IN NEWS

ศบก.แถลงสถานการณ์การสู้รบตอ.กลาง หลัง16มี.ค.น้ำมันพุ่งแรง/ไร้เงา3คนไทย



กรุงเทพฯ-ศบก. แถลงความคืบหน้าสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำเดินหน้าช่วยเหลือลูกเรือไทยเต็มที่ ตรึงราคาดีเซลถึง 16 มีนาคม พร้อมเฝ้าระวังผลกระทบด้านพลังงานและการเดินเรืออย่างใกล้ชิด

วันนี้ เวลา 11.30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวความคืบหน้าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางและการให้ความช่วยเหลือคนไทย โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แถลงภาพรวมสถานการณ์และมาตรการช่วยเหลือคนไทย ขณะที่นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินการและความช่วยเหลือกรณีเรือมยุรีนารี นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม รายงานสถานการณ์เรือไทยในพื้นที่เสี่ยง และพลเรือตรี จุมพล นาคบัว รองเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ ชี้แจงมาตรการเฝ้าระวังและการแจ้งเตือนด้านความปลอดภัยทางทะเล

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบก. เปิดเผยว่าที่ประชุมติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลางในทุกมิติ โดยเฉพาะกรณีเรือสินค้าสัญชาติไทย “มยุรีนารี” ซึ่งถูกโจมตีเมื่อประมาณ 2 วันที่ผ่านมา มีลูกเรือไทยรวม 23 คน ขณะนี้ลูกเรือไทย 20 คนอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อนำตัวกลับประเทศไทย ส่วนลูกเรืออีก 3 คนยังอยู่ระหว่างการค้นหาและให้ความช่วยเหลือ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการอย่างเต็มกำลัง นอกจากนี้อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจคือสถานการณ์ราคาพลังงาน โดยเฉพาะค่าการกลั่นน้ำมัน ซึ่งก่อนเกิดวิกฤติอยู่ที่ประมาณ 2 บาท แต่ปัจจุบันขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 6 บาท สะท้อนแรงกดดันจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาค ทั้งนี้ รัฐบาลยังคงยืนยันมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไปจนถึงวันที่ 16 มีนาคม 2569 ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี หลังจากครบกำหนด 15 วัน จะมีการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้งเพื่อพิจารณาแนวทางดูแลราคาน้ำมันดีเซลในระยะต่อไป โดยจะชี้แจงรายละเอียดให้ประชาชนทราบอีกครั้ง

นายพิพัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลกระทบด้านน้ำมันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงน้ำมันสำหรับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งโดยปกติภาคอุตสาหกรรมจะซื้อน้ำมันผ่านระบบขายส่งจากจ็อบเบอร์ หรือบริษัทแม่ของแบรนด์ต่าง ๆ เช่น ปตท. บางจาก หรือเชลล์ ดังนั้น รัฐบาลจะต้องหารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกำหนดแนวทางดูแลภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง ภาคการผลิต และภาคการเกษตร ที่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมันจำนวนมากในระยะต่อไป สำหรับสถานการณ์พลังงานโดยรวม แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับกว่า 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และเข้าใกล้ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ประเทศไทยยังมีน้ำมันดิบสำรองเพียงพอ โดยจากเดิมที่ประเมินว่าสำรองได้ 92 วัน ขณะนี้สามารถขยายระยะเวลาออกไปเป็น 98 วันแล้ว ทั้งนี้ ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบประมาณร้อยละ 50 จากอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และอีกร้อยละ 50 มาจากแหล่งอื่นนอกอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างเจรจาจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น

รวมถึงติดตามโอกาสในการเจรจาซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย หลังสหรัฐอเมริกาประกาศยุติมาตรการบอยคอตในบางส่วน พร้อมย้ำว่า ในด้านการบริหารเชื้อเพลิงภายในประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยผสมน้ำมันไบโอดีเซลในสัดส่วนร้อยละ 7 (B7) และอาจพิจารณาขยายเป็นร้อยละ 10 หรือร้อยละ 20 ตามความเหมาะสมในระยะต่อไป โดยเฉพาะในกลุ่มรถบรรทุกและรถปิกอัพที่รองรับการใช้งานได้ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและลดความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลน พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะค่อย ๆ ปรับกลไกราคาตามสถานการณ์ตลาดโลก และจะไม่ปล่อยให้เกิดภาวะขาดตลาดอย่างแน่นอน

ด้านนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในมิติทางการทูต เมื่อวานนี้กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยเข้าพบ

