OPINION
มายาคติความมั่งคั่ง: ปริศนาค่าเงินบาท แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ โดย:ฟอนต์ สีดำ
บทนำ: เสียงกระซิบจากวอชิงตันและการตื่นรู้ของพญานาค
ในท่ามกลางกระแสธารแห่งความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกที่ดูเหมือนจะซัดสาดอย่างไม่หยุดยั้ง ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่เหล่านักเศรษฐศาสตร์และนักรัฐศาสตร์ต่างพากันนิยามว่าเป็น “ความย้อนแย้งแห่งสยาม” เมื่อตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในช่วงปี 2568-2569 ปรากฏอาการ “ซึมลึก” และอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด แต่ทว่าค่าเงินบาทกลับแสดงอาการ “แข็งกร้าว” สวนทางกับปัจจัยพื้นฐานอย่างน่าประหลาดใจ ราวกับเป็นเกราะกำบังที่ดูแข็งแกร่งทว่าเปราะบางอย่างยิ่งภายใน
เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 สัญญาณเตือนภัยระดับสีเหลืองถูกส่งตรงมาจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (U.S. Department of the Treasury) ด้วยการนำชื่อประเทศไทยกลับเข้าสู่ “บัญชีประเทศที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ” (Monitoring List) อีกครั้ง เปรียบเสมือนการถูกเรียกตัวเข้าห้องปกครองของมหาอำนาจโลก เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมทางการเงินและการค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อดุลยภาพของเศรษฐกิจสหรัฐฯ สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขในกระดาษ แต่คือจุดเริ่มต้นของบทวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งถึงความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านพลาสติกแห่งความมั่งคั่ง

1 : บัญชีเฝ้าระวัง – ใบเหลืองบนสังเวียนการค้าระดับโลก
เกณฑ์การพิจารณาของสหรัฐฯ เปรียบเสมือนบรรทัดฐานที่เข้มงวด โดยใช้มาตรวัด ๓ ประการ คือ การเกินดุลการค้าที่เกินกว่า ๑.๕ หมื่นล้านดอลลาร์, การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินร้อยละ ๓ ของ GDP และการแทรกแซงค่าเงินฝ่ายเดียวอย่างต่อเนื่อง ในรอบนี้ ประเทศไทยก้าวข้ามเส้นแดงไปถึง ๒ ใน ๓ ข้อ โดยเฉพาะการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงถึง ๕.๔ หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าเกณฑ์ถึง ๓ เท่าตัว และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ระดับร้อยละ ๓.๘
แม้ธนาคารแห่งประเทศจะออกมาชี้แจงว่าเป็นเรื่องปกติของวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่ในทางวรรณศิลป์ทางการเมือง นี่คือการกดดันผ่านนโยบาย "America First" ในยุคสมัยที่เงาของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Trump 2.0) เริ่มกลับมาทอดเงาเหนือเวทีโลกอีกครั้ง การถูกจับตามองเช่นนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลข แต่มันคือการ "เหยียบเบรก" ในขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยกำลังเร่งเครื่องเพื่อหนีจากกับดักรายได้ปานกลาง
2: มายาแห่งทองคำ – สินทรัพย์ปลอดภัยหรือตัวแปรลวงตา?
หนึ่งในปริศนาที่ใหญ่ที่สุดคือ “ทำไมเงินบาทถึงแข็งค่า?” ในเมื่อพื้นฐานทางเศรษฐกิจดูเหมือนจะสวนทาง ทฤษฎีแรกที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคืออิทธิพลของ "ทองคำ" ในฐานะศูนย์กลางการค้าทองคำของภูมิภาค เมื่อราคาทองคำโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 ความต้องการแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลต่างประเทศเป็นเงินบาทเพื่อเข้าซื้อและเก็งกำไรในตลาดทองคำออนไลน์ของไทยได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนมหาศาล
ความร้อนแรงนี้บีบให้รัฐบาลต้องพิจารณามาตรการควบคุม ไม่ว่าจะเป็นการให้แพลตฟอร์มรายงานข้อมูลต่อกรมสรรพากร หรือการศึกษาการเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการเก็งกำไรระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ในมุมมองเชิงปรัชญาเศรษฐกิจ ทองคำอาจเป็นเพียง "อาการ" ไม่ใช่ "สาเหตุ" ที่แท้จริง และหากกระแสความนิยมทองคำแผ่วลงตามธรรมชาติของตลาด สิ่งที่เหลืออยู่อาจเป็นเพียงซากปรักหักพังของความเชื่อมั่นที่ไม่มีรากฐานรองรับ
