BANGKOK

กทม.xก.อุตฯเผยสถานการณ์PM2.5ปีนี้ แนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่องเพื่อสุขภาพปชช.



กรุงเทพฯ-(6 ม.ค. 69) เวลา 10.30 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) แถลงข่าว “การยกระดับมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานคร” เดินหน้าแก้ปัญหา PM2.5 ทั้งระบบ ครอบคลุมยานพาหนะ โรงงาน และการคุ้มครองสุขภาพประชาชน ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ภาพรวมสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในปีนี้ พบว่ามีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งในด้านจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานและค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของฝุ่น โดยเป็นผลจากการดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดโดยรอบ พร้อมเน้นย้ำว่า สถานการณ์ฝุ่นแม้ว่าจะดีขึ้นแต่ก็ยังไม่วางใจ ต้องดูยาว ๆ ตลอดทั้งเดือนมกราคมถึงต้นกุมภาพันธ์ ซึ่งแนวโน้มจะดีขึ้นเป็นลำดับเนื่องจากอากาศที่เปิดมากยิ่งขึ้น 

“ผมขอขอบคุณกระทรวงอุตสาหกรรมที่ร่วมมือกันกำกับดูแลแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการทำงานอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพระหว่าง กทม. และกระทรวงอุตสาหกรรม โดยคาดหวังให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีอากาศสะอาดสำหรับหายใจ และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้ชีวิตและการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในกรุงเทพมหานครได้อย่างยั่งยืนต่อไป” ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวทิ้งท้าย 

สำหรับสถานการณ์ฝุ่นในกรุงเทพมหานคร ในปี 2568 ที่ผ่านมา มีแนวโน้มดีขึ้น และสามารถกล่าวได้ว่าเกิดจากความร่วมมือจากทุกหน่วยงานอย่างเข้มแข็ง ดังนี้

● ความร่วมมือข้ามจังหวัด ลดฝุ่นจากต้นทาง

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สถานการณ์ฝุ่นดีขึ้น คือความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดในภาคกลางและภาคตะวันออก ในการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตร โดยข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) พบว่า จำนวนจุดเผาในพื้นที่ดังกล่าวลดลงร้อยละ 28 ความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างหลายจังหวัดช่วยลดผลกระทบของฝุ่นจากพื้นที่ต้นลมที่ส่งผลต่อกรุงเทพมหานครได้อย่างเป็นรูปธรรม

● คุมรถเข้ม ลดฝุ่นจากการจราจร

กรุงเทพมหานครได้ยกระดับความเข้มงวดในการควบคุมรถควันดำ โดยปรับค่ามาตรฐานควันดำจากเดิมไม่เกินร้อยละ 30 เหลือไม่เกินร้อยละ 20 ส่งผลให้การตรวจจับมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถจับกุมรถที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐานเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 3.5 เท่า และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านโครงการ “รถคันนี้ #ลดฝุ่น” ซึ่งปัจจุบันมีรถเข้าร่วมโครงการแล้ว 186,095 คัน สามารถช่วยลดการปล่อยมลพิษจากภาคการจราจรได้ประมาณร้อยละ 9.3

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้ยกระดับมาตรฐานยานยนต์ โดยได้บังคับใช้กฎหมายมาตรฐานการปล่อยไอเสียยูโร 6 แล้วกับรถยนต์ขนาดเล็กเครื่องยนต์เบนซิน เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 และรถยนต์ขนาดใหญ่เครื่องยนต์เบนซิน เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ อก. ยังสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าผ่านมาตรการ EV3.5 และการลดภาษีสรรพสามิตของรัฐบาลโดยเน้นการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

● WFH ช่วยลดรถ ลดฝุ่น

มาตรการ Work from Home ที่กรุงเทพมหานครประกาศใช้ในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม มีส่วนช่วยลดปริมาณการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างเห็นผล โดยพบว่าสามารถลดปริมาณการจราจรเฉลี่ยได้ร้อยละ 8.5 ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 ลดลงจากค่าเฉลี่ย 47.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม เหลือ 19.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในวันที่ 5 ธันวาคม หรือคิดเป็นการลดลงร้อยละ 58

● เพิ่มพื้นที่สีเขียว เสริมการป้องกันฝุ่น

ในส่วนของการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ภายใต้นโยบายปลูกต้นไม้ล้านต้น ปัจจุบันกรุงเทพมหานครปลูกต้นไม้ไปแล้วรวม 2,326,667 ต้น เป็นไม้ยืนต้น 1,377,340 ต้น โดยในจำนวนนี้มี 932,452 ต้น ที่ปลูกเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก เพื่อทำหน้าที่เป็นกำแพงสีเขียวช่วยลดฝุ่นที่พัดมาจากจังหวัดต้นลม นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มสวน 15 นาทีแล้วรวมทั้งสิ้น 441 แห่ง

● ตัวเลขสะท้อนผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เสริมพลังเดินหน้ามาตรการต่อเนื่อง

จากการติดตามและประมวลผลข้อมูลคุณภาพอากาศ พบว่า จำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน ลดลงร้อยละ 40 ขณะที่ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของ PM2.5 ลดลงร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงประสิทธิผลของมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษและการบริหารจัดการสถานการณ์ฝุ่นของกรุงเทพมหานครในภาพรวม

กรุงเทพมหานครยืนยันว่าจะเดินหน้ามาตรการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่อง ทั้งการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษในเมือง การทำงานร่วมกับจังหวัดรอบข้าง และการส่งเสริมความร่วมมือจากประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศของกรุงเทพมหานครให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยย้ำว่า ตัวเลขที่ดีขึ้นสะท้อนว่า การแก้ปัญหาฝุ่นต้องทำทั้งระบบ และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

● ผสานพลังกระทรวงอุตสาหกรรม คุมเข้มปล่องระบายมลพิษ

ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ยกระดับมาตรการควบคุมมลพิษจากภาคโรงงาน โดยปรับปรุงมาตรฐานการระบายมลพิษจากปล่องหม้อน้ำในเขตกรุงเทพมหานครให้เข้มงวดขึ้น และกำหนดให้โรงงานติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษอากาศอัตโนมัติ (Continuous Emission Monitoring System: CEMS) พร้อมรายงานผลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการกำกับดูแล

ด้านปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า ได้มีการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนนโยบายอากาศสะอาด โดยเฉพาะการออกประกาศเกณฑ์มาตรฐานค่าสารเจือปนในอากาศจากปล่องหม้อน้ำในเขตกรุงเทพฯ พ.ศ. 2568 ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น โดยกำหนดให้โรงงานในพื้นที่กรุงเทพฯ ต้องติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษอากาศจากปล่องแบบอัตโนมัติ (CEMS) และรายงานผลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการกำกับดูแล ควบคู่กับการควบคุมการเผาอ้อยเพื่อลดปัญหาฝุ่นในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างยั่งยืน

“นอกจากนี้ ประเทศไทยจะเริ่มบังคับใช้มาตรฐานยูโร 6 กับรถบัสและรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพื่อควบคุมมลพิษ PM2.5 รวมทั้งมาตรการการลดการปล่อยฝุ่นและก๊าซพิษในโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น การเพิ่มช่องทางให้ประชาชนสามารถเข้ามาดูอัตราการปล่อยควันได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจเริ่มในเดือน ก.ค. 69” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว