GLOBAL C
สู่ทศวรรษที่6 'ไทย-จีน'กับการหลอมรวม ในมิติใหม่กับคำว่า '中泰一家亲'
เป็นธรรมเนียมถือปฏิบัติมาทุกปีของสมาคมสื่อมวลชนไทย-จีนกับการประชุมใหญ่ประจำปีและในปี2569 เมื่อเย็นวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2569 ห้องแกรนด์ พาโนรามา โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ ก็เช่นกัน นอกจากจะมีการประชุมใหญ่สมาคมฯและร่วมขุนพลคนข่าวพบปะพูดคุยแล้ว ยังมีการเพิ่มสาระเปิดวิสัยทัศน์ อัปเดตสถานการณ์ความสัมพันธ์ไทย-จีนในทุกมิติ ปีนี้ก็ไม่น้อยหน้าปีก่อนๆ ด้วยประเด็นที่น่าสนใจ
“สู่ทศวรรษที่ 6 ความสัมพันธ์ไทย-จีน กับความท้าทายระเบียบโลกใหม่”

เพื่อให้สมาชิกและสาธารณชนได้รับฟังมุมมองหลากหลายด้านจากผู้รู้ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจอันจะเป็นประโยชน์ต่อการประกอบวิชาชีพและธุรกิจต่อไปในอนาคต
วิทยากรผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายวิบูลย์ คูสกุล อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน พล.อ.สุรสิทธิ์ ถนัดทาง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน นายสรสินธุ ไตรจักรภพ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน โดยมีนายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ นายกสมาคมฯและดร.วิริยะ ลิขิตวงศ์ อุปนายกสมาคมฯ ทำหน้าที่ดำเนินรายการ
อดีตทูตวิบูลย์ ได้ย้อนดูความสัมพันธ์ไทย-จีนในช่วง5ทศวรรษที่ผ่านมาว่า โดยหยิบยกคำกล่าวของขงจื้อว่า “ เมื่ออายุ 40ปีจงไร้ข้อกังขาในชีวิต เมื่ออายุ 50 ปี ล่วงรู้ลิขิตของสวรรค์ ” ดังนั้นจึงอย่ามาถกกันหรือสงสัยว่าจะคบจีนหรือไม่คบจีน เพราะยังไงก็ต้องคบกัน

ทั้งนี้หากเอามูลค่าการค้ามาดู 50 ปีที่ผ่านมา จาก 65 ล้านเหรียญสหรัฐฯเมื่อกว่า 40 ปีก่อน มาถึงขณะนี้จีนคือคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย มูลค่าการค้ารวม 130,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีผลประโยชน์ที่เกื้อกูลกันอย่างมาก เกิด Highly Trade Dependent Economy หรือระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศสูง สะท้อนว่าไทยต้องพึ่งพาจีนอย่างมาก ไทยเสียเปรียบดุลการค้าจีนประมาณ 68,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวจีน เพราะ16% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติคือชาวจีน ถามว่าดีหรือไม่ดี ด้านหนึ่งมีรายได้เข้าประเทศมาก แต่อีกด้านเมื่อเกิดเหตุวิกฤติเช่นกรณีโรคระบาดโควิด-19 นักท่องเที่ยวจะหยุดชะงักทันที
