IN NEWS

ไทยจับมือนานาชาติสกัดสแกมข้ามชาติ ปิดบัญชีมิจฉาชีพ1.5แสนบัญชีจับ21ราย



กรุงเทพฯ-ไทยผนึกกำลังนานาชาติสกัดเครือข่ายสแกมข้ามชาติ เดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ปิดบัญชีมิจฉาชีพกว่า 150,000 บัญชี จับกุมผู้ต้องหาได้ 21 ราย

วันนี้ (14 มีนาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti-Cyber Scam Center: ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและภาคเทคโนโลยีระดับโลก เดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างจริงจัง โดยร่วมกับสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) หน่วยปฏิบัติการศูนย์ปราบปรามการหลอกลวงของกระทรวงยุติธรรม สหรัฐอเมริกา (DOJ Scam Center Strike Force) และ Meta รวมถึงพันธมิตรด้านการบังคับใช้กฎหมายจาก 10 ประเทศทั่วโลก ดำเนินปฏิบัติการ “สัปดาห์ปฏิบัติการสกัดกั้นร่วม” (Joint Disruption Week) ครั้งที่ 2 ณ  กรุงเทพมหานคร  เพื่อสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ข้ามชาติที่ดำเนินการในวงกว้างในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอื่น ๆ

ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ รวมถึงความร่วมมือกับภาคเทคโนโลยีอย่าง LINE ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและสนับสนุนการสืบสวนสอบสวน เพื่อรื้อถอนเครือข่ายอาชญากรรมที่มีการจัดตั้งเป็นขบวนการ และขยายผลสู่การดำเนินคดีอย่างเป็นรูปธรรม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากความร่วมมือดังกล่าว ทำให้สามารถปิดใช้งานบัญชีที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ได้มากกว่า 150,000 บัญชี บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่ได้ยังช่วยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 21 ราย และจากการสืบสวนขยายผลพบว่า หนึ่งในเครือข่ายผู้ต้องหามีการหลอกลวงคนไทยไปทำงานในศูนย์หลอกลวง (Scam Center) ตามแนวชายแดนมากกว่า 300 ราย ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของความร่วมมือในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ที่สามารถลบบัญชี เพจ และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลอกลวงออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์ได้กว่า 59,000 รายการ และนำไปสู่การออกหมายจับ 6 หมาย

“รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจ โดยจะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงภาคเอกชนด้านเทคโนโลยี เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสร้างความปลอดภัยในโลกดิจิทัลให้กับประชาชน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในระยะยาว” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำ

ตำรวจไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการปราบปรามการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในอาเซียน

ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการปราบปรามการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีผลกระทบต่อประเทศไทยทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและการลงทุน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) จึงได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศตคม.ตร.) ประชุมหารือร่วมกับประเทศต่าง ๆ ได้แก่ ญี่ปุ่น, สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย, เกาหลีใต้, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, บราซิล, อินเดีย, สิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ตั้งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในพื้นที่โอร์เสม็ด บริเวณช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ ณ ห้องประชุม 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำหรับในการประชุมในวันนี้ พบว่ามีการใช้พื้นที่ดังกล่าว หลอกลวงไปยังประเทศต่างๆ หลายประเทศ รวมทั้งได้มีการหลอกลวงคนผ่านประเทศไทย และนำพาลักลอบบังคับทำงานในแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งเรื่องดังกล่าวทางผู้แทนจากประเทศบราซิลได้แจ้งเป็นข้อมูลให้ทราบว่า จำนวนคนบราซิลที่ถูกหลอกว่าจะให้มาทำงานในประเทศไทย แต่ถูกลักลอบผ่านช่องธรรมชาติไปบังคับ ทำงานในประเทศกัมพูชาของแก๊งสแกมเมอร์ มีการเพิ่มขึ้นอย่างเป็นนัยยะสำคัญ ซึ่งสถานที่ของแก๊งสแกมเมอร์บริเวณพื้นที่โอร์เสม็ด พบว่ามีห้องควบคุมตัวใช้ในการกักขังผู้คน พบที่เก็บปัสสาวะในห้อง มีเครื่องมือลักษณะคล้ายปืนไฟฟ้า ใช้ในการทรมาน และมีไม้ง่าม แสดงให้เห็นว่าอาจจะมีเหตุการณ์ลักลอบหนี หรือเหตุจลาจล จึงทำให้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือในลักษณะดังกล่าว

ซึ่งในที่ประชุม ประเทศต่าง ๆได้กล่าวขอบคุณและชื่นชมในการที่ไทยเป็นผู้นำในการปราบปรามการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และยินดีที่จะเข้าร่วมทำงานสืบสวนสอบสวนอย่างใกล้ชิด กับทางตำรวจไทย

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในที่ประชุมได้มีการตกลงที่จะเข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านระบบ shield ที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติของประเทศไทยได้พัฒนาขึ้น ซึ่งในการแลกเปลี่ยนจะทำให้ การต่อภาพจิ๊กซอว์ การทำงานของกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตั้งแต่ประเทศต้นทางจนถึงปลายทางเห็นภาพอย่างชัดเจน รวมทั้งเส้นทางเงินของคนร้ายที่ใช้ โดยในขณะนี้ประเทศหลายประเทศในยุโรปมีความสนใจเป็นอย่างมากที่จะมาเข้าร่วมในระบบ shield ดังกล่าว โดย พล.ต.อ.ธัชชัยฯ จะเดินทางไปประชุมร่วมกับประเทศต่างๆ ที่ประเทศเบลเยียมและประเทศออสเตรเลียภายในสัปดาห์หน้า

นอกจากนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้ย้ำถึงเจตนารมณ์อย่างแน่วแน่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการปราบปรามการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้หมดไปถึงแม้ว่าจะอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทางนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นเมืองที่ปลอดภัย ทั้งของคนไทย และนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติ ส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิต การค้าและการลงทุนของประเทศ