IN NEWS
ดัน'BKKDW 2026'สู่ครีเอทีฟฮับเอเชีย ผนึก17ประเทศเชื่อมดีไซน์ข้ามพรมแดน
กรุงเทพฯ-Bangkok Design Week 2026 สู่ศูนย์กลางเทศกาลสร้างสรรค์แห่งเอเชียผนึกพลังเครือข่ายกว่า 17 ประเทศ เชื่อมดีไซน์ข้ามพรมแดน สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค
เมื่อ “การดีไซน์” สามารถพลิกความคิดสร้างสรรค์เป็นพลังสำคัญให้เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางเศรษฐกิจระดับมหภาค ทำให้ เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ หรือ Bangkok Design Week : BKKDW 2026 ในปีที่ 9 มุ่งเดินหน้ายกระดับบทบาทเทศกาลออกแบบสู่แพลตฟอร์มเทศกาลสร้างสรรค์ระดับภูมิภาค ผนึกพลังเครือข่ายนักออกแบบและเครือข่ายนานาชาติกว่า 17 ประเทศในเอเชียและยุโรปขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่การเป็นศูนย์กลางเทศกาลสร้างสรรค์ของเอเชีย หรือ Creative Hub of Asia
สะท้อนถึงธีมของเทศกาลฯ “DESIGN S/O/S” ที่มุ่งนำเสนอการใช้งานออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ เป็น “เครื่องมือ” ที่นำพาทุกมิติของประเทศ “ทำ / ให้ / รอด” นอกจากนี้เทศกาลฯ ยกระดับความร่วมมือกับเครือข่ายนานาชาติที่เปิดพื้นที่ให้เครือข่ายนักออกแบบ ศิลปิน และผู้ประกอบการสร้างสรรค์ ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโมเดลทางธุรกิจ เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่ที่ต่อยอดสู่การลงทุน การจับคู่ทางธุรกิจ และการพัฒนาสินค้าไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก
มาสำรวจมุมมองเครือข่ายนานาชาติ (International Partners) ที่ฉายภาพบทบาทของการออกแบบในฐานะ “ภาษาสากล” สะพานเชื่อมวัฒนธรรมไร้พรมแดน และสร้างโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยบนเวทีโลกอย่างเป็นรูปธรรม
FROM LEGACY TO THE FUTURE. RESTORATION AS A DESIGN PROJECT บริหารสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมให้ยั่งยืนส่งต่อสู่คนรุ่นถัดไปในอนาคต จากสถานเอกอัครราชทูตอิตาลี

ประเดิมหมุดหมายแรกกับ อิตาลี ผ่านโครงการ Italia Reloaded โดยสถาบันวัฒนธรรมอิตาลี (Italian Cultural Institute) และสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย นำเสนอแนวคิด Restoration as Sustainability
คุณ Maria Sica ผู้อำนวยการสถาบันวัฒนธรรมอิตาลี กล่าวว่า “การบูรณะ (Restoration) ไม่ใช่เรื่องของอดีต แต่คือหัวใจของความยั่งยืน เพราะเป็นการนำทรัพยากรที่มีอยู่กลับมาใช้ใหม่ แทนการผลิตสิ่งใหม่ โดยยึดหลัก ‘Not Fake’ คือการซ่อมแซมโดยไม่สร้างของเลียนแบบ แต่ผสานนวัตกรรมเพื่อรักษาคุณค่าและอัตลักษณ์ของมรดกทางวัฒนธรรมให้ยังคงมีชีวิต โดยความร่วมมือครั้งนี้ยังหยิบยกสายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ระหว่างฟลอเรนซ์และกรุงเทพฯ ผ่านแนวคิดของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี มาเป็นแกนกลางของการถ่ายทอดองค์ความรู้และการจัดเวิร์กช็อป เพื่อยกระดับทักษะช่างฝีมือไทยสู่มาตรฐานสากล และต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมคุณภาพสูง ทั้งหมดนี้สะท้อนการมองการบูรณะในฐานะกลยุทธ์สำคัญของการบริหารจัดการสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมของเมือง (Cultural Asset Management) ที่ไม่เพียงเพิ่มมูลค่าให้ย่านเก่า แต่ยังสร้างแรงดึงดูดทางเศรษฐกิจ และต่อยอดสู่ระบบนิเวศธุรกิจสร้างสรรค์ที่เติบโตบนฐานรากเดิมของเมืองอย่างยั่งยืน”
LAHI (Heritage): The Philippine Fashion Exhibition - เมื่อ "แฟชั่น" คือทูตวัฒนธรรม และสะพานเศรษฐกิจใหม่แห่งอาเซียน จากสถานเอกอัครราชทูตรัฐฟิลิปปินส์
สำหรับฝั่ง ฟิลิปปินส์ ใช้เวที Bangkok Design Week 2026 เปิดตัวนิทรรศการ “LAHI (Heritage): The Philippine Fashion Exhibition” ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง Department of Trade and Industry (DTI) สำนักงานส่งเสริมการค้าและการลงทุนฟิลิปปินส์ประจำกรุงเทพฯ และสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย โดยใช้ “แฟชั่น” เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจและการทูตสร้างสรรค์ (Creative Diplomacy) ควบคู่กับการตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของฟิลิปปินส์ในภูมิภาคอาเซียน
