Digitel Tech & AI

การ์ทเนอร์เผย3เทรนด์เทคโนโลยีสำคัญ ต่อภาครัฐในเอเชียแปซิฟิกปี2568



กรุงเทพฯ, ประเทศไทย, 29 สิงหาคม 2568 -การ์ทเนอร์ เผย 3 แนวโน้มเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญต่อกิจการภาครัฐในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปี 2568 โดยเทรนด์เหล่านี้จะช่วยผู้นำองค์กรภาครัฐให้สามารถบริการประชาชนได้ชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกำหนดแผนงาน AI ได้ทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว

Dean Lacheca รองประธานนักวิเคราะห์ของ การ์ทเนอร์ กล่าวว่า “เมื่อ AI ฝังเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ประชาชนต่างคาดหวังให้บริการของภาครัฐพัฒนาไปพร้อมกับนวัตกรรม และให้ประสบการณ์ที่เข้าถึงได้ง่าย มีความเป็นส่วนตัวและยืดหยุ่น ท่ามกลางความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นและความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค รัฐบาลของหลายประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิกต้องใช้แนวทางเชิงรุกแบบ Technology-Led Innovation โดยอาศัยพื้นฐานเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยและปรับขยายขนาดได้ เพื่อมอบผลลัพธ์ที่จับต้องได้แก่ภาคประชาชน รวมถึง AI”

ผู้บริหาร CIO ของรัฐบาล ควรพิจารณาแนวโน้มต่อไปนี้ว่าส่งผลกระทบต่อองค์กรของตนอย่างไร โดยใช้เป็นแนวทางตัดสินใจเรื่องการลงทุน การให้บริการ และพัฒนานวัตกรรมได้อย่างมีความรับผิดชอบ

เทรนด์ที่ 1: AI Agents สำหรับบริการและสนับสนุนประชาชนที่ปรับตามความต้องการเฉพาะอย่าง

AI agents คือซอฟต์แวร์ที่ทำงานอัตโนมัติหรือกึ่งอัตโนมัติที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการรับข้อมูล ตัดสินใจ ดำเนินการ เพื่อบรรลุเป้าหมายในสภาพแวดล้อมดิจิทัลหรือทางกายภาพเพิ่มประสิทธิภาพการบริการของภาครัฐ โดยการนำไปใช้ในช่วงแรกจะเน้นไปที่การประมวลผลแอปพลิเคชันและสิทธิตามกฎหมายหรือนโยบาย เช่น การสร้างแอปพลิเคชันต่าง ๆ รัฐบาลหลายประเทศในเอเชียแปซิฟิกกำลังสำรวจการใช้ AI Agents เพื่อตีความด้านกฎหมายและสร้างกรอบการกำกับดูแล

“การใช้งานและการทำงานสอดประสานของ AI Agents หลายตัวจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เมื่อเทคโนโลยีมีความสมบูรณ์พร้อมและรัฐบาลมีความมั่นใจในการสร้าง ซื้อ และควบคุมมันมากขึ้น โดยความโปร่งใสและความไว้วางใจจากประชาชนจะเป็นตัวกำหนดการยอมรับในที่สุด ดังนั้นจึงสำคัญที่เราจะต้องสร้างการกำกับดูแลที่ชัดเจน อยู่ในกรอบจริยธรรม และมีความรับผิดชอบต่อการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ รวมถึงคำนึงถึงข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล” Lacheca กล่าวเพิ่มเติม

เทรนด์ที่ 2: ห้องปฏิบัติการนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Innovation Labs) และ Data Sandbox

นวัตกรรมภายในองค์กรภาครัฐมักถูกจำกัดด้วยข้อมูลที่มีจำกัดและกฎหมายการจัดซื้อที่กำหนดวิธีการเชื่อมโยงกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยี รัฐบาลต่าง ๆ ในเอเชียแปซิฟิกหลายแห่งกำลังสร้างห้องปฏิบัติการนวัตกรรมที่รวมถึงสภาพแวดล้อมข้อมูลที่ควบคุมได้หรือ “Sandbox” เพื่อสนับสนุนการริเริ่มนวัตกรรมที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ขณะเดียวกันก็ปกป้องข้อมูลภาครัฐ มีการใช้ข้อมูลสังเคราะห์เพื่อเสริมข้อมูลเปิด ในขณะที่ปกป้องข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลส่วนบุคคล

ตัวอย่าง ห้องปฏิบัติการนวัตกรรมของการท่าเรือแห่งประเทศสิงคโปร์ (หรือ MPA) สำหรับใช้ทดสอบเทคโนโลยีต่าง ๆ และโครงการ Digital Identity Wallet Sandbox ของไต้หวัน หรืออย่างในออสเตรเลีย รัฐบาลกลางและรัฐต่าง ๆ ก็มีการดำเนินการอย่างแข็งขันในการสร้างและสนับสนุนพื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรม ที่มักร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ 

การ์ทเนอร์แนะนำให้ CIO ภาครัฐสร้างเหตุผลที่แข็งแกร่งสำหรับการลงทุนในนวัตกรรม โดยการตรวจสอบผลลัพธ์สำคัญที่จะได้รับจากห้องปฏิบัติการ สิ่งนี้จะกำหนดว่าควรเป็นการลงทุนทั่วทั้งรัฐบาลหรือเน้นเฉพาะภารกิจของกรมหรือหน่วยงาน

เทรนด์ที่ 3: การนำ AI มาใช้ขับเคลื่อนการกำกับดูแล

เมื่อ AI ถูกนำไปใช้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสนับสนุนผลลัพธ์ภารกิจแพร่หลายมากขึ้น รัฐบาลต่าง ๆ กำลังเผชิญกับแรงกดดันในการสร้างกรอบการกำกับดูแล AI (AI Governance Frameworks) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความเสี่ยง ต้นทุน การควบคุมและคุณค่า การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2571 อย่างน้อย 80% ของรัฐบาลต่าง ๆ จะมีการตรวจสอบการนำ AI มาใช้ และมีการติดตามอย่างต่อเนื่องโดยองค์กรอิสระ

“รัฐบาลต้องมีการกำกับดูแลเทคโนโลยี AI เพื่อระบุและลดความเสี่ยง พร้อมรับประกันว่าจะทำงานสอดคล้องตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบและมาตรฐานการกำกับดูแล เมื่อรัฐบาลหลายแห่ง ในเอเชียแปซิฟิคเฝ้าติดตามเรื่อง Sovereign AI กรอบการป้องกันเหล่านี้จะรับประกันว่าการนำ AI ไปใช้ในอนาคตยังคงโปร่งใส มีความรับผิดชอบ และสามารถปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงได้” Lacheca กล่าวเพิ่ม