แต่สิ่งหนึ่งที่เพิ่มความซับซ้อนมากขึ้นในช่วง 50 ปีของความสัมพันธ์ไทย-จีน คือในขณะเดียวกันไทยก็ค้าขายกับสหรัฐอเมริกา มูลค่าการค้ารวมปีล่าสุดคือ 110,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ 91,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้เปรียบดุลการค้า 71,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังนั้นการขาดดุลการค้าจีนจึงชดเชยกับฝั่งอเมริกาได้ อย่างไรก็ตามเมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ เห็นว่าไทยได้เปรียบการค้ามากจึงโดนเรื่องภาษีการค้าเมื่อก่อนหน้านี้ และเมื่อศาลสูงของสหรัฐฯตัดสินว่าขัดรัฐธรรมนูญ ก็จะเปลี่ยนมาใช้ม.301 มาบีบไทย โดยไทยเป็น 1 ใน 6 ประเทศที่จะถูกเล่นงาน
50 ปีที่ผ่านมาจึงให้ข้อสรุปว่าเราไม่ต้องกังขา จำเป็นต้องคบค้าทั้งจีนและสหรัฐอเมริกา ขึ้นอยู่กับว่าภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ เราจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศอย่างไร
อีกประเด็นหนึ่งที่เชื่อว่ามีผลต่อการขยายตัวด้านการค้าไทย-จีนคือการเผยแพร่ด้าน “ซอฟท์เพาเวอร์”ของไทยตั้งแต่ปีที่ 37 ของความสัมพันธ์ด้านการทูต โดยสมัยที่ตนยังเป็นทูตได้เผยแพร่ข้อมูลผ่าน Weibo ซึ่งเป็นโซเชียลมีเดียของจีน อาทิ เรื่องอาหาร ผลไม้ไทยอย่างทุเรียน แหล่งท่องเที่ยว ความใกล้ชิดเรื่องภาษาไทย-จีนที่มาจากรากเหง้าเดียวกัน ทำให้จีนรู้จักไทยมากขึ้นและเชื่อว่าซอฟท์เพาเวอร์ที่เริ่มต้นตอนนั้นได้ส่งผลเชิงบวกมาจนถึงปัจจุบัน

นายวิบูลย์กล่าวในช่วงหนึ่งว่า สมัยที่ เติ้ง เสี่ยวผิง อดีตผู้นำจีนมาเยือนไทยในปี 1978 ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี มีผู้เล่าว่า จีนได้ใช้ไทยเป็นตัวอย่างในการเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ว่าถ้าจีนเปิดประเทศก็จะเป็นอย่างไทย ถ้าปิดประเทศก็จะเป็นอย่างประเทศเพื่อนบ้าน สุดท้ายจีนเลือกเปิดประเทศอย่างไทย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก
ในด้านของผู้ประกอบการค้า นายสรสินธุ กล่าวว่าหอการค้าไทย-จีน ก่อตั้งมาแล้วเกือบ 120 ปี ดังนั้นคงไม่ใช่แค่ 50 ปีหรือ 60ปีอย่างที่เรากำลังพูดกัน เพราะรุ่นคุณปู่ผมเข้ามาอยู่ไทยมากกว่า 130ปี ตัวเองเป็นรุ่นที่ 3 ซึ่งเกิดในไทยคลุกคลีอยู่ในสังคมไทย-จีน
คุณพ่อของตนกล่าวถึงคนจีนรุ่นใหม่ที่เรียก “ซินตึ่งเหล่าโฮ่ว” ถ้าแปลตรงๆ คนจีนรุ่นใหม่ที่คล้ายเสือหิว แต่รุ่นคุณพ่อก็อาจจะคล้ายกัน เพราะสมัยก่อนคนจีนหนีความยากจนมาไทย เห็นความอุดมสมบูรณ์และโอกาสทำมาหากินจึงขยันเป็นพิเศษ อยู่ไปนานๆก็ถูกความอุดมสมบูรณ์ของไทยครอบงำจนกลายเป็นความสบาย แต่คนจีนรุ่นใหม่มาการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ยิ่งรุ่นหลังๆทำทุกรูปแบบจนคนไทยเริ่มบ่น เพราะบุกทุกด้านทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรมมีผลให้คนไทยที่เคยอยู่สบายๆไปไม่รอด อันนี้อาจเป็นเพราะจีนมีประชากรมากกว่าไทยหลายเท่า เขามีความได้เปรียบเหนือไทยหลายด้าน

“ความอุดมสมบูรณ์ในประเทศอาจจะทำให้คนไทยไม่ขยันเท่าที่ควร ขณะที่คนจีนมีภัยธรรมชาติบ่อยครั้งทั้งแผ่นดินไหว น้ำท่วม อากาศหนาวเกินไป ร้อนเกินไป ซึ่งทำให้เขากระตือรือร้นมากกว่าเรา”
