LIFE & STYLE

QIAGENชี้ผลศึกษาQuantiFERON-TB Gold Plusลดความเสี่ยงเกิดวัณโรค



กรุงเทพฯ-งานวิเคราะห์ด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-reviewed) ประเมินแนวทางการตรวจคัดกรองการติดเชื้อวัณโรค (TBI) ในกลุ่มผู้ติดเชื้อ HIV ในประเทศไทย ระบุผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า QuantiFERON-TB Gold Plus มีความคุ้มค่ากว่า Tuberculin Skin Test (TST) โดยสามารถลดความเสี่ยง การเกิดวัณโรคในระยะลุกลามในผู้ที่มีการติดเชื้อวัณโรค (TBI) ได้ราว 41% 

QIAGEN ได้เผยแพร่งานวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิในหัวข้อ “Optimizing tuberculosis infection screening strategies for people living with HIV in Thailand: a cost-effectiveness analysis” (1) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายบนพื้นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ในประเทศไทย และช่วยให้ประเทศรายได้ต่ำและปานกลางสามารถประเมินทางเลือกในการตรวจคัดกรองการติดเชื้อวัณโรคได้อย่างเหมาะสม

การวิเคราะห์ได้จำลองการตรวจคัดกรองการติดเชื้อวัณโรค (TBI) แบบครั้งเดียวในผู้ใหญ่ที่มีเชื้อ HIV เพื่อประเมินต้นทุนตลอดชีวิตรวมถึงผลลัพธ์ด้านสุขภาพ โดยอ้างอิงข้อมูลระบาดวิทยาและข้อมูลต้นทุนของประเทศไทย ผลการศึกษาระบุว่า การใช้การตรวจแบบ Interferon-gamma releasing assays (IGRAs) เช่น QuantiFERON-TB Gold Plus (QFT-Plus) ช่วยลดความเสี่ยงตลอดชีวิตในการพัฒนาเป็นวัณโรคระยะลุกลามได้ประมาณ 41% เมื่อเทียบกับ TST และแม้ว่าต้นทุนการตรวจเริ่มต้นจะสูงกว่า แต่มีต้นทุนรวมตลอดชีวิตต่ำกว่า เนื่องจากลดค่าใช้จ่ายในขั้นตอนต่อเนื่อง เช่น การรักษา การติดตามผล การจัดการผลข้างเคียง การยืนยันการวินิจฉัย และการดูแลผู้ป่วยวัณโรคระยะลุกลาม งานวิจัยยังชี้ว่า อัตราผลบวกลวงที่สูงจากการใช้ TST ในประชากรที่ได้รับวัคซีน BCG เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการรักษาเชิงป้องกันที่ไม่จำเป็น ซึ่งเพิ่มการใช้ทรัพยากรด้านสาธารณสุข

ผลการศึกษาดังกล่าวได้รับการนำเสนอในที่ประชุม Asia Pacific Region Conference ครั้งที่ 10 (APRC 2026) ของสหพันธ์องค์กรต่อต้านวัณโรคและโรคปอดนานาชาติ ระหว่างการสัมมนาในหัวข้อการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจการติดเชื้อวัณโรคในประชากรกลุ่มเสี่ยง

ดร.จัสติน ไช ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ของ QIAGEN กล่าวว่า “งานวิจัยนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการหารือเกี่ยวกับแนวทางการตรวจคัดกรองระดับชาติ และการจัดสรรทรัพยากรในพื้นที่ที่มีภาระโรคสูง ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า แนวทางการตรวจคัดกรองที่มีความคุ้มค่ามากกว่าอาจมีบทบาทสำคัญต่อการป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อ HIV อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านการปฏิบัติ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การฝึกอบรมบุคลากร และระบบโลจิสติกส์ ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงถึง นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาติดตามแบบกลุ่มตัวอย่างเชิงคาดการณ์เพิ่มเติม เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น”

วัณโรคยังคงเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขสำคัญของโลก (2) โดยในปี 2565 มีผู้ป่วยรายใหม่ 10.6 ล้านราย เสียชีวิต 1.3 ล้านราย และประชากรโลกประมาณหนึ่งในสี่ติดเชื้อวัณโรคโดยไม่รู้ตัว การติดเชื้อวัณโรคถือเป็นแหล่งสะสมเชื้อ ที่อาจพัฒนาไปเป็นวัณโรคระยะลุกลามในอนาคต และยังมีบทบาทสำคัญต่อการแพร่เชื้ออย่างต่อเนื่องในชุมชน (3) ดังนั้น การจัดการกับแหล่งสะสมเชื้อดังกล่าวจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการลดภาระของวัณโรคระยะลุกลามและบรรลุเป้าหมายการกำจัดวัณโรคในระดับโลก

QuantiFERON‑TB Gold Plus เป็นการตรวจเลือดแบบ IGRA ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ด้วยจำนวนการตรวจนับล้านครั้งต่อปี และได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นทางเลือกที่เหนือกว่า Tuberculin Skin Test (TST) ซึ่งมักให้ผลไม่แม่นยำในผู้ที่ได้รับวัคซีน BCG หรือผู้ที่อาจไม่สะดวกกลับมาเพื่ออ่านผลการตรวจ QuantiFERON‑TB Gold Plus ช่วยลดจำนวนครั้งของการเข้ารับการตรวจเหลือเพียงการเจาะเลือดครั้งเดียว พร้อมให้ผลได้รวดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ QuantiFERON‑TB Gold Plus ยังมีข้อได้เปรียบเหนือ IGRA อื่น ๆ ด้วยกระบวนการทำงานที่คล่องตัว และการใช้ตัวอย่างเลือดทั้งก้อน (whole blood) โดยไม่ต้องแยกเซลล์เม็ดเลือดขาว องค์กรระดับโลก เช่น ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ต่างสนับสนุนการใช้การตรวจเลือดประเภทนี้ในทุกบริบท เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนความพยายามในการยุติการระบาดของวัณโรคทั่วโลก