TECH & AI
Red Hatเปิด'Red Hat AI Enterprise' มอบแพลตฟอร์มAIที่ครอบคลุมครบวงจร
กรุงเทพฯ วันที่ 4 มีนาคม 2569 - เร้ดแฮท ผู้ให้บริการโซลูชันโอเพ่นซอรส์ระดับแนวหน้าของโลก ประกาศเปิดตัว Red Hat AI Enterprise แพลตฟอร์ม AI แบบเบ็ดเสร็จ สามารถรองรับการใช้และบริหารจัดการโมเดล AI, เอเจนต์ (agent) และแอปพลิเคชัน AI ที่อยู่บนไฮบริดคลาวด์ทั้งหมด แพลตฟอร์มนี้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตโฟลิโอด้าน AI ของเร้ดแฮท ซึ่งประกอบด้วย Red Hat AI Inference Server, Red Hat OpenShift AI และ Red Hat Enterprise Linux AI นอกจากนี้เร้ดแฮทยังได้เปิดตัว Red Hat AI 3.3 ซึ่งเป็นการอัปเดทและการเพิ่มประสิทธิภาพครั้งสำคัญของพอร์ตโฟลิโอด้าน AI ที่มีอยู่ทั้งหมดของบริษัทฯ โซลูชันทั้งสองนี้รวมพลังกันมอบชุดโซลูชันที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับฮาร์ดแวร์ไปจนถึงระดับซอฟต์แวร์เอเจนต์ (metal-to-agent) โดยผสานรวม Linux และโครงสร้างพื้นฐาน Kubernetes เข้ากับความสามารถในการอนุมาน (inference) และการทำงานของ agent เพื่อช่วยให้องค์กรต่าง ๆ เปลี่ยนจากการทำงานและการทดลองที่กระจัดกระจายไปเป็นการทำงานอัตโนมัติที่ควบคุมดูแลตามมาตรฐานขององค์กรได้
แลนด์สเคปด้าน AI ขององค์กรกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว จากอินเทอร์เฟซการแชทแบบง่าย ๆ ไปเป็นเวิร์กโฟลว์เอเจนต์อัตโนมัติ (autonomous agentic workflows) ที่มีความซับซ้อนสูงมีปริมาณงานและขีดความสามารถที่มากขึ้น (high-density) ซึ่งต้องการการบูรณาการเทคโนโลยีที่มีอยู่เข้าด้วยกันอย่างมาก อย่างไรก็ตาม องค์กรจำนวนมากยังคงติดอยู่กับ “ระยะนำร่อง” เนื่องจากเครื่องมือมากมายที่กระจัดกระจายและโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เป็นเอกภาพ Red Hat AI Enterprise จัดการกับความท้าทายนี้ด้วยการรวมไลฟ์ไซเคิลของโมเดลและแอปพลิเคชันไว้ด้วยกัน ซึ่งช่วยให้ทีมไอทีสามารถบริหารจัดการ AI เหมือนเป็นระบบปกติระบบหนึ่งขององค์กร แทนที่จะเป็นโปรเจกต์ที่ต่างคนต่างทำ ช่วยให้การให้บริการ AI เชื่อถือได้และนำกลับมาใช้ใหม่ได้เหมือนกับซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมขององค์กร
Red Hat AI Enterprise คือพื้นฐานรองรับการนำ AI มาใช้งานจริง
Red Hat AI Enterprise มอบความสามารถสำคัญต่าง ๆ เช่น การอนุมาน AI คุณภาพสูง, การปรับจูนและปรับแต่งโมเดล รวมถึงการใช้และบริหารจัดการ เอเจนต์ ที่มาพร้อมความยืดหยุ่นที่สามารถรองรับโมเดลและฮาร์ดแวร์ใดก็ได้ในทุกสภาพแวดล้อม Red Hat OpenShift ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันไฮบริดคลาวด์ที่ขับเคลื่อนโดย Kubernetes ชั้นนำของวงการ เป็นขุมพลังที่ให้การสนับสนุน Red Hat AI Enterprise ให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่สอดคล้องเป็นเอกภาพ และมีความสามารถในการปรับขนาดสูง พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยที่รัดกุมบนทุกสภาพแวดล้อมผ่านการใช้เครื่องมือและเฟรมเวิร์กที่คุ้นเคย นอกจากนี้ NVIDIA และเร้ดแฮทได้ร่วมกันพัฒนา Red Hat AI Factory with NVIDIA ขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นการรวม Red Hat AI Enterprise และ NVIDIA AI Enterprise เข้าด้วยกันเพื่อช่วยเร่งความเร็วและปรับขนาดการใช้งานในการนำ AI มาใช้งานจริงในองค์กร