3: เงาทมิฬใต้พรม – เมื่อเงินบาทกลายเป็น ‘เครื่องซักผ้า’ ของภูมิภาค
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดและก้าวข้ามขอบเขตของเศรษฐศาสตร์ทั่วไปไปสู่เรื่องของอาชญาวิทยา คือข้อสันนิษฐานจากบทวิเคราะห์ของ Asia Times โดย Larry Jagan และทีมนักข่าวสืบสวนระดับโลก ที่มองว่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างผิดปกติอาจเป็นผลมาจาก "เงินสกปรก" (Illicit Flows) จากองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
กลไกที่น่าสะพรึงกลัวคือการแปลงเงินจากธุรกิจสีเทา ไม่ว่าจะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือศูนย์สแกมออนไลน์ตามตะเข็บชายแดนกัมพูชาและเมียนมา ซึ่งมักอยู่ในรูปของคริปโตเคอร์เรนซี ให้กลายเป็น "เงินตราปกติ" (Fiat Currency) โดยใช้ไทยเป็นช่องทางหลัก เงินมหาศาลเหล่านี้ไหลเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์หรูและหุ้นในกลุ่มพลังงานและการเงิน สร้างอุปสงค์เทียมต่อเงินบาทจนลากให้ค่าเงินแข็งแกร่งขึ้นเหนือความเป็นจริง หากเป็นเช่นนั้นจริง ค่าเงินบาทที่ดูสง่างามก็เป็นเพียง “Safe Heaven” ของเหล่าอาชญากร ซึ่งเป็นการทำลายความมั่นคงทางอธิปไตยทางการเงินในระยะยาวอย่างร้ายแรง
4: มรสุม Trump 2.0 – เมื่อยักษ์ใหญ่เปิดศึก พญานาคจึงต้องปรับตัว
เมื่อมองไปข้างหน้า ความเปราะบางภายในถูกตอกย้ำด้วยปัจจัยภายนอกจากนโยบายของสหรัฐฯ ยุคใหม่ บูมเบิร์กได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยง ๔ ประการที่ไทยต้องเผชิญ คือ ค่าเงินบาทที่สูงเกินจริง (REER), การพึ่งพาการค้าโลกที่สูงถึงร้อยละ ๑๒๙ ของ GDP, ความอ่อนไหวต่อค่าเงินดอลลาร์ และการผูกโยงกับค่าเงินหยวนของจีนซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในสงครามการค้า
การที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ต้องออกมาเคลื่อนไหวเชิงการทูตเพื่อยืนยันความสัมพันธ์และแยกแยะประเด็นการเมืองออกจากเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นว่าในยุคสมัยใหม่ "เศรษฐกิจคือการเมือง และการเมืองคือเศรษฐกิจ" อย่างไม่อาจแยกขาดจากกันได้ การที่ส่งออกของไทยอาจหดตัวถึงร้อยละ ๓.๑ ในปี 2569 คือสัญญาณเตือนว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะมาถึง
บทสรุป: อธิปไตยท่ามกลางความผันผวน
ในท้ายที่สุด เรื่องราวของค่าเงินบาทไทยไม่ใช่เพียงเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนในกระดานหุ้น แต่มันคือ "บททดสอบความแข็งแกร่งของกระดูกสันหลังทางเศรษฐกิจ" ของชาติ การแข็งค่าที่เกิดจากความผิดปกติ ไม่ว่าจะมาจากทองคำหรือเงินทุนที่ไร้ที่มา ล้วนเป็นเสมือน "ปราสาททราย" ที่อาจพังทลายลงได้หากลมพายุเปลี่ยนทิศ
สิ่งที่ประเทศไทยต้องการไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการควบคุมภาษีหรือการเจรจาทางการค้าเท่านั้น แต่คือการสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากปัจจัยมืดดำ และการยืนหยัดในอธิปไตยทางการเงินที่แท้จริง เพื่อให้เงินบาทแข็งแกร่งด้วยศักยภาพของประชาชนและนวัตกรรม มิใช่แข็งแกร่งเพราะเป็นเพียงหมากในเกมของผู้มีอิทธิพลหรือเครื่องมือของอาชญากรรมข้ามชาติ
แหล่งอ้างอิง (References)
1. U.S. Department of the Treasury. (2026). Report to Congress on Macroeconomic and Foreign Exchange Policies of Major Trading Partners of the United States. Washington, D.C.
2. Asian Times. (2026). The Hidden Drivers of the Thai Baht: From Gold Trading to Illicit Flows. Analysis by Larry Jagan.
3. Bloomberg Economics. (2026). Emerging Markets Outlook: Thailand’s Vulnerability in the Face of Trump 2.0 Trade Policies.
4. Bank of Thailand (BOT). (2026). Economic and Financial Statistics: Current Account and Trade Balance Report. Bangkok, Thailand.
5. Ministry of Commerce, Thailand (TPSO). (2026). Export Projections and Global Trade Risk Assessment for 2026.
(จำนวนคำโดยประมาณและเนื้อหาถูกเรียบเรียงตามบริบทของวิดีโอเพื่อความสละสลวยและครบถ้วน)
