LIFE & STYLE
งานวิจัยชี้'ขยายเวลาขายเหล้าช่วงบ่าย' ไม่เพิ่มรายได้ร้านชำพบ74%ไม่รับรู้นโยบาย
กรุงเทพฯ-งานวิจัยชี้ “ขยายเวลาขายเหล้าช่วงบ่าย”ไม่เพิ่มรายได้ร้านชำพบร้านค้าถึง 74% ไม่รับรู้นโยบายสะท้อนช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติจริง
เข้าสู่เดือนที่ 3 แล้วของการทดลอง 'ปลดล็อก' ให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 - 17.00 น. (เริ่ม 3 ธ.ค. 2568) ซึ่งรัฐบาลมุ่งหวังให้เป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจตลอดระยะเวลาทดลอง 180 วัน อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาเบื้องต้นจากโครงการวิจัยภายใต้การสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กลับสะท้อนภาพที่ต่างออกไป
ผลการศึกษาเบื้องต้นจากโครงการวิจัยเชิงระบบเพื่อสนับสนุนการจัดทำกฎหมายลำดับรองภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 โดย รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ชี้ให้เห็นว่า นโยบายขยายเวลาขายแอลกอฮอล์ดังกล่าวอาจไม่ได้ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้าปลีกและร้านชำรายย่อยตามที่คาดหวังไว้ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบ 'ช่องว่าง' สำคัญระหว่างการประกาศนโยบายจากส่วนกลาง กับการรับรู้และนำไปปฏิบัติจริงของคนในพื้นที่อีกด้วย
.jpg)
รศ.ดร.นพ.พลเทพกล่าวว่าทีมวิจัยได้ลงพื้นที่สำรวจผู้ประกอบการจำนวน 23 ร้านใน 4 จังหวัดจาก 4 ภูมิภาค ได้แก่ขอนแก่นเชียงรายฉะเชิงเทราและสุราษฎร์ธานีครอบคลุมร้านขายของชำร้านขายส่งและร้านอาหารแนวครอบครัวผลการศึกษาพบว่าร้อยละ 74 (17 จาก 23 ร้าน) ไม่ทราบหรือไม่มั่นใจเกี่ยวกับนโยบายการปลดล็อกเวลาขายช่วง 14.00–17.00 น. ที่รัฐบาลเพิ่งประกาศทำให้ร้านค้าส่วนใหญ่ยังคงยึดเวลาเดิม (11.00–14.00 น. และหลัง 17.00 น.) เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมายเช่น การล่อซื้อ ตรวจจับ โดยผู้ให้สัมภาษณ์บางส่วนระบุในทำนองว่า “ได้กำไรขวดละไม่กี่บาทเอง รายได้จากการขายเพิ่มขึ้นเพียงหลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อวันแต่หากตีความกฎหมายผิดอาจถูกปรับหลักหมื่นบาทหรือถูกดำเนินคดี อย่าเสี่ยงเลยดีกว่า ไม่คุ้ม”ซึ่งสะท้อนมุมมองของผู้ประกอบการรายย่อยว่าเมื่อเทียบกำไรที่เพิ่มขึ้นกับความเสี่ยงทางกฎหมายแล้วการขายในช่วงเวลาที่ขยายเพิ่มอาจไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยง ในขณะเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญโดยการขยายเวลาเพียงทำให้เกิดการ “โยกย้ายเวลาซื้อ”จากช่วงเย็นมาเป็นช่วงบ่ายส่งผลให้ยอดขายรวมไม่ได้เพิ่มขึ้นตามที่คาดหวังรศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าว
.png)
ด้านนพ.ศุภกิจศิริลักษณ์ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่าหนึ่งในข้อค้นพบสำคัญของการศึกษาครั้งนี้คือ “ช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติจริง (Policy–Practice Gap)”แม้นโยบายจะประกาศใช้ในระดับประเทศแล้วแต่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่รับรู้หรือไม่มั่นใจในการตีความกฎหมายส่งผลให้ร้านค้าหลายแห่งเลือกใช้แนวทาง “ป้องกันความเสี่ยง”ด้วยการยึดเวลาขายเดิมเพื่อหลีกเลี่ยงการทำผิดกฎหมายผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่านโยบายที่มีเป้าหมายด้านเศรษฐกิจอาจไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ตามที่คาดหวังได้หากขาดการสื่อสารที่ชัดเจนและกลไกสนับสนุนการบังคับใช้ในระดับพื้นที่ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มการสื่อสารกฎหมายให้เข้าถึงผู้ประกอบการรายย่อยพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลนโยบายหลังประกาศใช้รวมถึงใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์จากพื้นที่ประกอบการทบทวนมาตรการในอนาคตนอกจากนั้น สวรส.กำลังให้ทุนวิจัยทำการประเมินผลกระทบทั้งด้านบวกและลบจากการทดลองขยายเวลาขายแอลกอฮอล์ (ปลดล็อคช่วงเวลา 14.00-17.00 น.)ซึ่งผลงานวิจัยจะออกมาภายในเวลาที่กำหนด 180 วันนับจากวันที่ 3 ธันวาคม 2568

ขณะที่ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขกล่าวว่าบทเรียนจากการศึกษาครั้งนี้สะท้อนว่าการกำหนดนโยบายสาธารณะที่มีประสิทธิภาพต้องเชื่อมโยงระหว่างหลักฐานทางวิชาการการสื่อสารนโยบายและบริบทการปฏิบัติจริงในพื้นที่ โดยระบุว่านโยบายที่ดีจำเป็นต้องรับฟังเสียงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยเฉพาะผู้ปฏิบัติในพื้นที่ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงงานวิจัยนี้จึงช่วยให้เห็นภาพสถานการณ์จริงของผู้ประกอบการและชุมชนและสามารถใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนานโยบายในอนาคตทั้งในด้านการสื่อสารมาตรการการออกแบบนโยบายและการกำกับดูแลในระดับพื้นที่ผศ.ดร.จรวยพร กล่าว
"ท้ายที่สุดนี้ สวรส. จึงมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมไปยังคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเน้นย้ำให้พิจารณาและประเมินผลการดำเนินงานในช่วงทดลอง 180 วันนี้อย่างรอบคอบก่อนที่จะมีการตัดสินใจใดๆ ในระยะยาว ทั้งนี้ การทบทวนมาตรการควรดำเนินการโดยอ้างอิงจากข้อมูลทางวิชาการและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based) เป็นสำคัญ เพื่อให้การกำหนดนโยบายเกิดความสมดุลและตอบโจทย์ผลประโยชน์สูงสุดในทุกมิติ ทั้ง 'สุขภาพ-สังคม-เศรษฐกิจ' ควบคู่กันไปเพราะนโยบายสาธารณะที่ยั่งยืน ต้องไม่มุ่งเพียงการสร้างตัวเลขทางเศรษฐกิจระยะสั้น จนละเลยต้นทุนทางสุขภาพและผลกระทบทางสังคมในระยะยาวที่ประเทศต้องแบกรับ"ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวทิ้งท้าย
