OPINION

นักวิชาการมธ.ชงพรรคการเมืองนำปฏิรูป  ‘ประกันสังคม’ชงโมเดล‘กบข.+สปสช.’ 



นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอพรรคการเมืองสร้างความเปลี่ยนแปลงระบบประกันสังคม แนะแก้กฎหมายเปลี่ยนสถานะ สปส. เป็นหน่วยงานในกำกับรัฐ เพิ่มอิสระ-คล่องตัว คาดใช้เวลาไม่เกิน 2 ปีจบ ชงโมเดล “สปสช.” ดูแลสิทธิรักษาพยาบาล–ดึงมืออาชีพบริหารเงินลงทุนเหมือน “กบข.”

ผศ. ดร.ธร ปีติดล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า หนึ่งในแนวทางยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพระบบประกันสังคม ทั้งในมิติความโปร่งใส ประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ประสิทธิภาพการลงทุน ฯลฯ คือการปรับแก้ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 เพื่อเปลี่ยนสถานะของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) จากเดิมที่เป็นหน่วยงานในระบบราชการภายใต้กระทรวงแรงงาน มาเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของรัฐแทน คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จได้ไม่เกิน 2 ปี ซึ่งจะทำให้ สปส. เป็นนิติบุคคลที่มีความเป็นอิสระ โปร่งใส และคล่องตัวมากขึ้น โดยใช้กลไกการกำกับควบคุมเดิมของรัฐที่มีอยู่ ไม่ใช่การให้เอกชนมาบริหาร สปส. แทน 

“การเปลี่ยนแปลงนี้พรรคการเมืองต้องเป็นคนนำ ต้องใช้แรงผลักดันจากพรรคการเมืองจึงจะสำเร็จได้ ฉะนั้นตอนนี้อยากให้ทุกพรรคมองนโยบายการปฏิรูปประกันสังคมเป็นนโยบายหลัก เพราะถ้าไม่มีแรงผลักจากผู้นำทางการเมือง คงไม่ง่ายที่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเกิดขึ้น” ผศ. ดร.ธร กล่าว

ทั้งนี้ การจะดำเนินการเพื่อให้ สปส. กลายมาเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐนั้น ไม่จำเป็นต้องไปศึกษาโมเดลจากต่างประเทศ แต่สามารถศึกษาได้จากหน่วยงานในรูปแบบเดียวกันอย่างเช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้ปิดช่องโหว่ที่เคยเกิดขึ้นกับหน่วยงานเหล่านั้นได้ด้วย

“หลังจากที่ สปส. กลายเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐที่มีอิสระมากขึ้นแล้ว ให้ค่อยๆ ปรับบทบาทการบริหารในแต่ละส่วนที่รับผิดชอบ โดยแยกให้ชัดและจัดหามืออาชีพมาบริหาร ทั้งสวัสดิการรักษาพยาบาล เงินบำเหน็จบำนาญชราภาพ การลงทุนต่างๆ” ผศ. ดร.ธร กล่าว

ผศ. ดร.ธร กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของสวัสดิการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนนั้น อาจจะอาศัยการบริหารจัดการระบบเดียวกันไปกับ สปสช. แต่ต้องพยายามให้สิทธิการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมมีบางส่วนที่ดีกว่า ส่วนการบริหารจัดการการลงทุนและระบบบำเหน็จบำนาญชราภาพ อาจเป็นไปในลักษณะเดียวกับ กบข. เพื่อให้การลงทุนเกิดผลกำไรและผลตอบแทนที่เหมาะสม เพราะกองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่ใหญ่มากมียอดลงทุนสะสมถึง 2.9 ล้านล้านบาท แต่ที่ผ่านมาการนำไปลงทุนจนเกิดเป็นผลกำไรไม่ได้มากเท่าที่ควร

นอกจากนี้ ควรให้มืออาชีพเข้ามาช่วยดำเนินการในเรื่องการดึงแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคมให้มากขึ้น ผ่านการออกแบบสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ ไม่เช่นนั้นในอนาคตเมื่อแรงงานนอกระบบเข้าสู่วัยสูงอายุ รัฐจะต้องรับภาระทางงบประมาณจากการจัดสรรเบี้ยยังชีพให้เป็นจำนวนมาก ซึ่งอัตราเบี้ยยังชีพก็อาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตของประชาชน และหากจะแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มอัตราเบี้ยผู้สูงอายุให้มากขึ้น รัฐต้องใช้เงินมากกว่าการปรับระบบบำนาญในประกันสังคมให้มีความเข้มแข็งขึ้น

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า สำหรับโครงสร้างการบริหารหลักๆ อย่างคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ควรคงไว้ซึ่งการเลือกตั้งกรรมการสัดส่วนผู้ประกันตนในรูปแบบเดิม เพื่อให้เป็นผู้สะท้อนเสียงของผู้ประกันตนในบอร์ด สปส. และคณะอนุกรรมการต่างๆ และหากกังวลเรื่องความหลากหลายของกรรมการก็อาจแก้ได้จากการเพิ่มจำนวนกรรมการทั้งในฝ่ายผู้ประกันตนและนายจ้าง

ส่วนปัญหาใหญ่ที่สุดของ สปส. เมื่อมีการเปลี่ยนมาเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐอย่างบุคลากรผู้ปฏิบัติงานที่เดิมเป็นข้าราชการ แต่จะต้องเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบการจ้างงานอื่น ก็ต้องมีการสร้างแรงจูงใจในแง่สวัสดิการที่ไม่ให้น้อยกว่าการเป็นข้าราชการ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่าง สปส. กับ กระทรวงแรงงานที่อาจเกิดประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการสูญเสียอำนาจ และความทับซ้อนของบทบาท คล้ายกับตอนแยก สปสช. จากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งก็ต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนจากภาคการเมืองในการผลักดัน