IN NEWS

ขสมก.เนรมิต5อู่ทั่วกรุงรับ 'เมล์ไฟฟ้าเช่า' 1,520คันจาก'นครชัยแอร์'ส่งมอบมี.ค.70



กรุงเทพฯ-'ปัญญา'รองปลัดกระทรวงคมนาคม ประชุมติดตามความคืบหน้าแนวทางการจัดหาพื้นที่เพื่อใช้เป็นอู่จอดรถโดยสารของ ขสมก. รองรับรถเมล์ EV ซึ่งได้ทำสัญญาเช่า7ปีจากบริษัทนครชัยแอร์ จำนวน 1,520คัน โดยจะเริ่มส่งมอบภายในเดือนมีนาคม 2570 ล๊อตแรก 500คัน

นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานประชุมแนวทางการจัดหาพื้นที่เพื่อใช้เป็นอู่จอดรถโดยสารของ ขสมก. ครั้งที่ 2 โดยมี ผู้แทนกรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุม 1 กระทรวงคมนาคม

นายปัญญา กล่าวว่า ในการประชุมได้ติดตามความคืบหน้าการจัดหาพื้นที่เพื่อใช้เป็นอู่จอดรถโดยสารของ ขสมก. เพื่อรองรับรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) ที่ ขสมก. อยู่ระหว่างดำเนินการจัดหา จำนวน 1,520 คัน โดยปัจจุบัน ขสมก. มีอู่ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ ขสมก. 5 แห่ง และได้ประสานขอใช้พื้นที่หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ โดยมีระยะเวลาเช่า 8 ปี ประกอบด้วย อู่พระราม 9 (รฟม./รฟท.), อู่สถานีเคหะ/คลองบางไผ่ (รฟม.), อู่ปู่เจ้าสมิงพราย (ทช.), อู่คลองเตย (กทท.), อู่สถานีขนส่งสายใต้ปิ่นเกล้า (บขส.), อู่เชียงราก (กทพ.) ทั้งนี้ ในส่วนการขอใช้พื้นที่ของ รฟม. กระทรวงคมนาคมจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอนโดยเร็วต่อไป ขณะที่พื้นที่อู่คลองเตย ซึ่งเป็นการขอใช้พื้นที่ของ กทท. กำลังเร่งการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมเสนอคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (บอร์ด กทท.) ชุดใหม่ พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป เนื่องจากปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการสรรหาบอร์ด กทท.

นอกจากนี้ นายปัญญา ได้มอบนโยบายให้ ขสมก. พิจารณาแนวทางการสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ (Commercial) จากพื้นที่อู่จอดรถโดยสารไฟฟ้า เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์สูงสุด รวมทั้งให้ ขสมก. จัดทำแผนการบริหารจัดการค่าเช่าพื้นที่อู่จอดรถโดยสารเสนอที่ประชุมในครั้งต่อไป

โครงการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) เป็นการยกระดับคุณภาพการให้บริการขนส่งมวลชนแก่ประชาชน ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและลดมลพิษทางอากาศ อีกทั้งยังสามารถลดต้นทุนด้านเชื้อเพลิงในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งที่ยั่งยืนของประเทศ

อนึ่ง เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ขสมก.ได้ลงนามกับ บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด ในการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (Electric Vehicle : EV) จำนวน 1,520 คัน ระยะเวลาเช่า 7 ปี วงเงิน 14,905 ล้านบาท โดย ขสมก.จะมีหนังสือถึงเอกชนภายใน 30 วันหลังลงนามสัญญา เพื่อแจ้งถึงกำหนดเริ่มงาน (Notice to Proceed: NTP) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มงานกันในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2569 เพื่อให้รับมอบรถโดยสาร EV ชุดแรกจำนวน 500 คัน ภายในเดือนมีนาคม 2570 (หลังจาก NTP 300 วัน) และรับมอบครบทั้ง 1,520 คันภายในเดือนพฤษภาคม 2570 (ภายใน 360 วันหลังจาก NTP ) เป็นรถของ NEX และ EA ที่ต้องรับผิดชอบดูแลเหมาซ่อมตลอดระยะเวลา 7 ปี

ทั้งนี้ การกำหนดระยะเวลาส่งมอบรถล็อตแรกภายใน 300 วัน เนื่องจากจะต้องมีเวลาในการเตรียมพร้อมทั้งในส่วนของเอกชนที่ต้องดำเนินการผลิตรถ ส่วน ขสมก.เองจะต้องเตรียมพื้นที่สำหรับเป็นอู่จอดรถโดยสาร EV จำนวน 1,520 คัน และรองรับการติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า โดยตั้งกรอบงบประมาณปี 2569 วงเงิน 600 ล้านบาท สำหรับดำเนินการพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน โดยอยู่ระหว่างออกแบบรายละเอียด ซึ่งเบื้องต้นกำหนดพื้นที่จอดและชาร์จไฟฟ้าจำนวน 12 อู่ โดยเป็นอู่ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ ขสมก. จำนวน 5 แห่ง สามารถรองรับรถโดยสาร EV ได้ 574 คัน ได้แก่ อู่บางเขน อู่มีนบุรี อู่สวนสยาม อู่รังสิต อู่แสมดำ ส่วนอีก 7 แห่งเป็นพื้นที่หน่วยงานของรัฐ และเอกชน ประกอบด้วย สถานีเคหะ สถานีคลองบางไผ่ (การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย) ปู่เจ้าสมิงพราย (กรมทางหลวงชนบท) คลองเตย (การท่าเรือแห่งประเทศไทย) สถานีขนส่งสายใต้ปิ่นเกล้า (บริษัท ขนส่ง จำกัด) ไทรน้อย (เอกชน) และเชียงราก (การทางพิเศษแห่งประเทศไทย) อยู่ระหว่างเจรจาการเช่าใช้พื้นที่

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการตรวจรับฯ ขสมก.มีการประชุมเพื่อกำหนดแผนดำเนินงานในภาพรวม และเตรียมแจ้ง NTP ซึ่งจะมีรายละเอียดของ 12 อู่ ว่าต้องมีการติดตั้งหัวจ่ายไฟฟ้าจำนวนเท่าไร ส่งมอบรถโดยสาร EV จำนวนเท่าไร พร้อมกำหนดส่งมอบที่ชัดเจน

สำหรับเงื่อนไขการส่งมอบรถกำหนด 3 งวด ตาม TOR ประกอบด้วย

- งวดที่ 1 ส่งมอบจำนวน 500 คัน และระบบอัดประจุไฟฟ้าต้องมีหัวจ่าย 144 หัว ภายใน 300 วันหรือประมาณเดือนมีนาคม 2570

- งวดที่ 2 ส่งมอบจำนวน 500 คัน และระบบอัดประจุไฟฟ้าต้องมีหัวจ่ายอีก 144 หัว ภายใน 330 วัน หรือภายในเดือนเมษายน 2570

- งวดที่ 3 ส่งมอบจำนวน 520 คัน และระบบอัดประจุไฟฟ้าต้องมีหัวจ่ายอีก 146 หัว ภายใน 360 วันหรือภายในเดือนพฤษภาคม 2570

กรณีไม่ส่งมอบรถตามกำหนดแต่ละงวด จะปรับตามจำนวนรถโดยสารที่ส่งไม่ครบเป็นรายวัน อัตราร้อยละ 0.20 ของราคารถที่ยังไม่ได้ส่งมอบ และผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องชดเชยความเสียหายจากการขาดรายได้ค่าโดยสารจำนวน 10,000 บาทต่อคันต่อวัน ส่วนระบบอัดประจุไฟฟ้าที่ส่งไม่ครบเป็นรายวัน ปรับในอัตราร้อยละ 0.20 ของราคาระบบอัดประจุไฟฟ้าต่อวันตามจำนวนที่ส่งไม่ครบ

ทั้งนี้ รถโดยสาร EV จำนวน 1,520 คัน ขสมก.จะนำมาให้บริการทดแทนรถโดยสารธรรมดา (รถร้อน) จำนวน 1,520 คันที่จะทยอยถอนออกจากระบบ โดยจะพิจารณานำไปใช้ประโยชน์ในการให้บริการรูปแบบอื่นๆ ต่อไป ซึ่งเมื่อปลดรถเมล์ร้อนออกไปทั้งหมด นอกจากช่วยลดมลพิษแล้วยังประหยัดต้นทุนรวมกว่า 1,442 ล้านบาท/ปี (ประมาณลดค่าเชื้อเพลิงได้ 70% และลดค่าเหมาซ่อม 1,800 ล้านบาท (ลด 100%)

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2567 ขสมก.ขาดทุนประมาณ 2,900 ล้านบาท ส่วนปี 2568 อยู่ระหว่างตรวจสอบงบการเงินซึ่งผลดำเนินงานใกล้เคียงปี 67 สำหรับปี 2569 เนื่องจากมีการลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท เพื่อพัฒนาพื้นที่เป็นอู่จอดรถโดยสาร และรองรับการติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า EV จำนวน 1,520 คัน ซึ่งถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ของขสมก. ส่วนในปี 2570 เมื่อรถโดยสาร EV เข้าประจำการและปลดระวางรถโดยสารเดิม (รถร้อน) ทั้งหมดจะทำให้ต้นทุนดำเนินการทั้งค่าเชื้อเพลิง ค่าบำรุงรักษาที่ลดลง ส่งผลทำให้ผลดำเนินงาน ขสมก.ดีขึ้นแน่นอน