IN NEWS

รัฐบาลยืนยันปุ๋ยเคมี'ยูเรีย'มีเพียงพอใช้ได้ ถึงส.ค.69เตือนร้านค้าปุ๋ยอย่าฉวยโอกาส



กรุงเทพฯ-รัฐบาลเผยปุ๋ยเคมีมีเพียงพอ ย้ำ “ปุ๋ยยูเรีย ” ใช้ได้ถึง ส.ค. 69 เตือนร้านค้าขายปุ๋ยเคมีในราคาสูงเกินควร จะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

วันนี้ (6 มีนาคม 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อทั่วโลก เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบเช่นกันในหลาย ๆ เรื่อง ในส่วนของการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นข้อกังวลของพี่น้องเกษตรกร รัฐบาลได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์การค้าปุ๋ยเคมีและธุรกิจการเกษตรไทยอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการแก้ไขปัญหารองรับหากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยืดเยื้อ

ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่า ปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ โดยมีสต็อกคงเหลือ ณ เดือน ม.ค.2569 ประมาณ 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 0.8 ล้านตัน สำหรับปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 36% ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมด มีปริมาณสต๊อก 0.32 ล้านตัน หรือคิดเป็น 6.5 ล้านกระสอบ โดยปัจจุบันมีปริมาณเพียงพอรองรับการใช้มากกว่า 2 เดือน และยังมีปุ๋ยยูเรียที่ไทยอยู่ระหว่างการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย ปริมาณรวมประมาณ 100,000 ตัน หรือคิดเป็นปริมาณ 2 ล้านกระสอบ ทำให้ไทยจะมีปุ๋ยยูเรียใช้ในปริมาณ 8.5 ล้านกระสอบ ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ได้ถึงเดือน ส.ค.2569

ขณะเดียวกัน ไทยยังมีช่องทางการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น มาเลเซีย และบรูไน ซึ่งสามารถนำเข้าได้ปกติ และจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตสินค้าเกษตรของไทย เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการ เช่น ข้าวนาปรัง ผลไม้ เป็นต้น ในส่วนของข้าวนาปี ขณะนี้ยังไม่เข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูก 

สำหรับสถานการณ์ด้านราคาปุ๋ยที่จำหน่ายในตลาด ที่เป็นปุ๋ยสูตรที่มีส่วนผสมของยูเรีย ยังเป็นสต็อกเดิมที่จัดหามาก่อนสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้น ราคาจำหน่ายในประเทศยังคงอยู่ในระดับเดิม แต่หากสถานกาณ์ยืดเยื้อ ต้นทุนปุ๋ยเคมีในตลาดโลกมีการปรับเปลี่ยน รัฐบาลสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานกาณ์และโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิดและให้การปรับราคาเป็นไปตามโครงสร้างต้นทุนจริง โดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรน้อยที่สุด

“ขอให้เกษตรกรอย่าตื่นตระหนก ไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อ หรือกักตุนปุ๋ยเคมี ไว้ในปริมาณมาก และขอย้ำเตือนร้านค้าหากพบการจำหน่ายปุ๋ยเคมีในราคาสูงเกินสมควร หรือมีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล จะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่า ปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ โดยมีสต็อกคงเหลือ ณ เดือนมกราคม 2569 ประมาณ 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 0.8 ล้านตัน สำหรับปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 36% ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมด มีปริมาณสต๊อก 0.32 ล้านตัน หรือคิดเป็น 6.5 ล้านกระสอบ โดยปัจจุบันมีปริมาณเพียงพอรองรับการใช้มากกว่า 2 เดือน นอกจากนี้ยังมีปุ๋ยยูเรียที่ไทยอยู่ระหว่างการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย ปริมาณรวมประมาณ 100,000 ตัน หรือคิดเป็นปริมาณ 2 ล้านกระสอบ ทำให้ไทยจะมีปุ๋ยยูเรียใช้ในปริมาณ 8.5 ล้านกระสอบ ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ได้ถึงเดือนสิงหาคม 2569

นอกจากนี้ ไทยยังได้มีช่องทางการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น มาเลเซีย และบรูไน ซึ่งสามารถนำเข้าได้ปกติ และขณะนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตสินค้าเกษตรของไทย เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการ เช่น ข้าวนาปรัง ผลไม้ เป็นต้น ในส่วนของข้าวนาปีขณะนี้ยังไม่เข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูก

ในส่วนของราคาปุ๋ยที่จำหน่ายในตลาด ที่เป็นปุ๋ยสูตรมีส่วนผสมของยูเรียยังเป็นสต็อกเดิมที่จัดหามาก่อนสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้นราคาจำหน่ายในประเทศยังคงอยู่ในระดับเดิม แต่อย่างไรก็ดี หากสถานกาณ์ยังคงยืดเยื้อ ต้นทุนปุ๋ยเคมีในตลาดโลกมีการปรับเปลี่ยน กรมจะติดตามสถานกาณ์และโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิดและให้เป็นไปตามโครงสร้างต้นทุนจริง โดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรน้อยที่สุด

นายวิทยากร กล่าวย้ำว่า ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกและไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อหรือกักตุนปุ๋ยเคมีไว้ในปริมาณมาก ทั้งนี้ กรมได้ประสานสั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์การจำหน่ายปุ๋ยอย่างเป็นธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยกรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณปุ๋ยอย่างใกล้ชิด และหากพบการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร หรือการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร โดยผู้กระทำความผิดมีโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ หากพี่น้องเกษตรกรหรือประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป