที่ตอบสนองความต้องการเร่งด่วนของประชาชน ในระยะสั้น แต่บางส่วนก็กังวลว่านโยบายเหล่านี้อาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว และอาจส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศ

นโยบายรัฐบาลที่หาเสียงไว้ แต่ไม่มีในการแถลงนโยบายของรัฐบาล มีดังนี้

  • นโยบายการปฏิรูประบบการเมือง เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญ เป็นต้น
  • นโยบายการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ เช่น ยกเลิกการผูกขาดทางการค้า ปรับโครงสร้างภาคเกษตรกรรม ปฏิรูประบบภาษี เป็นต้น
  • นโยบายการปฏิรูประบบการคลัง เช่น เพิ่มรายได้ให้รัฐ ปฏิรูประบบสวัสดิการสังคม เป็นต้น

นโยบายเหล่านี้เป็นนโยบายสำคัญที่ต้องดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศในระยะยาว แต่รัฐบาลกลับไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก ทำให้ประชาชนบางส่วนมองว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง

  • เร่งรัดการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19
  • เร่งรัดโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
  • ปฏิรูปการศึกษาและสาธารณสุข
  • เพิ่มสวัสดิการสังคมและคุ้มครองแรงงาน
  • ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและสิทธิมนุษยชน
  • ยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

นโยบายเหล่านี้มีบางนโยบายที่คล้ายคลึงกับนโยบายของพรรคเพื่อไทยในการหาเสียง เช่น นโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม นโยบายการปฏิรูปการศึกษาและสาธารณสุข แต่ก็มีบางนโยบายที่แตกต่างออกไป เช่น นโยบายเร่งรัดโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ พรรคเพื่อไทยไม่ได้เน้นนโยบายนี้มากนัก นโยบายส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและสิทธิมนุษยชน พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับนโยบายนี้มากกว่ารัฐบาล ยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พรรคเพื่อไทยเน้นนโยบายการทูตเพื่อสันติภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศมากกว่ารัฐบาล

ปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลไม่บรรจุนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ลงไปในการดำเนินการของรัฐบาล มีดังนี้

  • ผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจ รัฐบาลชุดปัจจุบันมีพันธมิตรทางการเมืองหลายกลุ่ม ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการปฏิรูปการเมือง เช่น พรรคการเมืองบางพรรคที่อาจถูกยุบพรรคหรือถูกจำกัดอำนาจ ข้าราชการบางกลุ่มที่อาจถูกตรวจสอบหรือถูกย้ายออกจากตำแหน่ง ธุรกิจบางกลุ่มที่อาจถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพ ดังนั้น รัฐบาลจึงอาจไม่ต้องการดำเนินการปฏิรูปการเมืองซึ่งอาจกระทบต่อผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจเหล่านี้
  • ความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง รัฐบาลอาจกังวลว่าหากดำเนินการปฏิรูปการเมืองอาจทำให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองและอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง ดังนั้น รัฐบาลจึงอาจเลือกที่จะไม่ดำเนินการปฏิรูปการเมืองในขณะนี้
  • ความไม่พร้อมของรัฐบาล การปฏิรูปการเมืองเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องใช้ความร่วมมือจากหลายฝ่าย ดังนั้น รัฐบาลจึงอาจยังไม่พร้อมที่จะดำเนินการปฏิรูปการเมืองในขณะนี้ เนื่องจากอาจไม่มีความพร้อมทั้งในด้านบุคลากร งบประมาณ และแผนงานในการดำเนินการปฏิรูปการเมือง
  • ความกดดันจากกลุ่มอำนาจ รัฐบาลอาจถูกกดดันจากกลุ่มอำนาจต่างๆ ให้ไม่ดำเนินการปฏิรูปการเมือง เช่น พรรคการเมืองบางพรรคที่อาจถูกยุบพรรคหรือถูกจำกัดอำนาจ ข้าราชการบางกลุ่มที่อาจถูกตรวจสอบหรือถูกย้ายออกจากตำแหน่ง ธุรกิจบางกลุ่มที่อาจถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพ ดังนั้น รัฐบาลจึงอาจเลือกที่จะไม่ดำเนินการปฏิรูปการเมืองตามความต้องการของประชาชน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอาจพิจารณาดำเนินการปฏิรูปการเมืองในอนาคต หากมีเงื่อนไขที่เหมาะสม เช่น รัฐบาลมีอำนาจทางการเมืองที่เข้มแข็งมากขึ้น ประชาชนมีความต้องการให้มีการปฏิรูปการเมืองมากขึ้น หรือกลุ่มอำนาจต่างๆ ยอมร่วมมือกันในการปฏิรูปการเมือง

ต่อประเด็นของการแถลงนโยบายของรัฐบาลไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาน และไม่ตรงกับนโยบายที่หาเสียงไว้นั้น อาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ประชาชนไม่คาดหวังกับรัฐบาล แล้วหันไปสนับสนุนพรรคก้าวไกลเพิ่มมากขึ้น จากการอภิปรายนโยบายของรัฐบาล ที่มีความชัดเจนในเนื้อหา มีความเข้าใจง่าย สื่อความเข้าใจต่อสาธารณะได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งแตกต่างจากฝ่ายรัฐบาล ที่ชี้แจงนโยบายได้แบบกำกวม เป็นนามธรรม ซึ่งนโยบายของรัฐบาลที่ไม่ชัดเจน ก็จะทำให้รัฐบาลมีแผนปฏิบัติงานที่เบลอๆ ดำเนินการบริหารนโยบายที่ไม่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของนโยบาย แต่จะมุ่งเน้นเพียงแค่ภาพลักษณ์ของการได้ดำเนินงานตามนโยบาย ซึ่งเป็นการลงทุนในการดำเนินการตามนโยบายที่สูญเปล่า แล้วก็เอาภาพลักษณ์ของการดำเนินการมาเขียนรายงาน ที่มีแต่ผลสำเร็จเชิงนามธรรม ผลของการดำเนินการของภาครัฐจึงเป็นพื้นฐานเพื่อการต่อยอดให้เกิดการพัฒนาที่เพิ่มขึ้นหรือพัฒนาขึ้นในอนาคตไม่ได้ ซึ่งก็หวังว่า การแถลงงบประมาณประมาณประจำปี จะเป็นแผนปฏิบัติการที่รัฐบาลแถลงต่อสภา ที่จะเป็นการนำทางประเทศที่ชัดเจนกว่านี้ ประชาชนคาดหวังกับผลสัมฤทธิ์ได้ และต่อยอดจากการดำเนินการตามนโยบายของภาครัฐได้อย่างบูรณาการและมีพัฒนาการที่ดีขึ้น