BUSINESS
สำรวจMilieu Insight ชี้3ตัวแปรสำคัญ กำหนดทิศทางเศรษฐิจอาเซียนปี2026
กรุงเทพมหานคร, 14 มกราคม 2569-รายงานผลการสำรวจล่าสุดจาก Milieu Insight ชี้ว่า ตลอดปี 2025 ประชาชนทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญแรงกดดันซ้อนทับจากหลายด้าน ทั้งภาระ ค่าครองชีพที่พุ่งสูง ความไม่แน่นอนด้านการจ้างงาน และความกังวลเรื่องสุขภาพ ส่งผลให้ความเครียด ในระดับครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นต่อการแก้ปัญหาจากหน่วยงานภาครัฐ กลับลดลงและยังอยู่ในวงจำกัด ทำให้ผู้คนจำนวนมากจำเป็นต้อง “ปรับตัวด้วยตนเอง” มากกว่าที่เคย
Milieu Insight ระบุว่า เมื่ออาเซียนก้าวเข้าสู่ปี 2026 แนวโน้มความตึงตัวนี้อาจยังคงดำเนินต่อไป พร้อมแรงคาดหวังที่ถาโถมไปยังภาครัฐ นายจ้าง และแบรนด์ต่าง ๆ ในการตอบสนองต่อผู้บริโภค ที่ระมัดระวังขึ้นและต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้า
จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 3,000 คนในสิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ พบว่า “ค่าครองชีพ” เป็นความกังวลอันดับหนึ่งของประชาชนในปี 2025 โดยเฉลี่ย 75% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วภูมิภาคระบุว่า ค่าครองชีพเป็นปัญหาระดับชาติ ทั้งนี้ สิงคโปร์มีสัดส่วน ความกังวลสูงที่สุดที่ 86% ตามด้วยไทย (82%) อินโดนีเซีย (79%) ฟิลิปปินส์ (74%) มาเลเซีย (70%) และเวียดนาม (59%)
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าแรงกดดันจากค่าครองชีพและเงินเฟ้อไม่ใช่เพียงสถานการณ์ชั่วคราว แต่กำลังผลักให้ครัวเรือนต้องปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายและจัดลำดับความสำคัญใหม่อย่างจริงจัง อีกทั้งเริ่ม ส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องด้วย
แม้หลายประเทศจะออกนโยบายหรือมาตรการช่วยเหลือแล้ว แต่ความมั่นใจต่อ “ประสิทธิภาพ” ของ ภาครัฐยังอยู่ในระดับต่ำ โดยมีเพียง 39% ของกลุ่มที่กังวลเรื่องค่าครองชีพระบุว่า มาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจหรือความช่วยเหลือในปีที่ผ่านมา “ช่วยบรรเทาภาระได้อย่างมีนัยสำคัญ” ซึ่งสะท้อนช่องว่าง ที่ชัดเจนระหว่างสิ่งที่นโยบายตั้งใจจะทำกับสิ่งที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่จริง
วิกฤต 3 ด้านที่คนอาเซียนต้องรับมือ ทั้งค่าครองชีพ การงาน และสุขภาพ
ผลการสำรวจชี้ว่า ตลอดปี 2025 ผู้คนในภูมิภาคต้องรับมือกับ “จุดเปราะบางที่มาบรรจบกัน” ทั้งราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่มั่นคงด้านงาน และความกังวลด้านสุขภาพ โดยปัจจัยเหล่านี้ส่งผล กระทบซึ่งกันและกัน จนทำให้ความเครียดสะสมในครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ผู้คนจำนวนมากจึงจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญการใช้จ่ายใหม่ โดยเน้น ค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น อาหาร การเดินทาง ค่าสาธารณูปโภค การดูแลสุขภาพ และการศึกษา
อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญคือ “ที่อยู่อาศัย” โดยเฉพาะในเขตเมืองและพื้นที่ที่เติบโตเร็ว พบว่า 47% ของชาวสิงคโปร์ และ 43% ของชาวเวียดนามมองว่า การเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่เอื้อมถึงได้เป็นปัญหา สำคัญอย่างมากในปี 2025 ซึ่งอาจยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำ และทำให้คนจำนวนไม่น้อยต้องชะลอเป้าหมาย ชีวิต โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ราคาสูงและตลาดแรงงานที่ตึงตัว
ด้านการจ้างงาน ความไม่มั่นคงในหน้าที่การงานยิ่งทำให้ความเปราะบางชัดขึ้น โดย 42% ของ ประชาชนในภูมิภาคระบุว่า กังวลเรื่องความมั่นคงของงานในปีที่ผ่านมา ความกังวลสูงสุดอยู่ที่สิงคโปร์ (55%) และอินโดนีเซีย (53%) ตามด้วยฟิลิปปินส์ (43%) ไทย (39%) และเวียดนาม (37%) ทั้งนี้ ความกังวลดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มงานนอกระบบ แต่ยังครอบคลุมประเด็นค่าจ้างระบบอัตโนมัติ ที่เข้ามาทดแทนแรงงาน และความมั่นคงของสัญญาจ้างด้วย ซึ่งสำหรับนายจ้างในปี 2026 “เส้นทางความ ก้าวหน้า ความมั่นคงในงาน และความมั่นคงทางจิตใจ” อาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาคนเก่งไว้ ไม่แพ้เรื่องค่าตอบแทน
ขณะเดียวกัน 42% ของคนในภูมิภาคระบุว่ามีความกังวลด้านสุขภาพในระดับสูง โดยส่วนหนึ่ง มาจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น สำหรับสิงคโปร์ ตัวเลขความกังวลด้านสุขภาพสูงถึง 52% และ 51% ระบุว่าค่ารักษาพยาบาลเป็นปัญหาสำคัญระดับชาติ สะท้อนความคาดหวังของประชาชน ต่อระบบการดูแล รักษาที่ “เข้าถึงได้จริง” ท่ามกลางต้นทุนด้านสุขภาพที่สูงขึ้น ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่
