POLITICS

คนจีนรุกหนักปราจีนฯล่าสุดเปิดแบงค์จีน ยึดนิคมอุตฯ304/หลังได้นั่งกุนซืออบจ.



ปราจีนบุรี-ข่าว-ฮือฮา!...กระแสจีนกำลังดังล่าสุดเปิดธนาคารจีนแห่งแรกย่านใจกลางนิคมอุตสาหกรรม304 ก่อนหน้ามีข่าวดังนายกอบจ.ปราจีนบุรี แต่งตั้งที่ปรึกษาชาวจีน

เมื่อเวลา 21.30 น. วันที่31มีนาคม2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี พบเพจโดยผู้ใช้Teerayut Sitpupanโพสต์ภาพ-คลิปการเปิดบริการของธนาคารจีนวันนี้ (31มี.ค.)วันแรกพร้อมเขียนข้อความระบุว่า ... วันอังคารที่ 31 มีนาคม 69 บันทึกไว้ในความทรงจำธนาคารจีนแห่งแรกของมณฑลปราจีนบุรีให้ความสนใจ เผยแพร่การการเปิดทำการของธนาคารจีนแห่งแรกในย่านนิคมอุตสาหกรรม304 ต.ท่าตูม อ. ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี...

สอบถามจากน.ส.จุฑามาศ  บัวเผื่อน นอภ.ศรีมหาโพธิ เปิดเผยว่า ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) จำกัด (มหาชน) (ICBC Thai) เปิดสาขาใหม่ "สาขาปราจีนบุรี" อย่างเป็นทางการ โดยตั้งอยู่บริเวณใกล้กับโลตัส ศรีมหาโพธิ เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป  เพื่อให้บริการด้านการเงินที่ครบวงจรแก่ลูกค้าในพื้นที่และใกล้เคียง  ให้บริการด้านการเงินแก่ลูกค้าบุคคลและธุรกิจ เน้นการบริการระหว่างประเทศและสนับสนุนการค้าการลงทุน   สาขาแห่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสาขาที่ตั้งอยู่ใกล้พื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าและผู้ประกอบการในพื้นที่   มีสาขาใกล้เคียงกับ จ.ปราจีนบุรี   อาทิ   ICBC (Thai) สาขาศรีราชา (ชลบุรี) ICBC (Thai) สาขาอมตะซิตี้ ระยอง (ชลบุรี) 

ผู้สื่อข่าวรายงาน พื้นที่ ของ จังหวัดปราจีนบุรี มีนิคมอุตสาหกรรมและสวนอุตสาหกรรมหลักที่สำคัญได้แก่ นิคมอุตสาหกรรม 304 ตั้งอยู่ในอำเภอศรีมหาโพธิ เป็นหนึ่งในนิคมฯ ขนาดใหญ่ที่เน้นอุตสาหกรรมหลากหลายนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ตั้งอยู่บริเวณอำเภอศรีมหาโพธิ เน้นอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค ตั้งอยู่ในอำเภอกบินทร์บุรีสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ (กบินทร์บุรี) ตั้งอยู่ในอำเภอกบินทร์บุรีเขตประกอบการอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี / ปราจีนอินดัสเตรียลปาร์ค นิคมอุตสาหกรรมบ่อทอง 33 พื้นที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมในอำเภอกบินทร์บุรี นิคมฯ ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในอำเภอศรีมหาโพธิและอำเภอกบินทร์บุรี ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมโยงอุตสาหกรรมจากภาคกลางและภาคตะวันออก เจ้าของผู้ประกอบการผู้ลงทุนส่วนใหญ่เป็นชาวจีน

และ รายงานต่อไป   ก่อนหน้านี้กรณี “รองอุ๊” หรือ นายกฤษฎิ์ กษมพันธุ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปราจีนบุรี ได้ทำการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาพิเศษด้านการพาณิชย์ การส่งเสริมการลงทุนองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.) นายจู เจิ้นเฉิง หรือ เจสัน ให้เข้ามาเป็นที่ปรึกษาพิเศษ จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากนั้น  จนชาวจีน แจ้งความให้ดำเนินคดีกับเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊ก  ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณากล่าวหาว่าเป็นจีนเทา ขณะทาง เจ้าของเพจดัง ได้ยื่นคำร้องถึงนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.) เพื่อตรวจสอบกรณีที่นายก อบจ.ปราจีนบุรีทำการแต่งตั้งที่ปรึกษาพิเศษชาวจีน นั้น

ล่าสุด    เพจคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ภาคตะวันออก   โพสต์ภาพกราฟิคข้อความระบุว่า  ....แถลงการณ์ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคตะวันออก  ...หยุดใช้อำนาจรัฐและกระบวนการทางกฎหมายปิดกั้นการตรวจสอบกรณี "ทุนจีน" ในจังหวัดปราจีนบุรี