เพื่อยื่นประท้วงอย่างสูงสุดต่อเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นกับเรือสัญชาติไทยและลูกเรือไทย พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านออกแถลงการณ์ขอโทษ ชี้แจงข้อเท็จจริง และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งเอกอัครราชทูตอิหร่านได้แสดงความเสียใจและรับว่าจะรายงานเรื่องดังกล่าวไปยังประเทศของตน นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้หารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของโอมาน โดยมีนายกรัฐมนตรีร่วมรับฟังด้วย เพื่อขอบคุณฝ่ายโอมานที่ให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยอย่างทันท่วงที และขอให้เร่งค้นหาและช่วยเหลือลูกเรือไทยอีก 3 คนที่ยังสูญหาย ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศโอมานยืนยันว่าพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่และหวังว่าจะสามารถพบลูกเรือไทยทั้ง 3 คนได้โดยเร็ว กระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทางการโอมานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าของปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือลูกเรือทั้ง 3 คนอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าความปลอดภัยของคนไทยคือสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุด สำหรับลูกเรือไทย 20 คนที่ปลอดภัยแล้วนั้น บริษัทเจ้าของเรือจะนำลูกเรือทั้งหมดเดินทางโดยรถยนต์จากเมืองคาซาบ ประเทศโอมาน ไปยังสนามบินมัสกัต เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ได้ออกหนังสือเดินทางฉุกเฉินให้ลูกเรือทั้ง 20 คนเรียบร้อยแล้ว และเนื่องจากเส้นทางดังกล่าวต้องเดินทางผ่านพื้นที่ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก่อนกลับเข้าสู่โอมานอีกครั้ง สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ จึงได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศเจ้าบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกในการผ่านแดนของลูกเรือจนกว่าจะสามารถขึ้นเครื่องบินกลับประเทศไทยได้

ในส่วนของสถานการณ์โดยรวมในตะวันออกกลาง นายปาณิดลกล่าวว่า สถานการณ์ยังคงมีความรุนแรงและตึงเครียด แม้จะเริ่มมีสัญญาณจากบางฝ่ายถึงความประสงค์ที่จะยุติความขัดแย้ง แต่ยังมีเงื่อนไขของแต่ละฝ่ายประกอบอยู่ โดยเฉพาะหลังนาย Mojtaba Khamenei ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกแถลงการณ์ครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง ย้ำว่าหากไม่มีการปิดฐานทัพสหรัฐฯ อิหร่านจะยังคงโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลในภูมิภาคต่อไป รวมทั้งจะคงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อกดดันฝ่ายตรงข้าม ล่าสุดมีรายงานว่าอิหร่านได้วางทุ่นระเบิดในบริเวณดังกล่าว และยังมีการโจมตีเรืออย่างต่อเนื่องนอกชายฝั่งยูเออี ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันหยุดชะงักบางส่วน และเริ่มมีการหารือถึงมาตรการควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายวันนี้ เวลา 13.00 น. จะมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษว่าด้วยสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นข้อริเริ่มของไทย เพื่อหารือผลกระทบต่อภูมิภาค แลกเปลี่ยนแนวทางรับมือ และเตรียมความพร้อม ของอาเซียนในระยะยาว โดยภายหลังการประชุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะแถลงสรุปผลการประชุม และพัฒนาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในเวลาประมาณ 14.30 น.

สำหรับความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ นายปาณิดลกล่าวว่า คนไทยที่อพยพออกจากอิหร่านชุดที่ 2 ได้ทยอยเดินทางกลับถึงประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มแรกจำนวน 34 คน เดินทางถึงไทยแล้วเมื่อวานนี้ และเมื่อเช้าวันนี้มีอีก 30 คน เดินทางกลับถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพเช่นกัน โดยมีรองปลัดกระทรวงแรงงานและผู้แทนกรมการกงสุล ให้การต้อนรับที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ขณะที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ซึ่งย้ายที่ทำการชั่วคราวไปยังศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราว ณ เมืองวาน ประเทศตุรกี ยังคงติดต่อและประสานงานอย่างใกล้ชิดกับคนไทยในอิหร่านที่ยังไม่ประสงค์ กลับประเทศไทย และพร้อมอำนวยความสะดวกหากมีผู้ประสงค์เดินทางกลับเพิ่มเติม ปัจจุบันหลายสายการบินในตะวันออกกลางได้เริ่มเปิดเที่ยวบินพิเศษมายังกรุงเทพฯ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารตกค้างและผู้ที่ประสงค์เดินทางออกจากประเทศในภูมิภาค แม้จะยังไม่กลับมาให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ โดยสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยในพื้นที่ได้ประชาสัมพันธ์แจ้งข่าวสารให้กับคนไทยรับทราบอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งอำนวยความสะดวก ดูแล ให้คำแนะนำ ประสานงานกับสายการบิน และมอบสิ่งของจำเป็นในการยังชีพให้แก่คนไทยที่ประสงค์กลับประเทศ รวมถึงช่วยประสานงานกับหน่วยงานในประเทศที่น่านฟ้ายังคงปิดอยู่ เพื่อให้สามารถเดินทางผ่านแดนไปยังประเทศข้างเคียงและต่อเครื่องบินกลับประเทศไทยหรือเดินทางไปยังประเทศที่สามได้อย่างปลอดภัย

