IN NEWS

ยก'มะยงชิดแม่ย่าสุโขทัย'ขึ้นทะเบียนGI คาดกระตุ้นศก.เพิ่มมูลค่าเฉียด2พันล้าน



กรุงเทพฯ-ขึ้นทะเบียนสินค้า GI “มะยงชิดแม่ย่าสุโขทัย” ผลใหญ่ สีเหลืองอมชมพูแดง กรอบ เนื้อแน่น ไม่มีเสี้ยน คาดหลังขึ้นทะเบียน จะช่วยสร้างชื่อเสียง สร้างมูลค่ารวมได้กว่า 1,916 ล้านบาท

วันนี้ (12 มกราคม 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมทรพัย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ คือ มะยงชิดแม่ย่าสุโขทัย ซึ่งเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 4 ของจังหวัดสุโขทัย ต่อจากสังคโลกสุโขทัย ส้มแม่สิน และละมุดสุโขทัย

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า มะยงชิดแม่ย่าสุโขทัย เป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงและมีประวัติยาวนาน โดยได้รับการยอมรับในฐานะผลไม้คุณภาพสูง มีจุดเด่นคือผลขนาดใหญ่ สีเหลืองอมชมพูแดง เปลือกหนาและกรอบ เนื้อแน่น ไม่มีเสี้ยน ไม่มียาง และมีเม็ดเล็ก ให้รสหวานอมเปรี้ยวตามแบบฉบับของมะยงชิด ลักษณะเด่นเหล่านี้เกิดจากปัจจัยเฉพาะของพื้นที่สุโขทัย ทั้งสภาพภูมิประเทศที่เป็นที่ราบลุ่ม ดินอุดมสมบูรณ์เนื่องจากได้รับธาตุอาหารจากแม่น้ำยม รวมถึงปริมาณน้ำฝนและอุณหภูมิที่เหมาะสม ส่งผลดีต่อการออกดอก การติดผล และการสุกของผลมะยงชิดแม่ย่าสุโขทัย ประกอบกับภูมิปัญญาการดูแลสวนที่สืบทอดกันมายาวนานของชาวสวนในพื้นที่ ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่องมาหลายสิบปี

สำหรับการขึ้นทะเบียนมะยงชิดแม่ย่าสุโขทัยเป็นสินค้า GI ของไทย จะช่วยสร้างความแตกต่างให้ผลไม้ไทย แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานการผลิต ความน่าเชื่อถือ และป้องกันการแอบอ้างใช้ชื่อสินค้าโดยที่ผลผลิตไม่ตรงตามคุณลักษณะหรือไม่ได้ผลิตในพื้นที่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการรักษาคุณภาพสินค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่กำหนดไว้ รวมทั้งช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่ชุมชนผู้ผลิต และผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าได้อย่างชัดเจน

“การขึ้นทะเบียน GI มะยงชิดแม่ย่าสุโขทัยในครั้งนี้ จะช่วยเสริมพลังเศรษฐกิจของจังหวัด เพราะจะทำให้จังหวัดมีสินค้า GI มากถึง 4 รายการ ซึ่งสร้างมูลค่ารวมได้กว่า 1,916 ล้านบาท และกรมยังมุ่งหวังว่าการขึ้นทะเบียน จะเป็นแรงบันดาลใจให้ชุมชนทั่วประเทศพัฒนาสินค้าเฉพาะถิ่นเข้าสู่ระบบ GI มากขึ้น โดยกรมยินดีสนับสนุนองค์ความรู้ สร้างโอกาสทางการค้า และเสริมศักยภาพในมิติต่าง ๆ ให้กับผู้ประกอบการ เพื่อให้สินค้า GI ไทยเติบโตแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป” นางสาวอัยรินทร์ ย้ำ