LEARNING
บ้านเหมืองกุง-หางดงจาก'ชุมชนช่างปั้น' สู่'ชุมชนหัตถศิลป์'
“บ้านเหมืองกุง” อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นชุมชนผู้ผลิตเครื่องปั้นดินเผาล้านนาสำหรับใช้ในพิธีกรรมและประเพณีต่าง ๆ ของชาวล้านนาที่มีอายุกว่า 200 ปี เช่น ประเพณียี่เป็ง การถวายสังฆทาน รวมถึงการใช้ในชีวิตประจำวัน ที่ยังสามารถสืบทอดภูมิปัญญาแบบรุ่นสู่รุ่น จนเป็นหนึ่งในสถานที่เรียนรู้สำคัญเรื่องเครื่องปั้นดินเผาของผู้สนใจและนักศึกษาสายศิลปะในยุคปัจจุบัน

แต่ในมุมของคนที่เป็นผู้สืบทอดมรดกทางหัตถศิลป์ดังกล่าว อย่าง นายวชิระ สีจันทร์ อายุ 50 ปี ซึ่งเป็นช่างปั้นรุ่นที่ 4 ชองครอบครัว กลับมองว่าอาชีพ“ช่างปั้นดินของบ้านเหมืองกุง” กำลังจะเลือนหายไปจากชุมชน เพราะสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป เครื่องปั้นดินเผาที่เป็นงานหัตถศิลป์ถูกแทนที่ด้วยสินค้าที่ผลิตจากโรงงาน รายได้ของช่างปั้นจึงไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูครอบครัว จนต้องเปลี่ยนไปทำงานโรงงาน หรือรับจ้างรายวัน ส่งผลให้จำนวนช่างปั้นของบ้านเหมืองกุงที่เคยมีมากกว่า 30 คนเหลือเพียงไม่ถึง 10 คน และทุกคนมีอายุมากกว่า 50 ปี ขณะที่คนรุ่นใหม่ไม่มีใครสนใจจะสืบทอดงานหัตถศิลป์ที่โดดเด่นของชุมชน

ดร.ภาสินี ศิริประภา คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (มทร.ล้านนา) กล่าวว่า แม้ผลิตภัณฑ์เครื่ องปั้นดินเผาทางประเพณีของชุมชนบ้านเหมืองกุงจะยังคงได้รับความนิยมและมีความต้องการในตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่โครงสร้างการค้าในตลาดดั้งเดิมกลับเป็นข้อจำกัดสำคัญ ช่างปั้นส่วนใหญ่จำหน่ายสินค้าผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าได้ด้วยตนเอง สินค้าจึงมีราคาต่ำเมื่อเทียบกับแรงงานและฝีมือที่ และการที่ช่างปั้นต้องเลือกผลิตสินค้าในจำนวนมากเพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ส่งผลให้การทำงานกลายเป็นการผลิตเพื่อความอยู่รอด มากกว่าการสร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ที่สะท้อนตัวตนและจิตวิญญาณของผู้ปั้น
“หลายครั้งที่ตนนำนักศึกษาเข้ามาเรียนรู้ภูมิปัญญาและกระบวนการผลิตเครื่องปั้นดินเผาของชุมชนบ้านเหมืองกุง จะได้รับเสียงสะท้อนจากช่างปั้นและคนในชุมชนว่า อาชีพช่างปั้นเป็นอาชีพที่ไร้อนาคต ทำไปเพียงเพื่อให้มีรายได้พอเลี้ยงชีพเท่านั้น ช่างปั้นขาดความภาคภูมิใจ และไม่มีแรงจูงใจในการส่งต่อมรดกทางภูมิปัญญาสู่คนรุ่นต่อไป”

โครงการการพัฒนาห่วงโซคุณค่าศิลปหัตถกรรมดินปั้นบนฐานทรัพยากรท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่ ดร.ภาสินี เป็นหัวหน้าโครงการ ภายใต้กรอบวิจัยการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการในพื้นที่ (Local Enterprises) บนฐานทรัพยากรพื้นถิ่น เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ ภายใต้กำกับ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. จึงมีวัตถุประสงค์สำคัญคือการเปลี่ยนทิศทางตลาด จากตลาดดั้งเดิมสู่ตลาดงานสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นตลาดที่ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของ “ตัวชิ้นงาน เรื่องราว และผู้สร้าง” มากกว่าการมองเป็นเพียงของใช้ทั่วไป การเข้าสู่ตลาดใหม่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการยกระดับคุณค่าของผู้ปั้น ทำให้ช่างสามารถมีรายได้ที่เหมาะสมกับฝีมือ ลดการทำงานหนักเกินจำเป็น และฟื้นคืนจิตวิญญาณในการสร้างสรรค์งานเครื่องปั้นดินเผาได้อีกครั้ง
ดร.ภาสินี กล่าวว่า กล่าวว่า เป้าหมายของการดำเนินการในปีแรก (พ.ศ.2566-2567) คือการปรับเปลี่ยนทัศนคติ (Mindset) ของช่างปั้น จากการมุ่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาตามคำสั่งซื้อของพ่อค้าคนกลาง ซึ่งให้ผลตอบแทนต่ำ ผ่านกิจกรรมทดสอบตลาดเพื่อทำให้ช่างปั้นได้พบปะและแลกเปลี่ยนกับลูกค้าที่เห็นคุณค่าในงานเครื่องปั้นดินเผาและยินดีจ่ายในราคาที่สะท้อนคุณค่าของงานและฝีมือผู้ปั้น ทำให้ช่างปั้นได้มองเห็นโอกาสและศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดภายใต้แนวคิด “คน–ของ–ตลาด” ของกรอบวิจัย LE