ประโยชน์หลัก ๆ ของ Red Hat AI Enterprise
- การอนุมาน AI ที่รวดเร็วขึ้น คุ้มค่าการลงทุนมากขึ้น และปรับขนาดได้ โดยใช้เครื่องมืออนุมานที่เป็น vLLM และเฟรมเวิร์กการอนุมานแบบกระจายตัว llm-d เพื่อทำให้การใช้โมเดล generative AI มีประสิทธิภาพสูงสุดบนทุกสภาพแวดล้อมที่ใช้ฮาร์ดแวร์แบบไฮบริด
- การสังเกตการณ์แบบครบวงจร และการบริหารจัดการไลฟ์ไซเคิล เพื่อช่วยขับเคลื่อนการกำกับดูแลไลฟ์ไซเคิลของ AI และลดความเสี่ยงด้วยชุดเทคโนโลยี AI ระดับองค์กรที่ผ่านการทดสอบ ผสานรวมการทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์ และพร้อมใช้งานทันที
- ความยืดหยุ่นที่มีให้กับไฮบริดคลาวด์ทั้งหมด โดยช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สามารถใช้และบริหารจัดการโมเดล AI เอเจนต์ และแอปพลิเคชัน ได้อย่างเป็นเอกภาพมากขึ้น ในทุกสภาพแวดล้อมที่ธุรกิจต้องการใช้งาน ภายใต้การสนับสนุนจากแพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้ต่าง ๆ ของเร้ดแฮท
การขยายความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์และประสิทธิภาพการทำงานแบบครบวงจร ด้วย Red Hat AI 3.3
กลยุทธ์ของ Red Hat คือการให้ความสำคัญกับการใช้แพลตฟอร์มหนึ่งเดียวเป็นตัวเชื่อมช่องว่างระหว่างความเสถียรของภารกิจสำคัญกับนวัตกรรมล้ำสมัย ซอฟต์แวร์เวอร์ชันล่าสุดได้เพิ่มทางเลือกของโมเดลให้หลากหลายขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพชิปประมวลผลยุคใหม่อย่างเต็มรูปแบบ และเสริมแกร่งด้านความคงเส้นคงวาในการดำเนินงานให้กับโมเดลที่ล้ำสมัยและทรงพลัง
ฟีเจอร์และประสิทธิภาพใหม่ ๆ
- ระบบนิเวศของโมเดลที่ขยายใหญ่ขึ้นด้วย Mistral-Large-3, Nemotron-Nano และ Apertus-8B-Instruct ในเวอร์ชันที่ผ่านการบีบอัด (compressed versions) ซึ่งได้รับการตรวจสอบความถูกต้องและพร้อมใช้งานจริง สามารถเรียกใช้งานผ่าน OpenShift AI Catalog นอกจากนี้ ซอฟต์แวร์เวอร์ชันนี้ยังรองรับการใช้งานโมเดลล้ำสมัย เช่น Ministral 3 และ DeepSeek-V3.2 ที่ใช้เทคโนโลยี sparse attention พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานแบบ multimodal ซึ่งรวมถึงการเร่งความเร็ว 3x Whisper, การรองรับข้อมูลเชิงพื้นที่, การถอดรหัสแบบคาดการณ์ล่วงหน้าของ EAGLE ที่มีการเพิ่มประสิทธิภาพ และการเรียกใช้เครื่องมือที่ได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อรองรับ agentic workflows
- การเข้าใช้โมเดล AI ได้แบบ self-service ผ่านเทคโนโลยี Models-as-a-Service (MaaS) เวอร์ชันทดสอบ ทีมไอทีสามารถให้บริการการเข้าถึงแบบ self-service ไปยังโมเดลที่โฮสต์แบบส่วนตัว ผ่าน API Gateway วิธีการแบบรวมศูนย์นี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าผู้ใช้ภายในองค์กรสามารถใช้งาน AI ได้แบบออนดีมานด์พร้อมทั้งสร้างรากฐานด้าน AI ที่มีความพร้อมใช้งาน เพื่อส่งเสริมการนำ AI แบบไพรเวทและปรับขนาดได้ไปใช้ในองค์กร
