SUSTAINABILITY

'TEI-TBCSD-BEDO' ผนึกเปลี่ยนวิกฤต สิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสสู่อนาคตยั่งยืน



กรุงเทพฯ-วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569 องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development หรือ TBCSD) ในฐานะเครือข่ายธุรกิจด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดเครือข่ายหนึ่งของประเทศที่เกิดจากการรวมตัวกันขององค์กรภาคธุรกิจไทยชั้นแนวหน้าที่เป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนอันครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย ได้ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute หรือ TEI) ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมที่มีบทบาทสำคัญในการมีส่วนร่วมในการยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอันครอบคลุมทุกมิติ และ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) หรือ BEDO ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินงานเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจจากความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อเป็นกลไกการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

ซึ่งทั้ง 3 หน่วยงานได้มีความมุ่งมั่นในการร่วมกันเปลี่ยนวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน จึงได้ร่วมกันจัดงานสัมมนาเรื่อง“Triple Planetary Crisis” เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน ขึ้น ณ โรงแรมอัศวินแกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร รวมถึง ได้มีการถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook Live ของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และ BEDO Thailand รวมถึง Thai PBS อีกด้วย โดยงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้แก่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ และร่วมกำหนดแนวทางการดำเนินงานแบบบูรณาการทั้งในระดับเชิงนโยบายและการปฏิบัติในเชิงพื้นที่ เพื่อแก้ไขวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมทั้ง 3 ประการที่มีความเชื่อมโยงกันในทุกมิติ เพื่อร่วมเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ได้กล่าวต้อนรับและกล่าวถึงบทบาท BEDO สู่ระบบนิเวศที่ยั่งยืน กล่าวว่า “วิกฤตโลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมลภาวะสิ่งแวดล้อม กำลังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับข้อจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติ BEDO พร้อมทำหน้าที่เชื่อมโยงทรัพยากรชีวภาพ ชุมชน และภาคธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ฐานทรัพยากรของประเทศ พร้อมผลักดันแนวคิด Nature Positive เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจดำเนินงานอย่างเป็นมิตรต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่เศรษฐกิจและสังคม รวมถึงต่อยอดความร่วมมือสู่การปฏิบัติจริง เพื่อเปลี่ยนความท้าทายไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”

ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาเป็นประธานกล่าวเปิดงานสัมมนาและร่วมบรรยายพิเศษ เรื่อง “Triple Planetary Crisis: ทิศทางนโยบายและบทบาทของประเทศไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” กล่าวว่า “ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ อันได้แก่ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหามลภาวะสิ่งแวดล้อม ได้กลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ พร้อมเชิญชวนร่วมเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ภายใต้แนวคิด “Our nature, Our future, and Our shared responsibility – Let’s make it happen together.”

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า “องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนา อย่างยั่งยืน (TBCSD) ในฐานะเครือข่ายธุรกิจด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดเครือข่ายหนึ่งของประเทศมีความมุ่งมั่น ในการร่วมสร้างเครือข่ายภาคธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดย TBCSD ได้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจ ร่วมกับภาครัฐ และภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) และ มลพิษ (Pollution)

ซึ่งปัญหาหลักทั้ง 3 ประการนี้ล้วนมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยปราศจากการพิจารณาเชิงระบบไม่อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้ทุกภาคส่วนจึงต้องบูรณาการมาตรการเพื่อรับมือกับวิกฤตทั้งสามพร้อมกันอย่างเป็นระบบ โดยประเด็นด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้เป็นประเด็นที่ TBCSD นำมาหารือกับองค์กรสมาชิกเพื่อร่วมขับเคลื่อนประเด็นธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Business for Biodiversity) “ความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity) นับว่าเป็น “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ” ที่มีความสำคัญอย่างมากและต้องได้รับการดูแล ฟื้นฟู อนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

โดยในมุมของภาคธุรกิจ องค์กรภาคธุรกิจไทยควรที่จะต้องเริ่มนำแนวคิดเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปผนวกอยู่ในแผนการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมอันเป็นกุญแจสำคัญสู่ระบบนิเวศที่ยั่งยืน เพื่อเป็นการสร้างโอกาสในการแข่งขันในอนาคต ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการรูปแบบใหม่ ๆ รวมถึง การเข้าถึงกลไกการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ อีกด้วย”  