ด้านนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์เรือมยุรีนารีถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ตัวเรือได้รับความเสียหายบริเวณท้ายเรือ และเป็นเหตุให้ลูกเรือตัดสินใจสละเรือ โดยขณะนี้ลูกเรือ 20 คนได้รับการช่วยเหลือแล้ว ส่วนลูกเรืออีก 3 คนซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในห้องเครื่องในขณะเกิดเหตุยังอยู่ระหว่างการค้นหาและให้ความช่วยเหลือ โดยกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานกับทางการโอมานเพื่อช่วยเหลือในภารกิจดังกล่าว รวมทั้งติดตามการกู้เรือ และยืนยันว่าปัจจุบันไม่มีเรือที่ชักธงสัญชาติไทยลำอื่นอยู่ในบริเวณดังกล่าวนอกจากเรือมยุรีนารี อย่างไรก็ตาม ยังมีเรือของบริษัทพรีเชียส ชิพปิ้ง ซึ่งจดทะเบียนสัญชาติสิงคโปร์ จอดเทียบท่าอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จำนวน 2 ลำ โดยลำหนึ่งมีลูกเรือไทย 14 คน และลูกเรืออินเดีย 8 คน ส่วนอีกลำมีลูกเรือไทย 22 คน ซึ่งทั้งสองลำยังคงปลอดภัยและจอดอยู่ที่ท่าเรือ

ขณะที่พลเรือตรี จุมพล นาคบัว รองเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือได้ติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ตามข้อสั่งการของผู้บัญชาการทหารเรือ และได้ออกคำเตือนการเดินเรือในพื้นที่เสี่ยง หรือ Sailing Instruction / Warning มาแล้วรวม 4 ฉบับ ได้แก่ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2 มีนาคม 6 มีนาคม และ 10 มีนาคม 2569 เพื่อแจ้งเตือนผู้ประกอบการเดินเรือและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยเหตุผลสำคัญที่กองทัพเรือเร่งแจ้งเตือนเมื่อวันที่ 6 มีนาคม เนื่องจากพบว่าสถิติการขนส่งทางเรือในพื้นที่ดังกล่าวลดลงจาก 183 ลำ เหลือเพียงตัวเลขระดับหลักเดียวภายในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งเป็นสัญญาณความเสี่ยงที่ชัดเจนต่อเส้นทางคมนาคมทางทะเลและความมั่นคงด้านพลังงาน โดยกองทัพเรือได้ประสานการปฏิบัติกับกรมเจ้าท่า ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และศูนย์ปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินสถานการณ์และให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง

พลเรือตรี จุมพล กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ขณะนี้ยังไม่พบทุ่นระเบิดลอยน้ำ แต่การตรวจสอบในพื้นที่ทำได้ยาก เนื่องจากมีเรือผ่านเพียง 1 ลำ ขณะที่เรือส่วนใหญ่จอดอยู่ในท่า อีกทั้งยังมีการรบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ระบบกำหนดตำแหน่งเรือ และอุปกรณ์สื่อสารดาวเทียม ทำให้การเดินเรือในพื้นที่มีความเสี่ยงสูง ล่าสุดองค์การทางทะเลระหว่างประเทศได้ยกระดับคำแนะนำให้งดเว้นการเข้าพื้นที่เสี่ยงโดยสิ้นเชิงแล้ว จึงขอยืนยันว่า ณ ขณะนี้ไม่มีเรือไทยเดินทางเข้าไปในพื้นที่เพิ่มเติม และกองทัพเรือจะยังคงติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านเครือข่ายประสานงานระหว่างประเทศในหลายศูนย์ปฏิบัติการฯ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ประสานงานที่บาห์เรน สิงคโปร์ และมหาสมุทรอินเดีย เพื่อเฝ้าระวังผลกระทบต่อเรือไทยและความปลอดภัยของคนไทยอย่างเต็มขีดความสามารถ