- ขยายการรองรับฮาร์ดแวร์ที่หลากหลาย รวมถึงการเปิดตัว generative AI บน CPU โดยเริ่มจาก Intel CPUs ที่ช่วยเพิ่มความคุ้มทุนด้านการอนุมานโมเดลภาษาขนาดเล็ก (SLM) นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังได้ขยายการรับรองฮาร์ดแวร์ NVIDIA Blackwell Ultra และรองรับ accelerators รุ่น AMD MI325X
- รวมไลฟ์ไซเคิลของข้อมูลสู่โมเดลให้เป็นหนึ่งเดียวและปลอดภัยด้วย Red Hat AI Python Index ใหม่ คลังเก็บข้อมูลที่เชื่อถือได้นี้มอบเครื่องมือสำคัญต่าง ๆ ที่มีความแข็งแกร่งเพียงพอต่อการใช้งานในระดับองค์กร ซึ่งรวมถึง Docling, SDG Hub, และ Training Hub ซึ่งช่วยให้ทีมทำงานเปลี่ยนจากการทดลองที่กระจัดกระจายไปสู่ไปป์ไลน์การใช้งานจริงที่ทำซ้ำได้และเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ
- การตรวจสอบและความปลอดภัย AI ที่ครอบคลุม พร้อมความสามารถในการมองเห็นสถานะ ความสมบูรณ์ ประสิทธิภาพ และพฤติกรรมของโมเดล โดยระบบจะแสดงข้อมูลการเก็บและส่งข้อมูลการทำงานของเวิร์กโหลด AI ทั้งหมดแบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถใช้งาน llm-d และใช้งานคลัสเตอร์และโมเดลในรูปแบบ Models-as-a-Service (MaaS) และจับคู่กับ NeMo Guardrails เวอร์ชันทดสอบที่รวมเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถควบคุมความปลอดภัยในการดำเนินงานและควบคุมการโต้ตอบกับ AI ทั้งหมดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้
- การเข้าถึงทรัพยากร GPU ได้แบบออนดีมานด์ ช่วยให้องค์กรสามารถใช้ GPU-as-a-Service ภายในองค์กรได้เอง ผ่านการจัดการอย่างชาญฉลาด และการเข้าถึงกลุ่มฮาร์ดแวร์ส่วนกลาง (pooled hardware) พร้อมระบบบันทึกสถานะอัตโนมัติ (automatic checkpointing) เพื่อจัดเก็บสถานะของงานเทรนโมเดลที่ใช้เวลานาน ซึ่งช่วยป้องกันข้อมูลหรืองานไม่ให้สูญหาย และให้คงความสามารถในการคาดการณ์ต้นทุนการประมวลผลได้มากขึ้น แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีความผันผวนสูง หรือในสภาพแวดล้อมที่ทรัพยากรอาจถูกดึงกลับคืนได้ทุกเมื่อ
คำกล่าวสนับสนุนนายโจ เฟอร์นานเดส รองประธานและผู้จัดการทั่วไป หน่วยธุรกิจ AI ของ Red Hat
“เพื่อให้ AI สามารถส่งมอบคุณค่าทางธุรกิจที่แท้จริงได้นั้น เทคโนโลยีนี้จำเป็นต้องถูกทำให้กลายเป็นส่วนประกอบหลักในโครงสร้างซอฟต์แวร์ขององค์กร ไม่ใช่การใช้งานแยกส่วนแบบเอกเทศ Red Hat AI Enterprise จึงออกแบบมาเพื่อประสานรอยต่อระหว่างโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรม ด้วยการมอบแพลตฟอร์มที่เป็นหนึ่งเดียวตั้งแต่ระดับฮาร์ดแวร์ไปจนถึงระดับ เอเจนต์ การผสานรวมความสามารถในการปรับจูนขั้นสูงและความสามารถของ เอเจนต์ เข้ากับรากฐานระดับชั้นนำของอุตสาหกรรมเช่น Red Hat Enterprise Linux และ Red Hat OpenShift ทำให้เราสามารถให้บริการเทคโนโลยีที่ครบวงจร ตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ที่เร่งความเร็วด้วย GPU ไปจนถึงโมเดลและ เอเจนต์ที่ขับเคลื่อนตรรกะทางธุรกิจ นอกจากนี้ Red Hat AI 3.3 ยังช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ก้าวข้ามจากการทดลองที่กระจัดกระจาย ไปสู่การปฏิบัติงานด้าน AI ที่ควบคุมได้ ทำซ้ำได้ และมีประสิทธิภาพสูง ครอบคลุมทั่วทั้งไฮบริดคลาวด์”