ด้านความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ ผลสำรวจพบความไม่พึงพอใจต่อมาตรการช่วยเหลือในหลายประเทศ โดยชาวฟิลิปปินส์ 59% ระบุว่ามาตรการจากภาครัฐไม่ช่วยให้รับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้ ตามด้วย อินโดนีเซีย (54%) ไทยและมาเลเซีย (46%) และแม้แต่สิงคโปร์เองก็มีสัดส่วนผู้ไม่พึงพอใจถึง 40% ซึ่งชี้ ให้เห็นถึงช่องว่างระหว่าง “เป้าหมายของนโยบาย” กับ “ความจริงที่ประชาชนเผชิญ” ที่กำลังกว้างขึ้น และอาจส่งผลต่อความไว้วางใจในปี 2026 นี้เช่นกัน


คนอาเซียนหันมาสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางใจ” มากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ
ในช่วงที่แรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคมยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องทั่วภูมิภาคอาเซียน ผลการศึกษา ล่าสุดสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ ผู้คนจำนวนมากเริ่มหันมาดูแลสุขภาวะทางจิตใจด้วยตัวเอง อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในปี 2025 ที่แนวโน้มนี้เติบโตชัดเจนขึ้น ไม่ใช่เพียง “การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า” แต่กำลังกลายเป็นทักษะสำคัญในการรับมือกับความไม่แน่นอนระยะยาว หรือกล่าวได้ว่าเป็นการสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางใจ” ในระดับปัจเจกชน
ข้อมูลระบุว่า ชาวอาเซียน 71% หรือประมาณ 7 ใน 10 คน พยายามทำความเข้าใจสุขภาพจิตของตัวเอง อย่างจริงจังในช่วงปีที่ผ่านมา โดยประเทศไทยมีระดับการตื่นตัวสูงที่สุดที่ 86% ตามด้วยฟิลิปปินส์ 82% มาเลเซีย 80% เวียดนาม 76% สิงคโปร์ 62% และอินโดนีเซีย 57%
ในอีกมุมหนึ่ง แม้มีเพียง 21% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มองว่า “สุขภาพจิต” เป็นปัญหาในระดับชาติ แต่เมื่อดูจากพฤติกรรมจริงในชีวิตประจำวัน กลับพบว่าผู้คนจำนวนมากลงมือดูแลตัวเองมากกว่านั้นอย่างมี นัยสำคัญ โดย 67% ระบุว่าได้ค้นหาข้อมูลหรือเรียนรู้เรื่องสุขภาวะทางใจผ่านแหล่งออนไลน์หรือคอร์สต่าง ๆ ช่องว่างระหว่าง “การมองว่าเป็นปัญหาระดับประเทศ” กับ “การเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคล” จึงสะท้อนว่า สุขภาพใจเริ่มถูกยกระดับเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตนเองแบบปกติ ไม่ต่างจากการดูแลสุขภาพกายทั่วไป
Sundip Chahal ซีอีโอของ Milieu Insight กล่าวว่า “แม้ชาวอาเซียนจะกำลังเผชิญแรงกดดันสูง แต่พวกเขาไม่ได้หยุดนิ่ง และเมื่อความช่วยเหลือจากภายนอกยังมาไม่ถึง หลายครัวเรือนจึงต้องปรับตัวด้วย ตัวเองอย่างรวดเร็ว เขาย้ำว่าในปี 2026 สุขภาพจิตกำลังกลายเป็นเรื่องกระแสหลัก และเป็น “วิธีปฏิบัติจริง” ที่ผู้คนใช้เพื่อรับมือกับวิกฤตต่อเนื่อง พร้อมชี้ว่าองค์กรที่เข้าใจและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ จะเป็นฝ่ายได้รับความไว้วางใจ ขณะที่องค์กรที่ปรับตัวไม่ทัน อาจเสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”
ภูมิภาคนี้กำลังอยู่ ณ ทางแยกสำคัญ
ผลการศึกษา สะท้อนภาพเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2025 ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและแรง กดดันหลายด้าน ทั้งภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนของการจ้างงาน ไปจนถึงความกังวลเรื่อง สุขภาพ ซึ่งล้วนส่งผลต่อความมั่นคงของครัวเรือนในวงกว้าง ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นต่อมาตรการ แก้ปัญหาจากภาครัฐยังอยู่ในระดับจำกัด ทำให้หลายคนต้องหันมาพึ่งพาการปรับตัวของตนเองมากขึ้น
เมื่ออาเซียนก้าวเข้าสู่ปี 2026 งานวิจัยชี้ว่า “สิ่งที่ตกค้างจากปี 2025” จะไม่ได้ถูกกำหนดด้วยความ ตึงเครียดทางเศรษฐกิจหรือช่องว่างด้านนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีที่ผู้คนเลือกจะอยู่ร่วมกับความ ไม่แน่นอนเหล่านี้ด้วย โดยแนวโน้มที่เห็นชัดคือ ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มหันมาสร้างความยืดหยุ่น ในชีวิตมากขึ้น และให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางจิตใจในฐานะเครื่องมือรับมือกับความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อ
ดังนั้น วิธีที่ภาครัฐ นายจ้าง และแบรนด์ต่าง ๆ ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ จะมีบทบาท สำคัญต่อระดับความไว้วางใจของประชาชน และอาจเป็นหนึ่งในตัวแปรที่กำหนดความมั่นคงทางสังคม ในช่วงปีต่อ ๆ ไป
