POLITICS

โควต้านมปี2569นมโรงเรียนปัญหาเพียบ ทุกฝ่ายคาใจ ทำไปเพื่อ...?



กรุงเทพฯ-ที่ผ่านมาการปรับเกณฑ์การจัดสรรสิทธิจำหน่ายนมโรงเรียนของแต่ละปี มักกลายเป็นประเด็นถกเถียง ลามจนถึงกลายเป็นประเด็นขัดแย้ง ระหว่างผู้กำหนดนโยบาย ผู้ประกอบการ และเครือข่ายเกษตรกร แทบจะทุกปี สำหรับปีการศึกษา 2569 ที่กำลังจะถึงในเดือนพฤษภาคมนี้ ก็ยิ่งกลายเป็นประเด็นร้อนสำหรับอุตสาหกรรมโคนมไทย

เมื่อ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการดำเนินการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2569 มีหลายประเด็นที่ผู้ประกอบการ ภาคเอกชน รวมถึงเกษตรกรคาใจ ไม่ว่าเป็น การจัดสรรโควตา ที่บีบให้ผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ต้องจ้างสหกรณ์หรือรัฐวิสาหกิจผลิตนม UHT ในช่วงปิดเทอม ซึ่งผู้ประกอบการเอกชนมองว่า อาจเกิดการผูกขาด, เงื่อนไขการซื้อน้ำนมดิบ ที่มีการปรับเกณฑ์ลดสิทธิโควตา 50% หากมีการซื้อน้ำนมดิบข้ามเขต, ระยะเวลาการดื่ม ที่กำหนดจัดสรรนมโรงเรียน 260 วัน สำหรับโรงเรียนสังกัด สพฐ. และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) โดยมีเป้าหมายเน้นแก้ปัญหานมค้างสต็อก 7.3 ล้านกล่อง และปรับเกณฑ์ใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์การผลิตจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นหลัก...การกำหนดสัดส่วนให้กลุ่มสหกรณ์และรัฐวิสาหกิจ (อ.ส.ค.) จำหน่ายนม 70% ส่วนผู้ประกอบการเอกชนเหลือโควตา 30%

จนล่าสุดมีการออกแถลงการณ์ ยื่นหนังสือคัดค้านประเด็นดังกล่าว ต่อ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงการยื่นหนังสือทวงความเป็นธรรมต่อ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) นำโดยนายกสมาคมโคนมก้าวหน้า, ตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ, ตัวแทนสมาคมกลุ่มเกษตรกรผู้รวบรวมน้ำนมดิบ, สมาคมผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ และสมาคม SME ผู้รวบรวมน้ำนมดิบและแปรรูป
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบายว่า ประเด็นโควต้านมเอกชน 30% อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเรื่องของนมมีด้วยกันหลายภาคส่วน ทั้งในส่วนของสหกรณ์, อ.ส.ค.,สถาบันเกษตรกร และเอกชน โดยหลักเกณฑ์เป็นไปตามมติ ค.ร.ม. ซึ่งต้องผ่านการประชุมร่วมกันหลายฝ่ายของกรรมการอีกครั้ง ในช่วงปลายเดือนนี้ จึงจะได้ข้อสรุป ส่วนตัวไม่สามารถแสดงความคิดเห็นชี้นำได้

ส่วนตลาดนมโรงเรียนที่ผ่านมา มีการกระจายโควต้าไปตลอดห่วงโซ่การผลิต เฉลี่ยไปตามสัดส่วนการรับซื้อนมจากเกษตรกร ทั้งเกษตรกร, สหกรณ์, ศูนย์รวบรวมน้ำนม, อ.ส.ค. รวมถึงภาคเอกชน โดยมีตัวตั้งต้นที่รับซื้อนมจากเกษตรกร ถึงจะมีส่วนในการได้รับ   โควต้า ไม่ใช่อยู่ๆ ได้โควต้าเลย ขณะที่งบประมาณนมโรงเรียนก็อยู่ที่กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้อยู่ที่กระทรวงเกษตรฯ โดยกระทรวงฯ เป็นแค่กรรมการที่เกลี่ยนมโรงเรียนไปยังจุดต่างๆ เท่านั้น