ช่วงการเสวนา เรื่อง “Triple Planetary Crisis: ร่วมหาทางรอดจาก 3 วิกฤตโลกสู่อนาคตที่ยั่งยืน” โดยผู้บริหารระดับสูงจาก 3 หน่วยงานหลักที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมเปลี่ยนวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน ดังนี้

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า “ปัจจุบันคาร์บอนเครดิต ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงินเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่กำลังถูกยกระดับให้เป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็น "เทคโนโลยีทางธรรมชาติ" ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการกักเก็บคาร์บอนและยับยั้งวิกฤต "โลกเดือด" อย่างยั่งยืน การพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) โดยเฉพาะในภาคป่าไม้และการเกษตร ไม่เพียงแต่ช่วยดูดซับและกักเก็บคาร์บอน แต่ยังเป็นการรักษาและฟื้นฟูระบบนิเวศ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างผลประโยชน์ร่วมที่วัดผลได้ ทั้งการเป็นแหล่งต้นน้ำ การรักษาความปลอดภัยทางอาหาร และการสร้างรายได้เสริมให้ชุมชนท้องถิ่นผ่านการดูแลป่า

ดังนั้นการบูรณาการระหว่างคาร์บอนเครดิตและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ กุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) อย่างสมดุล มั่นคง และได้รับการยอมรับในเวทีโลกอย่างแท้จริง

ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ กล่าวว่า “วิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพกำลังเปลี่ยนจากประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและธุรกิจโดยตรง จากแรงกดดันของกิจกรรมมนุษย์ที่ส่งผลต่อระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง ภาคธุรกิจจึงมีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะผู้พึ่งพาและผู้มีส่วนก่อให้เกิดผลกระทบ ขณะเดียวกัน แนวโน้มระดับโลกเริ่มมีการผลักดันนโยบายและกฎหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างจริงจัง ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและยกระดับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทใหม่

แนวคิด Nature Positive จึงถูกนำมาเป็นทิศทางสำคัญ โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูและเพิ่มพูนธรรมชาติควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ ไม่ใช่เพียงการลดผลกระทบเท่านั้น ในบริบทของประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO จึงผลักผลันการขับเคลื่อนของภาคธุรกิจสู่ Nature Positive Economy ผ่านกรอบการดำเนินงาน ACT-D ได้แก่ การประเมิน (Assess) การกำหนดแผน (Commit) การปรับเปลี่ยนสู่การดำเนินงานที่ยั่งยืน (Transform) และการเปิดเผยข้อมูล (Disclose) ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถประเมิน วางแผน ปรับตัว และเปิดเผยข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างเป็นระบบ

ทิศทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของภาคธุรกิจ จากการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปสู่การสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงเป็นความรับผิดชอบ แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างความยั่งยืนและความสามารถ
ในการแข่งขันในระยะยาวของเศรษฐกิจไทย”

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า “ปัจจุบันประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมโลก 3 ประการได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ ซึ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกันในทุกมิติจนกลายมาเป็นความท้าทายในการหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ได้แก่ ปัญหามลพิษทางอากาศจาก PM2.5 อย่างไรก็ดี การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นความท้าทายในยุคโลกรวนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการบูรณาการจัดการแก้ไขปัญหาในทุกมิติตั้งแต่ระดับนโยบายลงไปจนถึงระดับการปฎิบัติการในเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

รวมถึง ปัญหามลพิษขยะและขยะพลาสติก โดยปัจจุบันภาคธุรกิจไทยได้มีการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วนในการร่วมแก้ไขปัญหาขยะและการจัดการขยะพลาสติกทั้งในเชิงระดับนโยบายและการปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) ในการจัดการปัญหาขยะพลาสติกและขยะอื่น ๆ อย่างเป็นรูปธรรมบนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน อันเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการหมุนเวียนวัสดุและการจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนการหมุนเวียนพลาสติกทั้งระบบ ร่วมแก้ปัญหาขยะพลาสติกด้วยกลไกทางธุรกิจ โดยมีเป้าหมายในการลดปริมาณขยะ เพิ่มอัตราการรีไซเคิล และสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุใช้แล้วเพื่อให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย”

การเสวนา เรื่อง “Triple Planetary Crisis: บทบาทผู้กำหนดนโยบายกับการขับเคลื่อนอนาคตของประเทศ” โดยผู้บริหารจาก 4 หน่วยงานหลักที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายกับการขับเคลื่อนอนาคตของประเทศในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ อันเป็นการยกระดับประเทศสู่เศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนี้

