POLITICS
รมว.ทส.เปิดสัมมนาป่าชายเลนแห่งชาติ ดัน'คาร์บอนสีน้ำเงิน'สู่ความยั่งยืน
จันทบุรี-วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เป็นประธานเปิดการสัมมนาป่าชายเลนแห่งชาติ ครั้งที่ 16 ประจำปี 2569 หรือ The 16th National Mangrove Symposium 2026 พร้อมมอบสมุดประจำตัวแก่ชาวบ้านในพื้นที่ป่าชายเลน จำนวน 59 ครัวเรือน เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิด “คาร์บอนสีน้ำเงิน” (Blue Carbon) ควบคู่การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ช่วงเช้า เวลา 09.00 น. นายสุชาติ พร้อมคณะ เดินทางไปยังสวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติ รัชกาลที่ 9 จังหวัดจันทบุรี เพื่อเป็นประธานเปิดการสัมมนาป่าชายเลนแห่งชาติ ครั้งที่ 16 ภายใต้แนวคิด “น้ำพระทัยสู่ทวยราษฎร์ สวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลน” โดยมีนายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคีเครือข่ายร่วมให้การต้อนรับ
ภายหลังเยี่ยมชมนิทรรศการและบูธแสดงผลงานด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าชายเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กล่าวเปิดงาน พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ผู้สนับสนุนการจัดงาน และรับฟังปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “พระเมตตาสู่ป่าชายเลน” โดย ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานสมาคมป่าชายเลนนานาชาติ และประธานมูลนิธิสวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติ

จากนั้น นายสุชาติได้นำผู้เข้าร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลนร่วมกับเครือข่ายชุมชนชายฝั่งและอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล โดยปลูกพันธุ์ไม้ป่าชายเลนกว่า 10 ชนิด พร้อมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ได้แก่ ปลากะพงขาวและหอยจุ๊บแจง รวม 9,999 ตัว เพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์และเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศชายฝั่ง
นายสุชาติกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับป่าชายเลนในฐานะทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งใช้กลไก “คาร์บอนสีน้ำเงิน” เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2050 ควบคู่กับการผลักดันเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) ให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มเติมว่า ป่าชายเลนในจังหวัดจันทบุรีถือเป็นต้นแบบสำคัญของการฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง จากความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และชุมชนในพื้นที่ ซึ่งช่วยให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างสมดุล
ต่อมา เวลา 13.00 น. นายสุชาติ เป็นประธานในพิธีมอบสมุดประจำตัวแก่ผู้ได้รับการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าชายเลน ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ณ โรงเรียนขลุงรัชดาภิเษก จังหวัดจันทบุรี โดยมีผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม
ภายในงาน มีการมอบสมุดประจำตัวแก่ประชาชนจำนวน 59 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 646 ไร่ 69 ตารางวา เพื่อรับรองสิทธิการอยู่อาศัยและทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้แนวทางบริหารจัดการพื้นที่แบบ “แปลงรวม” ตามนโยบายแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของรัฐบาล หรือ “รถไฟขบวนที่ 5” ซึ่งมุ่งสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยและอาชีพ ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
นอกจากนี้ ยังมีการมอบหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ ตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 รวมถึงมอบใบอนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตป่า โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี พร้อมจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ทำกินในพื้นที่ป่าชายเลน
นายสุชาติกล่าวว่า การมอบสมุดประจำตัวครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนในพื้นที่ป่าชายเลนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่อาศัยและประกอบอาชีพได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้การใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเหมาะสมและไม่กระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ
พร้อมย้ำว่า สมุดประจำตัวดังกล่าวไม่ใช่เพียงเอกสารราชการ แต่เป็น “สัญลักษณ์ของความร่วมมือ” ระหว่างภาครัฐและประชาชนในการดูแลรักษาป่าชายเลนให้คงความอุดมสมบูรณ์ เพื่อส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญให้ลูกหลานในอนาคต
“ป่าชายเลนมีความสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง และเป็นแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก หรือคาร์บอนสีน้ำเงิน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ” นายสุชาติกล่าว

ขณะที่ นางไฝ สุวาที ชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งได้รับหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก เพราะต่อสู้เรื่องสิทธิในที่ทำกินมาหลายปี พร้อมยืนยันว่าจะร่วมกันดูแลพื้นที่และไม่ให้มีการบุกรุกเพิ่มเติม เพื่อรักษาทรัพยากรป่าชายเลนให้คงอยู่ต่อไปในอนาคต
ภาพ/ข่าว กิตติพงศ์ คงคาลัย รายงาน