สำหรับสาเหตุที่เราต้องนำเข้านมผงจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ที่เป็นข้อกังวลอาจทำลายห่วงโซ่การตลาดของอุตสาหกรรมนมไทย ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันหรือเหตุผลทางธุรกิจอื่น แต่มาจากมติตามข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือเป็นไปตามข้อตามลงการค้าเสรีหรือ FTA ที่รัฐบาลทำร่วมกัน ส่วนในเรื่องของราคาประเทศใดจะต่ำหรือสูงกว่า ก็ขึ้นอยู่กับต้นทุนของแต่ละประเทศ และความเหมาะสมในการผลิต ที่ทำให้ได้ต้นทุนการผลิตประเทศใดต่ำกว่าหรือสูงกว่า แต่สำหรับประเทศไทย แม้อาจมีต้นทุนสูงกว่า แต่ทุกฝ่ายก็สมควรดูแลเกษตรกรไทยก่อน แล้วค่อยคิดถึงการนำเข้า  

นายนที โดดสูงเนิน นายกสมาคมโคนมก้าวหน้า ในฐานะตัวแทนภาคีเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย กล่าวว่า การปรับเกณฑ์จัดสรรสิทธิจำหน่ายในส่วนของผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมภาคเอกชนไม่เกิน 30% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมนมไทย ตั้งแต่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ และโรงงานแปรรูปนม กลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการเอกชน จึงมีมติร่วมกันคัดค้านร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าว ที่สร้างความไม่เป็นธรรม และทำลายอาชีพเกษตรกร การจัดสรรโควตาเช่นนี้ ถือเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำ จงใจทำลายกลไกกาสรค้าเสรี และสร้างระบบผูกขาดขึ้นในอุตสาหกรรมนมไทยหรือไม่

สำหรับข้อเสนอแนะเพื่อทางออกที่ยั่งยืน ภาคีเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการฯ ปรับปรุงหลักเกณฑ์โดยยึดหลัก "นมทุกลิตรต้องมีสิทธิเท่าเทียมกัน" นมทุกลิตรที่มาจากแม่โคนมของเกษตรกรไทย ต้องสามารถเข้าถึงโครงการนมโรงเรียนได้ โดยไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น หรือใช้ระบบโควต้าแบบพวกพ้อง แต่ให้พิจารณาว่าผู้ประกอบการรายใด ซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทยมาก ก็สามารถได้รับการจัดสรรสิทธิมาก เพื่อให้เกษตรกรทุกภาคส่วนสามารถจำหน่ายน้ำนมดิบได้ ตามวัตถุประสงค์หลักของโครงการอย่างแท้จริง

ทั้งนี้หากข้อเรียกร้องตามแถลงการณ์นี้ ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเป็นรูปธรรม ภาคีเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย พร้อมด้วยพี่น้องผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ มีความจำเป็นต้องยกระดับความเคลื่อนไหว และดำเนินมาตรการกดดันขั้นสูงสุดในทุกมิติต่อไป จนกว่าความยุติธรรม และการจัดสรรสิทธิที่เป็นธรรมจะเกิดขึ้นจริงต่อเกษตรกรโคนมไทยทุกคน

นายวสันต์  จีนหลง นายกสมาคมผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ กล่าวเสริมในมุมของผู้ประกอบการว่า โดยปกติโรงงานจะรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรกลุ่มแรกคือ กลุ่มเอกชนรับซื้อวันละ 769 ตัน อีกส่วนคือกลุ่มสหกรณ์รับซื้อวันละ 600 ตัน และ อ.ส.ค.รับซื้อวันละ 300 ตัน ฉะนั้นถ้าโควต้าที่ได้เหลือ 30% ตามร่างหลักเกณฑ์ปี 2569 น้ำนมดิบที่เหลือก็มีเกือบ 500 ตันต่อวัน ผู้รวบรวมน้ำนมดิบก็จะล้มหายตายจาก ไม่รับซื้อนมจากเกษตรกร เกษตรกรขายนมไม่ได้ ก็ต้องปิดฟาร์ม สุดท้ายก็เกิดปัญหาการเทนมทิ้ง