นางกตัญชลี ธรรมกุล ผู้อำนวยการกองจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “การขับเคลื่อนงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กับ “วิกฤตโลก 3 ประการ” ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งล้วนเชื่อมโยงและส่งผลกระทบต่อกัน สผ. ในฐานะหน่วยประสานงานกลางอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นหน่วยงานหลักด้านนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ มีบทบาทในการกำหนดทิศทางนโยบาย แนวทาง หลักเกณฑ์ และกลไกการดำเนินงานทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติในการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ โดยได้ถ่ายทอดเป้าหมายตามกรอบงานคุนหมิง – มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลาย ทางชีวภาพของโลก มาสู่การขับเคลื่อนการดำเนินงานของประเทศผ่านแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ (The National Biodiversity Action Plan 2023-2027) พ.ศ. 2566 – 2570 โดยมุ่งเน้นการบูรณาการประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพเข้ากับการรับมือวิกฤตโลก

ทั้ง 3 ประการอย่างเป็นเอกภาพ โดยการบริหารจัดการแบบบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาไปพร้อมกันอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ผ่าน 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การบูรณาการนโยบาย การปฏิรูปการเงิน การใช้แนวทางธรรมชาติเป็นฐาน (NbS) การสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วน และการออกแบบโครงการให้เกิดประโยชน์ร่วม (co-benefits)ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความยั่งยืน นำไปสู่เป้าหมายระดับโลกและเป้าหมายของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม”

นางสาวชมพูนุท โลหิตานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า “วิกฤตสิ่งแวดล้อมสามประการในด้านมลพิษ (Pollution) ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยทั้งด้านคุณภาพอากาศ คุณภาพน้ำ ของเสีย นโยบายการจัดการมลพิษ ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)การนำเสนอนโยบายของประเทศไทยและเครื่องมือที่ใช้ในการบริหารจัดการมลพิษแต่ละด้าน เช่น การจัดการคุณภาพอากาศ การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) การจัดการคุณภาพน้ำ การจัดการกากของเสียและสารอันตราย รวมทั้งการส่งเสริมการผลิต บริโภคสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “3 วิกฤตสำคัญของโลกที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงทางทรัพยากร พร้อมชี้ให้เห็นความจำเป็นของการขับเคลื่อนนโยบายแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ การลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายNet Zero 2050 พร้อมกันนี้ ได้สะท้อนแนวทางการเตรียมความพร้อมสู่ “กติกาใหม่ของประเทศ” ผ่านร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. .... ซึ่งจะเปลี่ยนจากความสมัครใจสู่หน้าที่ตามกฎหมาย โดยมีกลไกราคาคาร์บอนและภาษีคาร์บอนเป็นเครื่องมือสำคัญ ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมจะได้รับทราบแนวทางในการเปลี่ยน “ภาระทางกฎหมาย”ให้เป็น “โอกาสทางธุรกิจ” รวมถึงการเตรียมรับมือมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น CBAM และ EUDRเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน”

นางสาวจุฬวดี วรศักดิ์โยธิน ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมความยั่งยืน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหามลพิษหรือ Triple Planetary Crisis ล้วนส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน ภาคธุรกิจจึงควรเปิดเผยข้อมูลด้านการพึ่งพา ผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ (Dependencies, Impact, Risks and Opportunities) เพื่อให้สามารถวางแผนและจัดการความเสี่ยงของกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลให้แก่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียอย่างโปร่งใส โดย ก.ล.ต. พร้อมส่งเสริมและสนับสนุนให้บริษัทตระหนัก เข้าใจ และมีความพร้อมในการเปิดเผยข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อนำไปสู่การดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดทุนในระยะยาว"

นอกจากนี้ ช่วงการเสวนา เรื่อง “Triple Planetary Crisis: สร้างผลกระทบอย่างไรต่อภาคธุรกิจ - ภาคธุรกิจต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อหาทางรอดจากวิกฤตอย่างยั่งยืน” โดยผู้บริหารจากองค์กรสมาชิก TBCSD 4 หน่วยงานหลักซึ่งเป็นตัวแทนจากแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร กลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร และกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานขององค์กรภาคธุรกิจไทยไปสู่การเป็นองค์กรต้นแบบธุรกิจคาร์บอนต่ำและยั่งยืน รวมทั้ง เป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมเปลี่ยนวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน ดังนี้