ผู้แทน DTI กล่าวว่า “Bangkok Design Week เป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอศักยภาพงานออกแบบของฟิลิปปินส์สู่ตลาดภูมิภาคและเวทีสากล พร้อมทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนข้ามพรมแดน โดยเฉพาะการแสวงหาความร่วมมือในรูปแบบ Co-creation เพื่อพัฒนา “ผลิตภัณฑ์ไฮบริด” ที่ผสานจุดแข็งด้านการผลิตมาตรฐานสากลของไทย เข้ากับงานดีไซน์และหัตถศิลป์ของฟิลิปปินส์ ความร่วมมือดังกล่าวไม่เพียงช่วยเสริมสร้างแบรนด์อาเซียนให้แข็งแกร่งและยกระดับสินค้าเข้าสู่กลุ่มมูลค่าสูง (High-Value Segment) แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่าแฟชั่น คือ สินทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่สามารถแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและแข่งขันในตลาดโลกได้จริง ขณะเดียวกัน ความร่วมมือกับ CEA ภายใต้เทศกาลฯ ยังถือเป็นการวางรากฐานความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว เพื่อปูทางสู่การจับคู่ธุรกิจ การสร้างระบบนิเวศระดับภูมิภาค และการขยายตลาดสู่ระดับนานาชาติในอนาคต”
โปรเจกต์ Ephemeral Sounds of the Gulf - ฟังเสียง "ความไม่จีรัง" ของโลก ผ่านดีไซน์ที่ (ยอม) สลายได้

ผลงาน “Ephemeral Sounds of the Gulf” ของ คุณ Erika Tsuchiya ศิลปินสื่อผสมและโปรดิวเซอร์ชาวญี่ปุ่นจาก VCUarts Qatar ที่หยิบยกประเด็น “ความถาวรและความไม่จีรัง” มาตั้งคำถามต่อรูปแบบการผลิตและการบริโภคในโลกทุนนิยม ผ่านการทดลองใช้แผ่นเสียงจากวัสดุชีวภาพ (Biomaterial Records) เป็นสื่อกลางทางดนตรี
คุณ Erika Tsuchiya อธิบายว่า “ผลงานชิ้นนี้สะท้อนถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของ ‘สื่อรูปแบบกายภาพ’ (Physical Format Market) ที่ยังคงมีพื้นที่เติบโตท่ามกลางกระแสดิจิทัล โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งวัฒนธรรมแผ่นเสียงไวนิลเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง ขณะเดียวกัน งานดังกล่าวยังทำหน้าที่เสมือนการวิจัยและพัฒนา เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ในการสร้าง Green Supply Chain ให้กับอุตสาหกรรมดนตรีในอนาคตผ่าน การบันทึกเสียงธรรมชาติจากภูมิภาคอ่าวอาหรับ และถ่ายทอดสู่ผู้ฟังทั่วโลกในรูปแบบแผ่นเสียงที่สามารถย่อยสลายได้ แม้คุณภาพเสียงจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ความไม่สมบูรณ์นั้นกลับสร้าง ‘มูลค่าทางใจ’ และตั้งคำถามต่อปัญหามลภาวะทางดิจิทัล (Digital Pollution) รวมถึงการผลิตซ้ำที่สิ้นเปลืองทรัพยากร พร้อมดึงเสน่ห์ของงานฝีมือจากวัสดุเหลือใช้กลับมาอยู่ในกระบวนการสร้างสรรค์อีกครั้ง
“ดีไซเนอร์และผู้สร้างสรรค์ในยุคปัจจุบันควรตระหนักถึงที่มาของวัสดุและผลกระทบจากการเลือกใช้ทรัพยากร เพราะการเข้าใจต้นทุนตั้งแต่ต้นน้ำ คือ รากฐานของโมเดลธุรกิจที่ไม่เพียงสร้างกำไร แต่เติบโตควบคู่กับความยั่งยืนในระยะยาว” คุณ Erika Tsuchiya กล่าวทิ้งท้าย
People Pavilion: ร่มเงา และแสงไฟ กับการออกแบบ “เสาไฟ” เป็น “แลนด์มาร์ก” สะท้อนพฤติกรรมผู้คนในเมืองเขตร้อน
%20The%20Philippine%20Fashion%20Exhibition%201.jpg)
อีกหนึ่งความร่วมมือที่สะท้อนการพัฒนาเมืองอย่างเป็นรูปธรรม คือ ผลงานจากความร่วมมือระหว่าง Urban Ally จับมือกับสตูดิโอสถาปัตยกรรม จาก HAS design and research นำโดย Jenchieh Hung และ กุลธิดา ทรงกิตติภักดี นำเสนอโปรเจกต์ “ลานประกายเมือง หรือ People Pavilion” ที่หยิบ “เสาไฟถนน” ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานเดิมของเมือง มาต่อยอดเป็นสถาปัตยกรรมสาธารณะอย่างชาญฉลาด