นายสรสินธุ ตั้งข้อสังเกตุด้วยว่าตอนนี้จีนอาจจะหยุดการเป็นโรงงานของโลก ที่เคยผลิตได้มากกว่า ต้นทุนต่ำกว่า มีรัฐบาลอุดหนุนอยู่เบื้องหลัง เพราะสินค้าบางอย่างผลิตมากจนเกินความต้องการ เช่น รถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV ในจีนมีแนวโน้มจะเจ๊งอีกหลายบริษัท
ในด้านความมั่นคงพล.อ.สุรสิทธิ์ กล่าวว่า พัฒนาการทางการทูตช่วง 50 ปีมานี้ไทยเป็นประเทศแรกๆของอาเซียนที่รับรองประเทศคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะด้านความสัมพันธ์ทางทหารไทยก็อยู่ในกลุ่มแรกที่ได้เชื่อมสัมพันธ์กับจีน ความสัมพันธ์ทางการทูตและการทหารของไทยทำให้ไทยพ้นจากการรุกรานของเวียดนามในอดีต และทำให้ไทยไม่เพียงพึ่งพิงเทคโนโลยีและวิทยาการทางทหารจากฝั่งตะวันตกด้านเดียว สามารถพัฒนาตนเองด้วยวิถีตะวันออก
“วิถีตะวันออกคือเราไม่ทำสงครามทำลายล้าง แต่เราจะอยู่แบบเป็นเพื่อนกันได้อย่างไร แข่งขันกันทำความมั่นคงร่วมกันได้อย่างไร”
ช่วงที่เกิดสงครามตะวันออกกลาง สหรัฐฯร่วมกับอิสราเอลรบกับอิหร่าน เราจะเห็นจีน “นิ่งแต่ไม่เงียบ” การเดินหมากด้านพลังงานมีทั้งเกมสั้น เกมกลาง และความสามารถทางยุทธศาสตร์ของจีนที่มีทางเลือกหลายทางต่อปัญหาพลังงานที่เกิดขึ้น จะไม่เป็นตัวประกันให้กับอิหร่านและมีพลังในการต่อรอง
50ปีของพัฒนาการในด้านความมั่นคงไทย-จีน มีความสำคัญมากต่อไทยเพราะทำให้มีจุดยืนที่เข้มแข็งโดยเฉพาะด้านการทหาร
“หากวันหนึ่งสหรัฐฯจะมาบีบไทยให้เลือกข้าง เราย่อมมีจุดยืนในการเจรจาที่จะหลีกเลี่ยงการแทรกแซงทางการเมืองที่จะเลือกข้างโดยเด็ดขาด” พล.อ.สุรสิทธิ์กล่าว
อดีตทูตวิบูลย์กล่าวเสริมว่า เราได้เห็นสิ่งที่เป็น “ตำราพิชัยสงคราม” ที่กำลังแสดงให้เห็นโดยจีน ความสงบสยบความเคลื่อนไหว สิ่งที่จีนทำอยู่ตอนนี้เป็นไปตามตรรกทั้งหมด เช่น จีนไม่ได้สนับสนุนอิหร่านแต่90%ของน้ำมันอิหร่านนั้นส่งไปจีน แต่ของจีนที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแค่ 13% จีนก็เล่นเป็นโดยเตือนอิหร่านว่าอย่าไปถล่มประเทศแถวอ่าวซึ่งเป็นพันธมิตรของจีน ประเด็นที่โดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่าจะเลื่อนไปจีน ฝ่ายจีนก็นั่งตีขิมโดยไม่ตอบโต้ให้อเมริกาเสียหน้า เพราะจะได้ดูพัฒนาการว่าผู้นำของอเมริกาจะไปต่ออย่างไรแล้วตนเองค่อยกำหนดท่าที
มุมมองผู้รู้ทั้ง3 คนย่อมสะท้านให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในทุกมิติระหว่างไทยและจีน ด้วยเชื้อสายสัมพันธ์ การทูต การเศรษฐกิจและความมั่นคง ค่อยๆหลอมรวมความเข้าใจ สู่ความเชื่อใจและมั่นใจมาตลอด 50ปี จนถึงปัจจุบัน คนไทยและจีนจึงกล้าที่จะใช้คำต้อนรับและทักทายกันอย่างลึกซึ้ง “จีน ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน" (中泰一家亲)”