“นอกเหนือจากการปรับเปลี่ยน Mindset ของช่างปั้นจากการผลิตเพื่อส่งขายแบบเดิม ไปสู่การผลิตงานเชิงงานหัตถศิลป์ที่มีคุณค่าควบคู่ไปกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบันแล้ว ทีมวิจัยยังใช้ความรู้ทางวัสดุศาสตร์ ทำให้สามารถเผาดินปั้นจากแหล่งดินเดิมด้วยความร้อนสูงได้เป็นผลสำเร็จ พร้อมทั้งมีการเติมทักษะด้านทำผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยยังคงรักษาเทคนิค และวิธีการผลิตที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชนไว้ และเมื่อนำเครื่องปั้นดินเผาชนิดเคลือบ ที่ได้จากกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปทดลองทำตลาดกับลูกค้า รวมถึงการจัดแสดงในงานต่างๆ พบว่า ผลิตภัณฑ์ประเภทภาชนะสำหรับโต๊ะอาหาร (Tableware) ได้รับความสนใจจากลูกค้ากลุ่มโรงแรม ภัตตาคารและร้านอาหารทั้ง ในจังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพฯ จนเกิด การสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ช่างปั้นมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2,000–5,000 บาทต่อเดือน”

นายวชิระ กล่าวเสริมว่า การที่ตนและช่างปั้นที่ร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้นจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ส่งผลให้ในปัจจุบันเริ่มมีคนในชุมชนกลับมาทำงานปั้นแล้วหลายราย ทั้งการนวดดิน ปั้นดิน และการทำลวดลาย รวมถึงเด็กในชุมชนที่หันมาเรียนรู้ทักษะนี้ก็สามารถมีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาให้กับนักท่องเที่ยว สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ตนมั่นใจว่างานปั้นดินเผาของบ้านเหมืองกุงจะไม่เหลือเพียงตำนานอีกต่อไป
สำหรับการดำเนินโครงการฯ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2568–2569) นอกเหนือจากการสื่อสารเรื่องผลิตภัณฑ์กลุ่ม Tableware อย่างต่อเนื่องแล้ว ทีมวิจัยยังสนับสนุนให้ช่างปั้นสร้างงานที่เป็น Craft Collection ที่เป็นงานปั้นในสไตล์ของตนเอง เพื่อสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัว (Niche Tarket) รวมถึงการทำให้บ้านเหมืองกุงเป็นพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ภูมิปัญญางานปั้น (Cultural Experience Workshop) ที่อยู่ระหว่างการวางกรอบแนวทางการทำงานร่วมกับชุมชน เพื่อให้ชุมชนสามารถรักษาภูมิปัญญานี้ให้คงอยู่ต่อไปได้ด้วยตนเอง ควบคู่ไปกับการสร้างทักษะด้านการบริหารจัดการ การผลิต การขาย และระบบบัญชี ที่เป็นโจทย์สำคัญของกรอบวิจัย LE เพื่อสร้างผู้ประกอบการชุมชนที่จะเป็นข้อต่อสำคัญในการยกระดับรายได้และทำให้เกิดการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม
“หัวใจของการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าหัตถศิลป์ดินปั้นของบ้านเหมืองกุงตั้งอยู่บนทักษะของช่างปั้นในชุมชน ที่สั่งสมจากการทำงานกับดินพื้นบ้านมาอย่างยาวนาน เป็นการนำทรัพยากรท้องถิ่น (Local Resources) ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) และ ช่างฝีมือท้องถิ่น (Local Artisans) มาต่อยอดให้เกิดคุณค่าเพิ่มในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ควบคู่ไปกับการทำงานร่วมกับเครือข่ายศิลปิน นักศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบและการขยายการรับรู้ เพื่อให้ชุมชนบ้านเหมืองกุงสามารถยกระดับตนเองจาก “ชุมชนช่างปั้น” สู่ “ชุมชนหัตถศิลป์” และรักษาและสืบสานอัตลักษณ์ของมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นนี้ให้คงอยู่ต่อไป” ดร.ภาสินี กล่าวสรุป
