LEARNING

ม.มหิดลหนุนบทบาทนักวิจัยไทยจัดใหญ่ 'รางวัลม.มหิดลจงเจตน์เมธีวิชญ์ปี69



กรุงเทพฯ 24 กุมภาพันธ์ 2569 – มหาวิทยาลัยมหิดล ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่มุ่งสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เดินหน้าจัดงาน “รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์” ประจำปี 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อยกย่องนักวิจัยไทยที่มีผลงานโดดเด่นและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศ ภายใต้แนวคิด "Real World Impact for Sustainability"โดยครอบคลุม 3 สาขาหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์ โดยมอบเงินรางวัลสูงสุด 7 ล้านบาท ในรูปแบบทุนให้เปล่าไม่มีข้อผูกมัด พร้อมมุ่งยกระดับเป็นรางวัลทรงเกียรติระดับประเทศ ทั้งนี้ รางวัลดังกล่าวเปรียบเสมือนรางวัลโนเบลของประเทศไทย กลไกสำคัญในการวางรากฐานระบบนิเวศการวิจัยที่เข้มแข็งและผลักดันสู่การใช้ประโยชน์จริงทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต 

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า งานวิจัยยังคงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งในฐานะองค์ความรู้ที่ช่วยกำหนดนโยบาย และเป็นต้นทางของการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ โดยความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนงานวิจัยคุณภาพ แต่คือการขาดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการนำผลงานวิจัยไปต่อยอดเพื่อใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคด้านเงินทุนกลไกสนับสนุน และการเชื่อมโยงความร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้มีการประเมินว่า ผลงานวิจัยกว่า 80–90% ยังคงจำกัดอยู่ในแวดวงวิชาการซึ่งยังไม่ได้รับการต่อยอดเป็นนวัตกรรมหรือผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน หรือสร้างประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้าง 

ในฐานะที่มหาวิทยาลัยมหิดลมุ่งมั่นเป็น “ปัญญาของแผ่นดิน” ที่ไม่ได้มุ่งสร้างแค่ Academic Impact แต่ยังมุ่งสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่นำไปใช้ได้จริง เพื่อให้เกิด Real World Impact ที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการนำงานวิจัยไปสนับสนุนการกำหนดนโยบายสาธารณะ แก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ และเสริมสร้างสุขภาวะให้แก่ประชาชน จึงได้จัดตั้งกองทุนและ “รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์” ขึ้นในปี 2568 ด้วยการสนับสนุนจาก พล.ต.อ.นพ.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ ในรูปแบบกองทุนถาวร (Endowment Fund) เพื่อยกย่องเชิดชูนักวิจัยที่สร้างสรรค์ผลงานที่สร้าง “Real World Impact” ได้แท้จริง พร้อมผลักดันศักยภาพนักวิจัยไทยให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมไทยได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยตั้งเป้าให้เปรียบเหมือนรางวัลโนเบลของประเทศไทย

สำหรับการมอบ “รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์” ในครั้งนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยในปีแรกที่ผ่านมาได้รับผลตอบรับอย่างดียิ่ง ซึ่งมีการเสนอรายชื่อนักวิจัยจากทั่วประเทศเข้ามามากกว่า 90 ราย สะท้อนถึงความตื่นตัวของวงการวิจัยไทยที่เห็นความสำคัญของผลงานวิจัยที่ตอบโจทย์ประเทศ สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัล ในปี 2568 ได้แก่ นพ.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร ประเภทรางวัลนักวิจัยดีเด่น ผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” หรือ “30 บาทรักษาทุกโรค” ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญให้กับสังคมไทย ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยกว่า 67 ล้านคน และรศ.ดร.วโรดม เจริญสวรรค์ ประเภทรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ ผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนแผนงานระดับชาติ Genomics Thailand ซึ่งเป็นการวางรากฐานการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) รวมทั้งก่อตั้งเครือข่ายวิจัยนานาชาติ Asian Immune Diversity Atlas (AIDA) และจัดตั้งศูนย์ Single-Cell Omics แห่งแรกของประเทศไทย ภายใต้โครงการระดับโลก Human Cell Atlas (HCA)

“มหาวิทยาลัยมหิดลมุ่งมั่นเป็นกำลังสำคัญในการสร้างระบบนิเวศการวิจัยที่เข้มแข็ง เอื้อต่อการต่อยอดองค์ความรู้ให้เป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้งานวิจัยไม่หยุดหยู่เพียงคุณค่าในเชิงวิชาการแต่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการวิจัยและนวัตกรรมของภูมิภาค พร้อมวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมในอนาคต” ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน ศ.นพ.ม.ล.ชาครีย์ กิติยากร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การมอบรางวัล ในปี 2569 นี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด  ‘Real-World Impact for Sustainability’ครอบคลุม 3 สาขาหลัก ได้แก่ 1. วิทยาศาสตร์สุขภาพ 2. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3. สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปะ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ รางวัลนักวิจัยดีเด่น (ไม่จำกัดอายุ) 1 รางวัล สำหรับนักวิจัยที่มีผลงานโดดเด่นและสร้างคุณูปการแก่สังคมอย่างต่อเนื่อง เงินรางวัล 5 ล้านบาท และรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ (อายุไม่เกิน 45 ปี) 2 รางวัล สำหรับนักวิจัยที่มีศักยภาพในการสร้างผลงานวิจัยที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง เงินรางวัล 1 ล้านบาท โดยมีเกณฑ์การพิจารณา 5 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1. การได้รับการยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ (National or International Recognition) 2. การสร้างองค์ความรู้ใหม่ (Originality) ที่ไม่เคยมีมาก่อน 3. ศักยภาพในการขยายผลและผลกระทบระยะยาว (Scalability/Long-Term Impact) 4. ความยั่งยืนของผลงาน (Sustainability) และ 5. ความสามารถในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในประเทศ (Systemic Changes) 

จุดเด่นของรางวัลคือ เป็นทุนแบบให้เปล่าโดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยสามารถเดินหน้าต่อยอดและพัฒนาผลงานวิจัยได้อย่างอิสระเต็มศักยภาพ อีกทั้งไม่เปิดรับให้นักวิจัยเสนอชื่อตนเอง แต่จะเป็นการให้หน่วยงานหรือองค์กรที่เล็งเห็นคุณค่าของผลงานเป็นผู้เสนอชื่อแทน เพื่อสะท้อนถึงการยอมรับจากสังคมในวงกว้าง โดยผู้ได้รับการเสนอชื่อในแต่ละปี แม้ยังไม่ได้รับรางวัลแต่ยังคงมีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาอย่างต่อเนื่องในปีถัดไป นอกจากนี้ยังมีกระบวนการพิจารณาที่เข้มข้นเพื่อให้เป็นการพิจารณาจากมุมมองอย่างรอบด้าน การตัดสินเป็นไปอย่างโปร่งใส ตลอดจนยึดมั่นในมาตรฐานสูงสุด

ด้าน นพ.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร ผู้ได้รับรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ ประจำปี 2568 ประเภทรางวัลนักวิจัยดีเด่น กล่าวถึงความจำเป็นของงานวิจัยต่อการพัฒนาประเทศว่า ระบบสาธารณสุขไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ จากการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ควบคู่กับการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ส่งผลให้ความต้องการบริการด้านสุขภาพขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ระบบสาธารณสุขยังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณซึ่งสวนทางกับความต้องการบริการสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้นตามโครงสร้างประชากรจึงจำเป็นต้องใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาระบบสุขภาพเพื่อลดความสูญเสียไม่คุ้มค่าในระบบและวางแผนกำลังคนด้านสุขภาพให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศในระยะยาวซึ่งถือเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยองค์ความรู้และการวิจัยอย่างต่อเนื่องในอีก 20–30 ปีข้างหน้า

“งานวิจัยแต่ละชิ้นเปรียบเสมือน อิฐ ที่ช่วยสร้างรากฐานให้สังคมดีขึ้น เมื่อนำอิฐแต่ละก้อนมาประกอบกันก็จะกลายเป็นโครงสร้างสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า นักวิจัยยุคใหม่จึงควรมีบทบาทเป็น ‘Social Engineer’ หรือวิศวกรทางสังคม ผู้มุ่งมั่นที่จะใช้ความรู้และงานวิจัยช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะสำเร็จได้ในเวลาอันสั้น อาจต้องใช้เวลาตั้งแต่ 10 ปี ถึง 30 ปี กว่าจะเห็นผลชัดเจน นักวิจัยจึงต้องมีความอดทนมุ่งมั่น พยายาม และเชื่อมั่นในคุณค่าของงานที่ตนเองทำ” นพ.วิโรจน์ ฝากทิ้งท้าย

รศ.ดร.วโรดม เจริญสวรรค์ ผู้ได้รับรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ ประจำปี 2568 ประเภทรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ กล่าวว่า การวางรากฐานงานวิจัยที่แข็งแกร่งให้กับประเทศ ต้องเริ่มจากการลงทุนในองค์ความรู้พื้นฐาน ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง เพราะเมื่อมีรากฐานที่มั่นคงย่อมต่อยอดไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวทางแก้ไขปัญหาในอนาคตได้ เช่นเดียวกับด้านการแพทย์ที่ต้องเข้าใจระบบชีววิทยาอย่างลึกซึ้ง ทั้งระดับเซลล์และระดับประชากร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ จากแนวคิดดังกล่าว จึงได้บุกเบิกการนำเทคโนโลยีโอมิกส์ระดับเซลล์ (Single-Cell Omics) และเชิงพื้นที่ (Spatial Omics) มาใช้ครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อสร้างแพลตฟอร์มและฐานข้อมูลการแสดงออกทางพันธุกรรมของประชากรไทยและเอเชีย ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับการวิจัยและพัฒนาการแพทย์แม่นยำที่จำเพาะสำหรับประชากรในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยออกแบบแนวทางการรักษา และเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพได้อย่างแม่นยำและเหมาะสมกับประชากรจริง ลดการพึ่งพาข้อมูลจากชาติตะวันตกซึ่งมีพันธุกรรมที่แตกต่างจากคนไทย

นอกจากนี้ รศ.ดร.วโรดม ยังได้กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้รับรางวัลในปีที่ผ่านมาว่า “คุณค่าที่แท้จริงของรางวัลไม่ได้อยู่ที่เงินรางวัล แต่ทำหน้าที่เชิดชูให้ผู้ที่ได้รับรางวัลเป็นตัวแทนของการทำให้สังคมเห็นความสำคัญของงานวิจัยมากขึ้น ช่วยให้บทบาทของงานวิจัยได้รับความสนใจและการยอมรับจากสังคมในวงกว้างมากขึ้นซึ่งถือเป็นกำลังใจที่สำคัญมากสำหรับคนทำวิจัย ทั้งนี้ งานวิจัยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการเท่านั้น แต่เป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนานวัตกรรม การแพทย์ และเทคโนโลยีในอนาคต เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เสริมสร้างความพร้อมของประเทศในการรับมือความท้าทายใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
อย่างยั่งยืน”