IN NEWS

พาณิชย์วิเคาะห์ทิศทางการค้าไทยปี2569 ดูดัชนีวัสดุก่อสร้าง-เงินเฟ้อเดือนธ.ค.68



กรุงเทพฯ-พาณิชย์วิเคราะห์ ทิศทางการค้าไทยปี 2569 ท่ามกลางการค้าโลกที่ผันผวน และดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนธันวาคม 2568 ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน ท่ามกลางแรงหนุนจากงานภาครัฐและแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์และดัชนีราคาผู้บริโภคของไทย ธ.ค. 68 เท่ากับ 100.19 ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงร้อยละ 0.28 (YoY)

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการกีดกันทางการค้าที่เห็นผลชัดเจนขึ้น ทำให้การค้าระหว่างประเทศของไทยในปี 2569 ยังคงเผชิญความท้าทายจากอุปสงค์ประเทศคู่ค้าที่อ่อนแรง ภาวะหนี้ครัวเรือนที่กดดันกำลังซื้อ และตลาดแรงงานโลกที่ยังฟื้นตัวอย่างจำกัด

ทิศทางการค้าในปี 2569 เป็นปีที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันหลายด้าน ทั้งการชะลอตัวของอุปสงค์ประเทศคู่ค้า ภาวะหนี้ครัวเรือนที่กดดันการใช้จ่าย และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลให้มาตรการกีดกันทางการค้ายังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลของการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะผลักดันให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีโอกาสในแง่ของการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน โดยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อเลี่ยงปัญหาภาษี ซึ่งมีเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (S-Curve & New S-Curve) เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า สนค. ได้วิเคราะห์แนวโน้มการส่งออกรายสินค้าและรายตลาดด้วยอนุกรมเวลา (Time Series Model) ควบคู่กับการวิเคราะห์สถานการณ์ที่จะกระทบต่อการค้าในอนาคต โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ทิศทางสินค้าส่งออกกลุ่มอุตสาหกรรมปี 2569 โอกาสเชิงโครงสร้างดิจิทัลท่ามกลางความผันผวนของมาตรการการค้าโลก สินค้ากลุ่มดาวรุ่ง ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า (เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าดังกล่าวนี้มีแรงขับเคลื่อนหลักจากการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก จากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain Diversification) เพื่อมุ่งสู่การยกระดับสินค้าไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added) ซึ่งกระตุ้นความต้องการสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดรับกับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเครื่องจักรกลขั้นสูง อย่างไรก็ตามกลุ่มสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน (เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก น้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูป) อัญมณี และเครื่องปรับอากาศ ยังคงเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเนื่องจากได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน

การชะลอตัวของกำลังซื้อกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย และกำแพงภาษีที่เข้มงวดขึ้นในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าสู่เทคโนโลยีอัจฉริยะและความยั่งยืน (ESG) เพื่อรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันและเสถียรภาพทางการตลาดในระยะยาว ภายใต้มาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต

ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนธันวาคม 2568

ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนธันวาคม 2568 ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน ท่ามกลางแรงหนุนจากงานภาครัฐและแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์

นายนันทพงษ์  จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนธันวาคม 2568 เท่ากับ 112.4 เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2567 (YoY) ดัชนีราคาไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อพิจารณาเป็นรายหมวดดัชนีราคามีทั้งสูงขึ้นและลดลง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

หมวดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อนหน้า หมวดซีเมนต์ สูงขึ้น

ร้อยละ 5.5 เนื่องจากมีความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างของภาครัฐที่เป็นโครงการต่อเนื่อง หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต สูงขึ้นร้อยละ 1.0 จากการสูงขึ้นของคานคอนกรีตสำเร็จรูป หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ลดลงร้อยละ 2.0 จากการลดลงของเหล็กเส้นกลมผิวข้ออ้อย

สรุปดัชนีราคาผู้บริโภค ประจำเดือนธันวาคม 2568

ดัชนีราคาผู้บริโภคของไทย ธ.ค. 68 เท่ากับ 100.19 ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงร้อยละ 0.28 (YoY) จากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ตามสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก รวมถึงมติของ กบน. ที่ปรับลดอัตราเงินจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซล ประกอบกับราคาสินค้าในกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลยังปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2568 ลดลงร้อยละ 0.14 (AoA)