BANGKOK
'ชัชชาติ'ดัน'มอญกลางกรุง'ชูพหุวธ.ฝั่งธน สร้างเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน
กรุงเทพฯ-(18 ม.ค. 69) เวลา 16.00 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวแสดงทรรศนะเชิงนโยบายของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เกี่ยวกับการยกระดับทุนทางวัฒนธรรมในชุมชนฝั่งธนบุรี ภายในกิจกรรมตลาดวัฒนธรรม “มอญกลางกรุง” ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ณ บริเวณด้านหน้าอาคาร 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เขตธนบุรี พร้อมเยี่ยมชมกิจกรรมเที่ยวชมตลาดมอญกลางกรุง การออกร้านสินค้าและอาหารพื้นถิ่นในชุมชนวัดประดิษฐาราม และการแสดงวัฒนธรรม ตั้งแต่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยไปจนถึงวัดประดิษฐาราม และบริเวณท่าน้ำเสาหงส์ริมคลองบางหลวง

ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองคือการทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง โดยแต่ละชุมชนมี “อัตลักษณ์” หรือเสน่ห์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร กิจกรรมในครั้งนี้เปรียบเสมือนการนำเพชรในชุมชนมาเจียระไนให้เปล่งประกาย ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาความจำเจของสินค้าในตลาดนัดทั่วไปที่มักจะเหมือนกันไปหมด ให้กลายเป็นสินค้าที่มีเรื่องราวและหาทานได้ยาก
ผู้ว่าฯ กทม. ระบุด้วยว่า หัวใจของเมืองคือ “ชุมชนที่เข้มแข็ง” และฝั่งธนบุรีเป็นศูนย์กลางพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง เนื่องจากพื้นที่ฝั่งธนบุรีมีความพิเศษ เพราะเป็นย่านเก่าแก่และเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์มาตั้งแต่อดีต สิ่งที่เป็นจุดแข็งที่สุดคือการเป็น “สังคมพหุวัฒนธรรม” ที่มีทั้งชาวมอญ มุสลิม คริสต์ และจีน อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ที่หาได้ยาก และเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศไทย สามารถสร้างเศรษฐกิจชุมชนเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน เพราะการที่ภาครัฐให้การช่วยเหลือทางการเงินอาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่การทำให้ชุมชนมีงาน มีความรู้ และมีเศรษฐกิจที่เป็นของตัวเองจากภูมิปัญญาและต้นทุนทางวัฒนธรรม คือหนทางที่จะทำให้ชุมชนอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้ชื่นชมบทบาทของมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ที่ทำหน้าที่เป็น “ยานแม่” หรือพี่ใหญ่ในพื้นที่ โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านวิชาการและวัฒนธรรมเข้ามาดูแลชุมชนเพื่อนบ้าน“หากมหาวิทยาลัยช่วยดูแลเพื่อนบ้านและสร้างเครือข่ายความร่วมมือเช่นนี้ จะทำให้การพัฒนาเมืองสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ผมอยากเห็นโมเดลนี้ขยายผลไปยังมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อร่วมกันค้นหาและดึงจุดแข็งของแต่ละย่านออกมา” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครขับเคลื่อนนโยบาย “ย่านสร้างสรรค์” โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์พื้นที่ และการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นฐานสำคัญ ไม่ใช่การพัฒนาจากบนลงล่าง แต่เป็นการต่อยอดศักยภาพที่มีอยู่เดิมให้เกิดคุณค่าใหม่อย่างเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ทั้งย่านหิรัญรูจีและคลองบางหลวง ซึ่งมีมิติทางประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ อาหารตามฤดูกาล และมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น สามารถพัฒนาเป็นทั้งพื้นที่วัฒนธรรม พื้นที่เศรษฐกิจชุมชน และแหล่งเรียนรู้ของเมืองได้พร้อมกัน
พร้อมกันนี้ กทม. ให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการใช้งานจริง โดยเฉพาะถนนและซอยในชุมชนวัดประดิษฐาราม ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ภายใต้นโยบาย “Pedestrians First” ปรับปรุงทางเท้าให้เรียบ แบ่งสัดส่วนการใช้พื้นที่ เพิ่มความปลอดภัยแก่คนเดินและผู้ใช้รถ เมื่อโครงสร้างพื้นฐานพร้อม กิจกรรมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจชุมชนจะเติบโตต่อเนื่อง สร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้คนในพื้นที่
ภายในงานได้รับเกียรติจากนายจิรเสกข์ วัฒนมงคล ส.ก. เขตธนบุรี ผศ.ดร.คณกร สว่างเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ผศ.ดร.ปัทมา วัฒนพานิช ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย ประธานคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาการขับเคลื่อนวิทยสถาน “ธัชภูมิ” เพื่อการพัฒนาพื้นที่ ว่าที่ร้อยตรีเดชาธร แสงอำนาจ ผู้อำนวยการเขตธนบุรี ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ รศ.ดร.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ ฝ่ายบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม ผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา คณะผู้ทรงคุณวุฒิ คณะนักวิจัย ผู้แทนหน่วยงานด้านการบริหารและจัดการทุนเพื่อการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร ผู้นำชุมชนย่านหิรัญรูจี ชุมชนวัดประดิษฐาราม ตลอดจนพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน เข้าร่วมกิจกรรม
