IN NEWS

รัฐฯเร่งบริหารจัดการพลังงานเล็งจัดทำ Dashboardดูน้ำมันทั้งระบบห้ามกักตุน



กรุงเทพฯ-รัฐบาลเร่งบริหารจัดการพลังงาน เล็งจัดทำ Dashboard ติดตามน้ำมันทั้งระบบ ย้ำกระจายทั่วถึง ห้ามกักตุน ด้านผู้ประกอบการน้ำมันได้ผนึกกำลังเพิ่มการผลิต เตรียมพร้อมรองรับความต้องการช่วงสงกรานต์อย่างเพียงพอ

วันนี้ (วันพุธที่ 25 มีนาคม 2569) เวลา 16.30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เป็นประธานการประชุมหารือติดตามสถานการณ์ด้านพลังงาน โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง บริษัทผู้ค้าน้ำมันรายสำคัญของประเทศ อาทิ บริษัท ปตท. พีทีจี เอ็นเนอร์ยี ซัสโก้ เชลล์ และบางจาก เป็นต้น รวมทั้งกลุ่มบริษัทโรงกลั่นน้ำมัน และผู้ประกอบการภาคขนส่ง เข้าร่วมประชุมด้วย

รองนายกรัฐมนตรีพิพัฒน์ฯ กล่าวเปิดการประชุมว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการติดตามความคืบหน้าการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศอย่างต่อเนื่องจากการประชุมก่อนหน้า โดยมอบหมายให้กระทรวงพลังงานจัดทำระบบ Dashboard เพื่อติดตามปริมาณน้ำมันในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการภาคเอกชนรายงานข้อมูลจริงในแต่ละช่วง ตั้งแต่กำลังการผลิตของโรงกลั่น ปริมาณสำรอง การกระจายสู่ผู้ค้าน้ำมัน และสถานีบริการ เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน

นอกจากนี้ แม้ว่าสถานการณ์การขนส่งน้ำมันจะเริ่มคลี่คลาย ภายหลังอิหร่านอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันดิบของไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ แต่จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ประกอบกับการเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มีการเดินทางจำนวนมาก ที่ประชุมจึงเห็นความจำเป็นในการกำหนดมาตรการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงล่วงหน้า เพื่อสร้างความมั่นใจว่าระบบกระจายพลังงานสามารถรองรับความต้องการได้อย่างเพียงพอ

โอกาสนี้ กระทรวงพลังงานรายงานภาพรวมโครงสร้างการจัดหาน้ำมันดิบของประเทศ โดยนำเข้าจากตะวันออกกลางร้อยละ 53 ตะวันออกไกลร้อยละ 11 แหล่งอื่น ๆ ร้อยละ 27 และภายในประเทศร้อยละ 9 ขณะที่กำลังการผลิตจากโรงกลั่นอยู่ที่ดีเซลประมาณ 65 ล้านลิตรต่อวัน และเบนซิน 35 ล้านลิตรต่อวัน รวมถึงรายงานเส้นทางการส่งออกและกระจายสู่ผู้ค้าน้ำมันและภาคอุตสาหกรรม

ในด้านอุปสงค์ พบว่าความต้องการใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเดือนมีนาคม เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม โดยกระทรวงพลังงานได้เตรียมเพิ่มอุปทานดีเซลหมุนเร็วผ่านมาตรการผ่อนคลายการสำรอง

ขณะเดียวกัน ได้มีการพัฒนาแอปพลิเคชัน Fuel-Now เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศแบบเรียลไทม์ โดยกำหนดให้สถานีบริการต้องไม่ปฏิเสธการจำหน่ายแก่กลุ่มจำเป็น เช่น รถพยาบาล หน่วยงานรัฐ และภาคเกษตร

ด้านผู้ประกอบการน้ำมันรายใหญ่ได้รายงานภาพรวมเส้นทางการผลิตและกระจายน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกลุ่ม ปตท. บางจาก พีที รายงานว่าได้เดินเครื่องผลิตน้ำมันดีเซลเต็มกำลังและกระจายไปยังผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และผู้ค้ารายย่อย (jobber) อย่างทั่วถึงและเพิ่มมากขึ้น โดยยืนยันไม่มีการกักตุน ขณะที่เชลล์ได้เสริมการนำเข้าน้ำมันจากสิงคโปร์ เพื่อสนับสนุนปริมาณในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น

สำหรับมาตรการรองรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ ผู้ประกอบการได้เตรียมเพิ่มปริมาณน้ำมันเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนจัดสรรน้ำมันเพิ่มขึ้นภายใต้มาตรการผ่อนผันสำรอง เพิ่มปริมาณสต็อกตามสถานีบริการ โดยเฉพาะเส้นทางขาออกช่วงต้นเดือนเมษายน และขาเข้าช่วงก่อนวันสงกรานต์ พร้อมเพิ่มเที่ยววิ่งขนส่ง จัดเตรียมรถ Mobile Tank และขยายเวลาการทำงานของคลังน้ำมัน เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการใช้พลังงานของประชาชนได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่องตลอดช่วงเทศกาล

ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ ยังได้ขอความร่วมมือจากทุกบริษัทในการส่งข้อมูลให้กรมธุรกิจพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ติดตามการกระจายน้ำมันจากต้นทางถึงปลายทางอย่างใกล้ชิด และสร้างความโปร่งใสในการบริหารจัดการ

รองนายกรัฐมนตรีพิพัฒน์ฯ กล่าวเน้นย้ำว่า การดำเนินการทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันเชื้อเพลิงมีเพียงพอและกระจายอย่างทั่วถึง โดยคาดว่าสถานการณ์จะทยอยคลี่คลายและเข้าสู่ภาวะปกติภายในระยะเวลาอันใกล้

ในระยะต่อไป ภาครัฐจะพิจารณาเพิ่มเติมมาตรการทั้งด้านการผลิต ภาษี และโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดต่อการลดผลกระทบต่อประชาชน และเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศในการบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ช่วงท้าย รองนายกรัฐมนตรีพิพัฒน์ฯ ได้กล่าวขอบคุณผู้ประกอบการโรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมัน และทุกภาคส่วน ที่ให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ พร้อมขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องต่อไป