พร้อมข้อความระบุ   ว่า  ...  จากกรณีการแต่งตั้งนักธุรกิจชาวจีนดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษด้านการพาณิชย์และการส่งเสริมการลงทุน โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปราจีนบุรี จนนำมาสู่การแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนผู้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างสุจริตนั้น  กป.อพช. ภาคตะวันออก ในฐานะเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ติดตามประเด็นความเป็นธรรมทางสังคมและผลกระทบจากทุนข้ามชาติในภาคตะวันออก มีข้อห่วงกังวลและข้อเสนอแนะต่อปัญหาดังกล่าว ดังนี้ 

1. ปัญหาการแทรกซึมของทุนผ่านกลไกอำนาจรัฐ     ความน่ากังวลในการ "เปิดช่อง" ให้กลุ่มทุนข้ามชาติ (ในที่นี้คือทุนจีน) เข้ามามีบทบาทโดยตรงในกลไกการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ แม้จะถูกอ้างว่าเป็นงานเพื่อ "ช่วยเกษตรกร" แต่การเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนกลุ่มธุรกิจเข้ามานั่งในตำแหน่งที่ปรึกษาทางการของหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามเรื่อง "ผลประโยชน์ทับซ้อน" และความได้เปรียบเสียเปรียบในการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกด้านผังเมือง งบประมาณ และทิศทางการพัฒนาจังหวัดที่อาจเอื้อต่อกลุ่มทุนมากกว่าประโยชน์สาธารณะในระยะยาว  2. การใช้กฎหมายปิดปาก ต่อการตรวจสอบของภาคประชาชน    การที่ที่ปรึกษาที่ได้รับการแต่งตั้งฯ เข้าแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาทกับประชาชนที่ตั้งคำถามเรื่อง "ทุนเทา" ถือเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุและเป็นการใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมในสังคมประชาธิปไตย ประชาชนย่อมมีสิทธิอันชอบธรรมในการกังขาและตรวจสอบความโปร่งใสของผู้ที่จะเข้ามาบริหารทรัพยากรของท้องถิ่น การตอบโต้ด้วยการดำเนินคดีอาญาแทนการชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส มีแต่จะสร้างความหวาดกลัวและทำลายศรัทธาต่อการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น

ข้อเรียกร้องจาก กป.อพช. ภาคตะวันออก มีดังนี้    1.ขอให้ทบทวนและยุติการดำเนินคดีคดีอาญา: นายก อบจ. ปราจีนบุรี และที่ปรึกษาที่ได้รับการแต่งตั้ง ควรแสดงถึงการมีธรรมาภิบาลในการบริการราชการที่ดี ด้วยการถอนแจ้งความต่อประชาชน และเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจในการทำงาน   2.ทบทวนระเบียบการแต่งตั้งที่ปรึกษา: กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องวางกรอบมาตรฐานที่ชัดเจนในการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองหรือที่ปรึกษา โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เพื่อป้องกันปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ทับซ้อน    3.สร้างกลไกแก้ปัญหาเกษตรกรที่ยั่งยืน: รัฐต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการตลาดที่เกษตรกรเป็นเจ้าของเอง มากกว่าการพึ่งพาตัวกลางที่เป็นกลุ่มทุนข้ามชาติเพียงอย่างเดียว  กป.อพช. ภาคตะวันออก ขอยืนยันว่า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียม ความโปร่งใส และการเคารพต่อสิทธิในการตรวจสอบของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ  ด้วยความเคารพในสิทธิของประชาชน  คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ภาคตะวันออก  30 มีนาคม 2569   ชื่อเครือข่ายร่วมแถลงการณ์    เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง   สหกรณ์เกษตรอินทรัย์ปราจีนบุรีจำกัดสมาคมประมงพื้นบ้านจังหวัดชลบุรี  สมาคมสภาองค์กรชุมชนจังหวัดชลบุรี  EEC Watch (กลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก)   ชมรมรักษ์เขาไม้แก้ว   อีสต์ ฟอรั่ม    เครือข่าย 304 กินได้   สมาคมพลเมืองนครนายกเครือข่ายนักสร้างสรรค์ 'ติสตะวันออก …'

ด้านนายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผวจ.ปราจีนบุรี ให้สัมภาษณ์ว่า “จากกรณีที่กลุ่มภาคพลเมืองคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ภาคตะวันออก  ออกมาเคลื่อนไหวแสดงความไม่เห็นด้วย เกี่ยวกับการแต่งตั้งที่ปรึกษาพิเศษของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปราจีนบุรี นั้น     ได้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินการตามกฎหมายหากอยู่ในอำนาจหน้าที่ ตนได้รับทราบเรื่องการเคลื่อนไหวของกลุ่มองค์กรต่างๆ ผ่านทางสื่อมวลชนแล้ว ซึ่งถือเป็นสิทธิของแต่ละกลุ่มที่จะมีการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป

ทั้งนี้ ทางด้านนายก อบจ. ปราจีนบุรี ได้มีการชี้แจงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ไปแล้วว่า ในฐานะผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการแต่งตั้งที่ปรึกษา เพื่อเข้ามาช่วยบริหารงานและทำประโยชน์ให้กับ อบจ. และประชาชนในท้องถิ่น   "เบื้องต้นยังไม่พบว่ามีการแจ้งความหรือกล่าวหาดำเนินคดีทางอาญาว่าการกระทำของนายก อบจ. มีความผิดตามประมวลกฎหมายใด เป็นเพียงมุมมองที่แตกต่างกันของแต่ละองค์กร ตราบใดที่การกระทำของผู้บริหารท้องถิ่นไม่ได้เข้าข่ายก่อให้เกิดความเสียหาย หรือความไม่สงบเรียบร้อย ก็สามารถกระทำได้เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน"

และกล่าวต่อว่า ขณะนี้ตนกำลังเฝ้าดูและรับฟังข้อมูลรอบด้านว่าสถานการณ์จะดำเนินต่อไปในทิศทางใด อย่างไรก็ตาม หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเรื่องที่เข้าข่ายบทบาท อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการจังหวัด ตนก็พร้อมที่จะปฏิบัติให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัดตนไม่มีข้อคิดเห็นอื่นใดเป็นพิเศษเกี่ยวกับเรื่องนี้ เนื่องจากมองว่าการเห็นด้วยหรือเห็นต่าง เป็นสิทธิส่วนบุคคลและเป็นเรื่องของแต่ละองค์กรที่จะว่ากันไปตามครรลอง

ในขณะที่ นายกฤษฎิ์ กษมพันธุ์ - นายก อบจ. ปราจีนบุรี  ได้โพสต์ แถลงการณ์องค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ระบุข้อความว่า เรื่อง ขอชี้แจงการแต่งตั้งที่ปรึกษาพิเศษของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี   ขอเรียนว่า ตามที่มีบุคคลหรือเพจต่าง ๆ ได้มีการโพสต์ลงในสื่อโซเชียลมีเดีย ในลักษณะที่ตั้งคำถามหรือมี ข้อสงสัยเกี่ยวกับการที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรีได้แต่งตั้งที่ปรึกษาพิเศษเป็นคนจีนที่เป็นบุคคล เดียวกันกับผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีเคยมีคำสั่งแต่งตั้งและยกเลิกคำสั่งไปแล้ว  มีเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นรวมถึงแนวทางการบริหารงานในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนชาวปราจีนบุรี โดยได้ทำสัญญาประชาคม กับชาวปราจีนบุรีไว้ในการแถลงนโยบายต่อสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ จำนวน ๗ ด้าน มุ่งเน้นให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาความต้องการของประชาชน และการเปลี่ยนแปลง ของสถานการณ์ในปัจจุบันของจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนชาวจังหวัดปราจีนบุรี 

และขอเรียนเพิ่มเติมว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๐ มีหลักว่า ให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระ ในการบริหาร การจัดทำบริการสาธารณะ โดยมีกฎหมายกำหนดหน้าที่และอำนาจ ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด เช่น พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ และที่แก้ไข เพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งได้กำหนดเขตความรับผิดชอบคือเขตจังหวัด โดยมาตรา ๓๕/๕ นายก องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายโดยไม่ขัดต่อกฎหมายและรับผิดชอบในการ บริหารราชการขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อบัญญัติ และนโยบายพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๗ ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ ของประชาชนในท้องถิ่นจำนวน ๒๙ อนุมาตรา และมีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับเทศบาลและองค์การบริหาร ส่วนตำบล รวมถึงมีกฎหมายอื่นที่กำหนดหน้าที่และอำนาจให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด

ซึ่งจะเห็นได้ว่าพื้นที่ และหน้าที่ควารับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดมีมากมายหลายด้าน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการ บริหารงาน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน บุคคลต่าง ๆ ที่มี ความรู้ ความสามารถ ในด้านที่เป็นอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด จึงได้แต่งตั้งที่ปรึกษาพิเศษ ซึ่งเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบในการบริหารราชตามมาตรา ๓๕/๕ แห่งพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วน จังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้ความหมายว่า ที่ปรึกษา น. ผู้มีหน้าที่ให้ความเห็นและคำแนะนำ พิเศษ (๑) ว. นอกเหนือหรือ แตกต่างไปจากปรกติธรรมดา (มักใช้ในทางดี) เช่น อาจารย์พิเศษ เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษา ให้ความเห็นและ คำแนะนำเฉพาะเรื่อง โดยการแต่งตั้งที่ปรึกษาพิเศษนั้นไม่มีเงินเดือนหรือค่าตอบแทน รวมถึงอำนาจบังคับบัญชา ข้าราชการหรืออำนาจทางการเมืองใด ซึ่งการแต่งตั้งดังกล่าวเป็นไปในลักษณะของการให้ความร่วมมือหรือความ เสียสละของบุคคลและมีเจตนารมณ์ร่วมกันที่มุ่งมั่นที่จะร่วมกันพัฒนาจังหวัดปราจีนบุรีให้ดียิ่งขึ้น และขอยืนยัน อีกครั้งว่าจะบริหารงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล 

มานิตย์  สนับบุญ/ปราจีนบุรี