POLITICS
เครือข่ายควบคุมยาสูบ-สถาบันแพทย์ฯ ร้องถึงพรรคการเมืองคงห้ามบุหรี่ไฟฟ้า
กรุงเทพฯ-เครือข่ายควบคุมยาสูบ สถาบันแพทย์ทั่วประเทศ “ยื่นจดหมายเปิดผนึก ถึง พรรคการเมือง” ขอให้ “คงมาตรการห้ามขาย ห้ามนำเข้า บุหรี่ไฟฟ้า” เพื่อปกป้องเด็ก เยาวชนไทย และเพิ่มประสิทธิภาพมาตรการควบคุมยาสูบของประเทศไทย
ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า ศจย. ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบทั้งภาควิชาการและภาคประชาสังคม กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยวิชาชีพแพทย์แห่งประเทศไทย ขอส่งจดหมายเพื่อยืนยันเจตนารมณ์ของพวกเรา ที่ต้องการให้พรรคการเมืองให้ความสำคัญต่อสุขภาพของประชาชนโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนเหนือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ในการพิจารณานโยบายด้านการควบคุมการบริโภคยาสูบของประเทศไทย โดยเฉพาะการคงมาตรการห้ามนำเข้าและห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชน
ปัจจุบันมีหลักฐานทางการแพทย์ที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่า บุหรี่ไฟฟ้าก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อเด็กและเยาวชนจากฤทธิ์การเสพติดของสารนิโคติน ซึ่งทำลายสมองและความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่กลยุทธ์ลดอันตรายจากการบริโภคยาสูบ แต่เป็นการ ‘เพิ่ม’ อันตรายที่เห็นอย่างชัดเจนโดยเฉพาะในเด็กและเยาวชน โดยที่มีงานวิจัยเปรียบเทียบไว้ว่า “ทุกๆ 1 คนของผู้ใหญ่ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อเลิกบุหรี่ธรรมดา จะมีเด็ก 81 คน เข้ามาสูบบุหรี่โดยเริ่มจากสูบบุหรี่ไฟฟ้าไปสู่การสูบบุหรี่ธรรมดาในที่สุด
จากข้อมูลสำรวจสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย พ.ศ.2567-2568 พบว่า ปัจจุบันมีคนไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้าจานวน 1.7 ล้านคน โดยผู้สูบส่วนใหญ่ 3 ใน 4 เป็นเด็กและวัยรุ่นที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี และ 1 ใน 3 เป็นนักสูบหน้าใหม่ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ใดๆ มาก่อน สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ พบเด็กเริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่ประถมศึกษา โดยพบว่ามีเด็กชั้นประถมสูบบุหรี่ไฟฟ้ากว่า 50,000 คน และเด็กมัธยมสูบบุหรี่ไฟฟ้าเกือบ 400,000 คน โดยมีสัดส่วนเยาวชนหญิงสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น การระบาดของบุหรี่ไฟฟ้านี้ทาให้จำนวนผู้สูบบุหรี่รวมทุกประเภทมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโรคที่เกิดจากยาสูบและปัญหาสังคมในอนาคต
สิ่งที่พวกเรามีความกังวลเป็นอย่างยิ่งคือ ขณะนี้มีเครือข่ายสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าที่มีความสัมพันธ์กับอุตสาหกรรมยาสูบ วิ่งเต้น ส่งเสียงผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย และผ่านนักการเมือง เพื่อขอให้สนับสนุนการยกเลิกกฎหมายห้ามขายและห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า โดยบิดเบือนข้อเท็จจริงต่างๆ เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อให้หลงเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย และรัฐบาลสามารถที่จะควบคุมได้โดยไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน รวมถึงการอ้างว่าการเปิดให้ขายบุหรี่ไฟฟ้าจะทำให้รัฐบาลมีรายได้จากการเก็บภาษีมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง มีบทเรียนจากหลายประเทศที่ไม่ได้ห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าต้องประสบปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชนเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วงจนถูกเรียกว่าเป็น ‘หายนะทางสาธารณสุข’ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ประเทศต่างๆ ออกกฎหมายห้ามนำเข้าและห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกรายงานว่ามีประเทศที่ห้ามบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว จำนวน 42 ประเทศ ประเทศไทยเป็นประเทศแรกๆ ที่ประกาศนโยบายห้ามขายและห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า จนได้รับคำชื่นชม และการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลก รวมทั้งได้รับการยกย่องให้เป็นแบบอย่างแก่ประเทศต่างๆ
ภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบ สถาบันแพทย์ทั่วประเทศ จึงขอเรียกร้องให้พรรคการเมือง ร่วมปกป้องเด็กและเยาวชนไทย ด้วยการสนับสนุนให้คงมาตรการห้ามขาย ห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า และเร่งรัดให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเร่งปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าที่มีการนำไปผสมยาเสพติดที่อาจจะมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายทุนเทาและสแกมเมอร์ที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคมด้านอื่นๆ ด้วย
ทั้งนี้ขอเสนอให้พรรคการเมือง ประกาศนโยบายปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกรูปแบบ ดังนี้ 1) สนับสนุนให้คงมาตรการห้ามขาย ห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า และเร่งรัดให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 2) ปรับปรุงโครงสร้างอัตราภาษียาสูบที่ให้ความสำคัญด้านสุขภาพประชาชนเป็นอันดับแรก 3) วางระบบเพื่อจัดการบุหรี่เถื่อนอย่างเต็มรูปแบบ 4) สนับสนุนให้มีระบบการสำรวจระดับชาติเกี่ยวกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า อย่างน้อยทุก 2 ปี 5) พัฒนาระบบการช่วยเลิกบุหรี่ให้เข้าถึงได้ง่าย 6) สร้างแรงจูงใจให้เกิดค่านิยมไม่สูบบุหรี่ เช่น สิทธิประโยชน์ด้านภาษี หรือการเข้าถึงบริการต่างๆ เป็นพิเศษแก่ผู้ไม่สูบบุหรี่ สร้างสถานที่สาธารณะหรือโครงการที่อยู่อาศัยที่ปลอดบุหรี่ เป็นต้น และ 7) สนับสนุนการเพิ่มความเข้มแข็งของการดำเนินงานควบคุมยาสูบระดับจังหวัด ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560