“วันนี้ถ้าแบ่งปันกันเฉลี่ยโควต้ากันอย่างเป็นธรรม น้ำนมส่วนที่เหลือก็ไปทำนมพาณิชย์ เกษตรกรก็ได้รับผลกระทบน้อยหรือไม่ได้รับผลกระทบเลย แต่ถ้าวันนี้คนกลุ่มหนึ่งได้โควต้า 70% ในราคารับซื้อเท่ากัน ในมาตรฐานต่างๆ เดียวกัน ขณะที่อีกกลุ่มได้แค่ 30% ความเหลื่อมล้ำนี้จะก่อให้เกิดอะไร เกษตรกรกลุ่มที่ได้โควต้าน้อยใช่ชนชั้น 2 หรือไม่และไม่ควรส้รางความแตกแยกของเกษตรผู้เลี้ยงโคนม จะต้องให้ผู้ประกอบการเข้าถึงงบประมาณ อย่างเท่าเทียมทั่วถึงกัน ฉะนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต้องไม่ให้โรงงาน หรือผู้ประกอบการเกิดความเหลื่อมล้ำแบบนี้” 

นายธนเสฏฐ์ ชนะไกรสิทธิ์ นายกสมาคมกลุ่มเกษตรกรผู้รวบรวมน้ำนมดิบ กล่าวถึงมุมมองในภาคเกษตรว่า ปัจจุบันราคาน้ำนมดิบตามประกาศของคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม หรือมิลค์บอร์ดอยู่ที่ 21 บาท บวกลบตามคุณภาพที่โรงงานรับซื้อ ขณะที่โครงการนมโรงเรียนใช้น้ำนมดิบกว่า 900 ตัน ในการผลิต คิดเป็นกว่า 30% ของการผลิตน้ำนมทั้งหมด แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มติของคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะประเด็นการให้โควต้าสหกรณ์หรือรัฐวิสาหกิจเพิ่มจาก 50-50 เป็น 58-42 แค่ในช่วง 2-3 ปี ก่อให้เกิดภาวะน้ำนมล้นตลาดสะสมมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันกลายเป็น 70-30 คงไม่ต้องบอกอะไรจะเกิดขึ้นตามมา

“ทางที่ดีที่สุด ใครซื้อนมจากเกษตรกรมาก  ก็น่าจะได้โควต้ามาก ใครซื้อนมจากเกษตรกรน้อย ก็สมควรได้โควต้าน้อย ก็จะไม่เกิดปัญหานมล้นตลาด เกิดประเด็นขัดแย้งในสังคมรวมถึงอุตสาหกรรมนม การนำนมไปให้กลุ่มสหกรณ์เยอะกว่า ความจริงอาจเกิดปัญหา เพราะไม่ใช่ทุกสหกรณ์จะมีประสบการณ์ในเรื่องบริหารจัดการ ขณะที่สหกรณ์ที่มีโรงงานนมแค่ 20 กว่าสหกรณ์ ซ้ำยังขาดความพร้อมในอีกหลายด้าน แต่โรงงานที่เข้าร่วมโครงการนมโรงเรียนมีกว่า 60 โรงงาน ขณะที่ตัว อ.ส.ค.เอง ก็มีปัญหาในหลายเรื่อง ทั้งที่มีศักยภาพมากมายในอุตสาหกรรมนม รวมถึงทำเลที่ตั้งที่เป็นจุดเด่น สามารถเพิ่มมูลค่าให้องค์กรได้หลายทาง แต่กลับขาดทุนนับพันล้าน คิดกันเองว่าเพราะเรื่องอะไร ใช่เรื่องของการเมืองหรือไม่”

นายกสมาคมกลุ่มเกษตรกรผู้รวบรวมน้ำนมดิบ กล่าวต่อไปว่า ตัวเกษตรกรมุ่งหวังแค่เขาสามารถขายน้ำนมเข้าศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ ขณะที่ศูนย์นมขายให้ผู้ประกอบการทั้งกลุ่มสหกรณ์ นมโรงเรียน และเอกชน แต่พอระบบถูกปิดหรือจำกัด ผู้ประกอบการที่เคยซื้อนม นับจากปี 2567 มีอันต้องปิดตัวไปกว่า 10 โรงงาน จากการแบ่งสรรปันส่วนแบบไม่เป็นธรรม สุดท้ายอุตสาหกรรมโคนมไปไม่ได้ เกษตรกรก็ต้องเอาแม่วัวไปทำวัวเนื้อ ก็จะกระทบต่ออุตสาหกรรมวัวเนื้อที่กำลังระส่ำระสายอยู่ ณ ขณะนี้ ทางออกคือ ใครซื้อนมเกษตรกรมากก็ต้องได้โควต้ามาก น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ส่วนราชการน่าจะมองถึงความโปร่งใสในการทำงาน ให้ทุกฝ่ายอยู่ได้ เพราะเกษตรกรไม่ใช่หมายความถึงแค่สหกรณ์เท่านั้น