นายปัณวรรธน์ นิลกิจศรานนท์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายวิศวกรรมโครงสร้าง บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “บทบาทของอุตสาหกรรมพลังงานต่อวิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายของEnergy Trilemma ซึ่งต้องสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงพลังงาน การเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม และความยั่งยืน พร้อมทั้ง ได้นำเสนอแนวคิด Pragmatic Energy Transition ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมบริหารสินทรัพย์ตลอดวัฏจักรชีวิตเพื่อสนับสนุนการเติบโตในอนาคต โดยในบริบทประเทศไทย ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยยังคงมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงพลังงานของประเทศ โดยแนวทางที่เหมาะสมคือการเพิ่มประสิทธิภาพและใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ ท้ายที่สุด นายปัณวรรธน์เน้นว่า Energy Transitionที่ยั่งยืนต้องเป็น People Oriented Transition ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง มีความเป็นธรรม มีเหตุผล และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง”

นายพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภายใต้การจัดการด้าน Governance ที่เหมาะสมของภาครัฐ  Innovative finance จะกลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลังปลดล๊อคทรัพยากรทางการเงิน สร้างกลไกให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ทับซ้อนและเร่งตัวขึ้นจนเป็น Triple Planetary Crisis ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนจำเป็นต้องเปลี่ยนการดำเนินการเพื่อความยั่งยืน ให้กลายเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ผ่านการมองผ่าน Triple lenses ตั้งแต่ Financial, Ecosystem ไปจนถึง Socio-ecological lens ที่เชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อนำเศรษฐกิจไทยไปสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนและครอบคลุมอย่างทั่วถึงต่อไป”

“สำหรับกลุ่มมิตรผล ผู้ผลิตน้ำตาลอย่างยั่งยืนอันดับ 1 ของโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร ได้ตอกย้ำบทบาทความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน ด้วยการขับเคลื่อนองค์กรบนรากฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “ร่วมอยู่ ร่วมเจริญ” เพื่อรับมือกับความท้าทายสำคัญของโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหาด้านมลภาวะ ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงของระบบการผลิตอาหารและห่วงโซ่อุปทาน กลุ่มมิตรผลจึงมีการบริหารความเสี่ยงผ่านการส่งเสริมการทำเกษตรอย่างยั่งยืนด้วยแนวทางมิตรผล โมเดิร์นฟาร์ม (Mitr Phol ModernFarm) ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพทั้งยังดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อร่วมขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมอนุรักษ์ระบบนิเวศตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า โดยการดำเนินงานดังกล่าวไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร แต่ยังสร้างคุณค่าให้แก่เกษตรกรและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว”

นายภัทริก สัมพันธารักษ์ Sustainability Management Consultant บริษัท แซง-โกแบ็ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แซง-โกแบ็ง ไทยแลนด์ เดินหน้าพลิกวิกฤตโลก สู่นวัตกรรมการก่อสร้างที่ยั่งยืน ท่ามกลางการเผชิญวิกฤตทรัพยากรธรรมชาติที่ถดถอย จากการก้าวข้ามขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก (Planetary Boundaries) แล้วถึง7 ใน 9 ด้าน แซง-โกแบ็ง (Saint-Gobain) ผู้นำระดับโลกด้านวัสดุก่อสร้าง ได้เร่งขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรมที่มุ่งสู่เป้าหมาย Net-Zero อาทิ การผลิตกระจก Zero‑Carbon และแผ่นยิปซัมรีไซเคิล 100% ในประเทศไทยแซง‑โกแบ็ง ไทยแลนด์ ได้นำแนวทางดังกล่าวมาปรับใช้ผ่านการดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อรองรับทิศทางร่างพระราชบัญญัติโลกร้อนและเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านโครงการจัดเก็บเศษยิปซัมจากไซต์งานก่อสร้าง เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่แบบวงจรปิด (Closed-loop) ลดของเสียและการใช้ทรัพยากรใหม่ นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าโครงการ Upcycling วัสดุฉนวนใยแก้วและใยหิน ควบคู่กับการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ สะท้อนบทบาทของภาคธุรกิจในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ BCG ของประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืนควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม”

ท้ายนี้ วิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจึงมิใช่เพียงประเด็นด้านความยั่งยืน แต่เป็นความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฎิบัติการเชิงในพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและความน่าเชื่อถือขององค์กร พร้อมกันนี้ วิกฤตดังกล่าวยังถือเป็นโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจที่มีการคำนึงถึงการฟื้นฟูธรรมชาติและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมกันเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน