LEARNING
ผลสำรวจเครือข่ายมหา'ลัยไทยในปี2565 นศ.40%เครียดตลอด/12%คิดลาโลก
กรุงเทพฯ-ผลสำรวจของเครือข่ายมหาวิทยาลัยไทยเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ (TUN-HPN) ในปี 2565 ระบุว่า มีนิสิตนักศึกษาราว 40% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 9,050 คน ที่มีความเครียดบ่อย-เครียดตลอดเวลา มากไปกว่านั้นคือพบว่าเกือบ 1 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างมีความรู้สึกเศร้า มี 12% เคยทำร้ายตัวเอง มี 4% เคยคิดฆ่าตัวตาย และมีถึง 4.3% ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการทางจิตเวช

ผศ.บุรชัย อัศวทวีบุญ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาวิชาจิตวิทยา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) วิเคราะห์ถึง 3 ปัจจัยหลักที่มีผลต่อสุขภาพจิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย 1. การปรับตัวจากการเป็นนักเรียนมาสู่นักศึกษาซึ่งต้องมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น 2. ความสัมพันธ์กับบุคคลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน รวมถึงอาจารย์ 3. ความคาดหวังเกี่ยวกับการเรียนและมีงานทำหลังจบการศึกษา
นอกจากนี้นักศึกษาหลายรายมีอาการของโรค ทั้งโรคทางอารมณ์ และความวิตกกังวลซึ่งผ่านการรักษาอย่างต่อเนื่องมาจนเข้ามหาวิทยาลัย ทำให้การปรับตัวต้องใช้ความพยายามมากขึ้น อีกทั้งยังพบนักศึกษาที่แสดงอาการทางจิต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโรคจิตเภทที่มีการแสดงอาการได้ในช่วงวัยรุ่นตอนปลายถึงวัยทำงาน ทำให้การปรับตัวในชีวิตยากขึ้นไปอีก โดยความรุนแรงของปัญหาสุขภาพจิตมีตั้งแต่ระดับที่สามารถรับมือหรือปรับตัวได้เอง ต้องการการปรึกษาเพื่อให้ผ่านภาวะวิกฤต ไปจนถึงระดับรุนแรงที่เริ่มทำร้ายตัวเอง และพยายามจะปลิดชีวิตตัวเอง (Suicide attempt)

จากการทำงานในอดีตของ ศูนย์ให้คำปรึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TU Well-Being : Counseling Center) ชี้ชัดลงไปว่า นอกเหนือจากความเครียดที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาทุกชั้นปีที่มีกราฟความเครียดพุ่งสูงในช่วงของการสอบและการประกาศผลคะแนนแล้ว นักศึกษาชั้นปีที่ 1 เป็นกลุ่มคนที่ต้องการการใส่ใจเพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับระบบของมหาวิทยาลัยได้ดียิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะปรับตัวเรื่องระบบการเรียนแล้ว ความรับผิดชอบในชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น การย้ายที่อยู่มาอาศัยในหอพัก การปรับตัวเข้ากับเพื่อน การวางแผนการเงิน สิ่งเหล่านี้ยิ่งกระตุ้นให้เกิดความเครียดและความกังวลมากขึ้น
จากผลการทำงานด้านสุขภาพจิต ทำให้ช่วงหลังมานี้ มีการพูดถึงการจัดทำมาตรการหรือการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตในสถานศึกษาอย่างเข้มข้น ทุกฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันว่าเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งในปี 2568-2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ภายใต้การนำของ ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี ได้ยกเรื่องนี้เป็น Quick Big Win หรือวาระสำคัญเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการให้เกิดผลลัพธ์
ระบบดูแลสุขภาพจิตธรรมศาสตร์ ดำเนินการโดยมีแกนกลางอยู่ที่ศูนย์ Thammasat Well Being Center ทำหน้าที่ทั้งในเชิงรับและเชิงรุก ตั้งแต่การให้คำปรึกษารายบุคคล การให้คำปรึกษาผ่าน Call Center การให้บริการโดยจิตแพทย์ การรักษาผ่านระบบโทรเวชกรรม (Telemedicine) การจ่ายยาร่วมกับโอสถโดมของคณะเภสัชศาสตร์และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ การพัฒนาแอปพลิเคชัน TU Wellness ที่เชื่อมกับ TU GREAT เพื่อประเมินปัญหาสุขภาพจิตเบื้องต้นด้วยตัวเอง ไปจนถึงการรับมือเหตุฉุกเฉินทางสุขภาพจิต
ปัจจุบันการขอเข้ารับบริการด้านสุขภาพจิตจะใช้เวลาประมาณครึ่งวัน ช้าสุดไม่เกิน 2 วัน โดยไม่รวมกรณีที่ต้องการนัดเวลาตามที่ตัวเองมีความสะดวก ในกรณีจำเป็นต้องรับยา สามารถนำใบสั่งยาไปติดต่อที่โอสถโดมได้ หรือหากเป็นยานอกบัญชีก็สามารถติดต่อที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ
ในแง่ของอัตรากำลังคนที่ให้บริการจะแบ่งเป็น ส่วน คือ 1. บุคลากรของธรรมศาสตร์ 2. นักศึกษาที่ผ่านการฝึกงานจากโรงพยาบาลแล้ว 3. นักศึกษาฝึกงาน 4.บุคคลภายนอกที่ติดต่อมาให้บริการเพิ่ม
สำหรับศูนย์รังสิต มีนักจิตวิทยา 1 คน นักแนะแนว 2 คน และจิตแพทย์พาร์ตไทม์ 3 คน ท่าพระจันทร์ มีนักจิตวิทยา 2 คน ศูนย์ลำปาง มีนักจิตวิทยาประจำอยู่ 2 คน และนักจิตวิทยาพาร์ตไทม์ 1 คน (เฉพาะวันเสาร์) ส่วนศูนย์พัทยา มีนักจิตวิทยาพาร์ตไทม์ 1 คน (มาทุกวันพุธ สัปดาห์เว้นสัปดาห์)
ในส่วนของนักศึกษาที่มาฝึกงานและที่ผ่านการฝึกจากโรงพยาบาลมาแล้ว ปัจจุบันมีมากกว่า 50 คน ซึ่งทำให้ธรรมศาสตร์น่าจะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีบุคลากรพร้อมให้บริการด้านสุขภาพจิตมากที่สุดในประเทศ
“นักศึกษาบางท่านไม่อยากรับบริการจากระบบของมหาวิทยาลัย เพราะกลัวว่าจะมีคนอื่นรู้เรื่องของเขา มหาวิทยาลัยก็ได้ประสานไปยังโรงพยาบาลหลายแห่งเพื่อให้นักศึกษาได้รับส่วนลดพิเศษในการเข้าถึงบริการ นักศึกษาสามารถใช้บริการของคณะ ของมหาวิทยาลัย ของคู่ความร่วมมือ หรือหน่วยงานที่ทางมหาวิทยาลัยไปประสานงานให้ตามความต้องการของนักศึกษานี่คือส่วนหนึ่งที่ช่วยยืนยันความตั้งใจและการให้ความสำคัญกับเรื่อง Well Being ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ผศ.บุรชัย ระบุ

ด้าน ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้นักศึกษาไม่เข้ารับบริการด้านสุขภาพจิต เนื่องจากค่านิยมที่มองว่าการเข้ารับการประเมินและบริการสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่ผิดปกติ ซึ่งธรรมศาสตร์พยายามสื่อสารและปลูกฝังให้นักศึกษาเข้าใจว่า ในเมื่อร่างกายเจ็บป่วยได้ จิตใจก็ย่อมเจ็บป่วยได้เป็นเรื่องธรรมดา ฉะนั้นนอกจากการพัฒนาและเตรียมความพร้อมในการจัดบริการ เราให้ความสำคัญในเรื่องการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้นักศึกษาที่กำลังมีปัญหา กล้าเข้ามารับบริการไม่ว่าจะในรูปแบบไหนก็ตาม
ทั้งนี้ ปัจจุบันจากนักศึกษาประมาณ 43,000 คน สถิติเฉลี่ยพบว่าในแต่ละปีมีการติดต่อขอรับบริการด้านสุขภาพจิตแล้วกว่า 6,000 ครั้ง เชื่อว่าในอนาคตจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตัวเลขที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่านักศึกษาธรรมศาสตร์มีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น แต่สะท้อนว่านักศึกษามีความตระหนักในการดูแลตัวเองและเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น
“เราพยายามทำให้การรับบริการด้านนี้เป็นเรื่องปกติ และทำให้นักศึกษาทุกคนรู้ว่าที่มหาวิทยาลัยมีบริการเหล่านี้ให้เขามารับบริการได้เมื่อเจอปัญหา โดยจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Thammasat Well Being Center ตั้งแต่นักศึกษาก้าวเข้าสู่ธรรมศาสตร์ในงานปฐมนิเทศนักศึกษา และประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องในทุกคณะ รวมทั้งในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังเปิดภาคการเรียน ก็จะให้อาจารย์ขอความร่วมมือจากนักศึกษาช่วยประเมินสุขภาพจิตตัวเองผ่านแอปฯ TU GREAT อีกส่วน” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ระบุ