แนวคิดหลักของผลงานตั้งอยู่บนมุมมองร่วมกันว่า “ภูมิอากาศเขตร้อนไม่ใช่ข้อจำกัด แต่คือทรัพยากรของเมือง” โดยนำพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนในกรุงเทพฯ ที่ต้องการ “ร่มเงา” ในเวลากลางวัน และ “แสงไฟ” ในเวลากลางคืน มาเป็นแกนกลางของการออกแบบเพื่อตอบโจทย์จังหวะชีวิตของกรุงเทพฯ องค์ประกอบพื้นฐานที่คุ้นชินจึงถูกยกระดับให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่ใช้งานได้จริง สามารถลดขยะจากการก่อสร้าง ขณะเดียวกันก็เพิ่มมูลค่าให้กับโครงสร้างพื้นฐานเดิมของเมืองผ่านแนวคิด การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Infrastructure Upcycling
สถาปนิกทั้งสองท่านมองว่า หัวใจของโครงการไม่ใช่เพียงการออกแบบพื้นที่ใหม่ แต่คือการเปลี่ยนมุมมองของผู้คนต่อโครงสร้างพื้นฐานเมืองให้เห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ งานชิ้นนี้จึงทำหน้าที่เป็น Urban Prototype หรือต้นแบบการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ที่เสนอทางเลือกในการแก้ปัญหาพื้นที่สาธารณะโดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก พร้อมชูศักยภาพของโมเดล Inclusive Design ที่เกิดจากความร่วมมือข้ามภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้เกิดผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม และต่อยอดสู่เมืองที่ยืดหยุ่น ยั่งยืน และใกล้ชิดกับผู้คนมากขึ้นในระยะยาวโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนขนาดใหญ่
HONG KONG: Projecting Future Heritage - เมื่อ “ตึกแถวที่ผ่านร้อนผ่านหนาว” คือพิมพ์เขียวแห่งอนาคต จากฮ่องกง
ปิดท้ายด้วยนิทรรศการ “HONG KONG: Projecting Future Heritage” ซึ่งเดินทางจากเวทีนานาชาติอย่าง Venice Biennale Architettura มาจัดแสดงในกรุงเทพฯ คัดสรรโดย Sunnie S.Y. Lau และ Fai Au สถาปนิกและนักวางผังเมืองชาวฮ่องกง ที่นำเสนอมุมมองด้านนวัตกรรมทางสังคมผ่านการตั้งคำถามใหม่ต่อสถาปัตยกรรมในชีวิตประจำวัน ผ่านประเด็นอาคารและโครงสร้างธรรมดาที่ผู้คนคุ้นชิน ว่าสิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญของเมืองในอนาคตได้
สองครีเอเตอร์ชาวฮ่องกง กล่าวว่า “ภายใต้แนวคิด Future Heritage เราได้สำรวจจุดร่วมเชิงยุทธศาสตร์ของเมืองท่าประวัติศาสตร์อย่างฮ่องกง เวนิส และกรุงเทพฯ โดยชี้ให้เห็นบทบาทของ ‘ระบบน้ำของเมือง’ ที่เป็นรากฐานการพัฒนาเมืองจากอดีตสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ พร้อมนำเสนอสถาปัตยกรรมท้องถิ่นที่สะท้อนวิถีชีวิตจริงของผู้คน ซึ่งในอีก 20–30 ปีข้างหน้าอาจกลายเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่า”
“ในมิติของความยั่งยืน นิทรรศการยังเสนอแนวทางการพัฒนาเมืองผ่านการผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยไม่มองสิ่งปลูกสร้างเก่าเป็นภาระหรือสิ่งล้าสมัย แต่ใช้แนวคิด Adaptive Reuse หรือ การปรับใช้อาคารเดิมโดยไม่ต้องรื้อทิ้งให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่ยังรองรับการอยู่อาศัย การทำงาน และการใช้ชีวิตของผู้คนได้จริง พร้อมตอกย้ำว่าการมองกลับมาที่สิ่งที่มีอยู่ คือกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนมรดกทางวัฒนธรรมให้เป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจและปัญญาที่เติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต”
การยกระดับ Bangkok Design Week สู่ Creative Hub of Asia
ทั้งหมดเป็นเพียงตัวอย่างความร่วมมือที่เกิดขึ้นใน Bangkok Design Week 2026 ซึ่งสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ได้วางแผนทิศทางการยกระดับบทบาทเทศกาลฯ สู่แพลตฟอร์มเทศกาลสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ ที่เชื่อมโยงนักออกแบบ เมือง ภาคธุรกิจ และนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นมูลค่าเศรษฐกิจพร้อมวางตำแหน่งกรุงเทพมหานครให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางเทศกาลสร้างสรรค์ของเอเชีย (Creative Hub of Asia) ผ่านพลังของ Creative Economy และความร่วมมือข้ามพรมแดนในระยะยาว
