BUSINESS
TNLประกาศกำไรสุทธิไตรมาส1/2569อยู่ ที่114ล้านบาทจ่ายปันผล0.60บาท/หุ้น
กรุงเทพมหานคร, 12 พฤษภาคม 2569 — บริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) หรือ TNL รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยมีกำไรสุทธิ 114 ล้านบาท และอัตรากำไรสุทธิปรับตัวดีขึ้นสู่ระดับ 45.4% จาก 43.3% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจและวินัยในการบริหารต้นทุนของบริษัท ในไตรมาสนี้ TNL มีรายได้รวม 251 ล้านบาท ลดลง 13.7% YoY โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสินเชื่อที่ลดลงตามกลยุทธ์ยกระดับคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ และรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงตามวงจรของโครงการที่ใกล้แล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ในระดับสูง จากผลการดำเนินงานของกิจการร่วมค้าในโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัยของฝ่ายจัดการ
ธุรกิจให้สินเชื่อที่มีหลักประกัน (OXA) รายงานรายได้ 117 ล้านบาท ขณะที่ยอดสินเชื่อรวมเติบโตต่อเนื่องสู่ระดับ 6,390 ล้านบาท ภายใต้แนวทางการปล่อยสินเชื่อใหม่อย่างรอบคอบ (Selective) และมีวินัย โดยบริษัทยังคงรักษาอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ในระดับต่ำที่ 47% ซึ่งเป็นกันชนสำคัญต่อการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตในระยะยาว คุณภาพสินทรัพย์โดยรวมทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ขณะเดียวกัน บริษัทมีการกลับรายการค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) สุทธิ 1 ล้านบาท สะท้อนพัฒนาการด้านคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ในส่วนของธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (OAM) รายได้เติบโต 17.1% สู่ระดับ 48 ล้านบาท จากการรับรู้รายได้ของพอร์ต NPLs ที่ได้ลงทุนสะสมไว้ก่อนหน้าแม้ไม่มีการซื้อสินทรัพย์ใหม่ในไตรมาสนี้ ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางการเสนอราคาที่รอบคอบท่ามกลางภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูง โดย OAM ยังคงให้ความสำคัญกับผลตอบแทนที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับความเสี่ยง (Risk-Adjusted Returns) มากกว่าการเร่งขยายขนาดพอร์ตในระยะสั้น
จุดเด่นสำคัญของไตรมาสนี้มาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (TNLA) โดยส่วนแบ่งขาดทุนจากกิจการร่วมค้าปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากขาดทุน 55 ล้านบาทในไตรมาส 1 ปีก่อน สู่ระดับที่เข้าใกล้การพลิกเป็นส่วนแบ่งกำไรในไตรมาสนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากการเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในโครงการ Nue Riverest Ratburana และ Noble Create พัฒนาการดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของรูปแบบรายได้ที่บริษัทเตรียมการมาอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะมีส่วนสนับสนุนผลประกอบการเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ตามการโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงที่เหลือของปี 2569
ในภาพรวมทางการเงิน บริษัทยังคงมีฐานะที่มั่นคง โดยมีสินทรัพย์รวม 15,227 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น 10,979 ล้านบาท และเงินสด 1,715 ล้านบาท ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่เพียง 0.36 เท่า สะท้อนโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งและความพร้อมในการรองรับการเติบโตอย่างมีวินัยในอนาคต
นอกเหนือจากผลประกอบการในไตรมาสนี้ TNL ยังมีพัฒนาการสำคัญที่สะท้อนความเชื่อมั่นต่อคุณภาพกำไรและความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน โดยที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 52 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.60 บาทต่อหุ้น รวม 183 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% จากอัตรา 0.40 บาทต่อหุ้นในปีก่อน ขณะเดียวกัน TRIS Rating ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือของ TNL เป็นครั้งแรกที่ระดับ BBB- แนวโน้ม Stable ซึ่งเป็นระดับ Investment Grade สะท้อนฐานทุนที่มั่นคง ภาระหนี้ที่อยู่ในระดับต่ำ และการสนับสนุนเชิงกลยุทธ์จากผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่าง SPI และ BTSG โดยอันดับความน่าเชื่อถือดังกล่าวจะช่วยเสริมศักยภาพของบริษัทในการเข้าถึงแหล่งทุนที่หลากหลายขึ้นด้วยต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้
นายกิตติชัย ตรีรัชตพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า “แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะความผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และแนวโน้มการเติบโตของ GDP ไทยที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.5% ในปีนี้ แต่ TNL ยังคงรักษาคุณภาพกำไรและความแข็งแกร่งของงบดุลได้อย่างมั่นคง ผลประกอบการไตรมาสนี้สะท้อนให้เห็นว่ากลยุทธ์ของเราดำเนินไปในทิศทางที่เหมาะสม และเราพร้อมเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในช่วงที่เหลือของปี 2569”
นายนันทวัฒน์ สุรวัติเสถียร หัวหน้าคณะผู้บริหาร สายงานการเงิน กล่าวเพิ่มเติมว่า “การจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.60 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 50% จากปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของบริษัทต่อคุณภาพกำไรและฐานะการเงินที่มั่นคงของ TNL ในขณะเดียวกัน เรายังคงให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการเงิน การบริหารความเสี่ยง และการจัดสรรเงินทุนอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นและการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท”
สำหรับแนวโน้มปี 2569 บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ในระดับสองหลัก พร้อมรักษาอัตรากำไรสุทธิอย่างต่อเนื่อง และดำรงอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นให้ต่ำกว่า 0.5 เท่า โดย OXA มุ่งขยายยอดสินเชื่อรวมสู่เป้าหมาย 7,100 ล้านบาท ภายใต้กรอบการพิจารณาสินเชื่อและบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวด ขณะที่ OAM ตั้งเป้าลงทุนในสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่มีหลักประกัน (Secured NPLs) อีก 1,200 ล้านบาท ด้วยแนวทางการเสนอราคาที่รอบคอบและการคัดเลือกอย่างมีวินัย ส่วน TNLA คาดว่าจะรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่เหลือของปี
ด้วยรากฐานที่มั่นคงทั้งด้านคุณภาพสินทรัพย์ โครงสร้างทุน และความเชื่อมั่นจากตลาด TNL เชื่อว่าปี 2569 จะเป็นปีที่บริษัททยอยเห็นผลจากกลยุทธ์ที่วางไว้ พร้อมเดินหน้าสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว
