MARKETING

WASHโชว์ความสำเร็จโกยรายได้Q1/69  รวม262.1ลบ.โต18.6%กำไรพุ่ง3.6% 



กรุงเทพฯ-บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ "WASH" หนึ่งในผู้นำธุรกิจให้บริการร้านสะดวกซักครบวงจรชั้นนำของไทย ภายใต้แบรนด์ "WashXpress" รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 โดยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 262.1 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 18.6% และมีกำไรสุทธิ 19.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568

นายกวิน กลองกระโทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ WASH เปิดเผยว่า รายได้จากสาขาที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของคิดเป็นสัดส่วน 93.5% ของรายได้รวมทั้งหมด สะท้อนความสำเร็จของโมเดลธุรกิจที่มุ่งเน้นการบริหารสาขาด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากการเติบโตของรายได้ในทุกช่องทาง ประกอบกับการบริหารและควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่มีประสิทธิผลยิ่งขึ้น โดยรายได้จากสาขาเดิม (Same-Store Sales Growth: SSSG) เติบโต 3.3% บ่งชี้ถึงความสำเร็จของกลยุทธ์การตลาดและการบริหารประสบการณ์ลูกค้าที่ให้ผลลัพธ์เป็นรูปธรรม

ในด้านการขยายสาขา ปัจจุบัน WashXpress มีสาขาที่บริษัทฯ บริหารเองรวม 512 สาขา จากทั้งหมด 616 สาขา ครอบคลุม 21 จังหวัดทั่วประเทศไทย โดยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 บริษัทฯ เดินหน้าเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 25 สาขา จากเป้าหมายเปิด 100 สาขาใหม่ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯรับรู้ค่าเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ปลายปี 2568 ในส่วนที่เกินจากวงเงินที่ประกันรับผิดชอบเพิ่มเติมอีก 0.7 ล้านบาท ซึ่งเป็นค้าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวส่งผลให้ตัวเลข SSSG ลดลงเล็กน้อยในไตรมาสนี้ แต่ไม่ได้ส่งผลให้การเติบโตโดยรวมของบริษัทฯ ลดลงแต่อย่างใด ทั้งนี้ หมุดหมายสำคัญของการขยายสาขา คือการรุกสู่จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มเปิดบริการแล้วในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นก้าวแรกของการขยายธุรกิจสู่ภาคเหนือ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่มีประชากรหนาแน่น ทั้งคนทำงาน นักศึกษา และนักท่องเที่ยว บริษัทฯ ไม่มีนโยบายเพิ่มแฟรนไชส์รายใหม่ตั้งแต่ปี 2565 เพื่อมุ่งเน้นการขยายสาขาที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของ ซึ่งช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพและบริหารจัดการได้อย่างมีมาตรฐานเดียวกันทุกสาขา อีกทั้งยังสามารถมอบการบริการที่รวดเร็ว สม่ำเสมอ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับประสบการณ์การใช้บริการภายในร้านอย่างต่อเนื่อง ด้วยการติดตั้งระบบปรับอากาศในสาขาที่บริษัทฯ บริหารเองแล้ว 52 สาขา จากเป้าหมาย 100 สาขา เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและช่วยลดผลกระทบจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 พร้อมกันนี้ยังขยายบริการซักอบพับ รับรีดผ้า และ Delivery ส่งตรงถึงบ้านและสถานประกอบการของลูกค้า เพื่อสร้างระบบการให้บริการแบบครบวงจร รองรับทั้งลูกค้ารายย่อยและลูกค้ากลุ่มธุรกิจ (B2B) ซึ่งล้วนเป็นแหล่งสร้าง Recurring Income ที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

ด้านกลยุทธ์การตลาดและบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า บริษัทฯ ได้เปิดตัวแคมเปญ "พี่วัวคลับ" โปรแกรมสมาชิกรายปีค่าสมัครเพียง 199 บาท แต่มอบสิทธิประโยชน์รวมมูลค่ากว่า 1,200 บาท ผ่านคูปองส่วนลด 10 บาทต่อเดือน รวม 120 ใบ ใช้ได้ทุกบริการทั้งซัก อบ และซักอบพับ ปัจจุบันมีสมาชิกแล้วกว่า 14,000 ราย และยังมุ่งขยายฐานสมาชิกอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี อีกทั้งยังเดินหน้าสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านกิจกรรมออนไลน์และออฟไลน์หลากหลายรูปแบบ เพื่อเพิ่ม Brand Loyalty และผลักดัน SSSG ให้เติบโตตามเป้าหมาย

สำหรับทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 บริษัทฯ ยืนหยัดตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยมุ่งเน้นการขยายสาขาให้ครบ 100 แห่งตามแผน ครอบคลุมทุกภูมิภาค ตั้งแต่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ พร้อมจัดสรรงบประมาณเพื่อปรับปรุงและยกระดับสาขาเดิมอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้ารายได้รวมเติบโตประมาณ 25% ในปี 2569 และ SSSG เติบโต 10% โดยอาศัยจุดแข็งของ Company-Owned Model ที่ช่วยให้บริหารมาตรฐานและนำเสนอบริการใหม่ๆ ได้อย่างคล่องตัว

นายกวิน กล่าวทิ้งท้ายว่า "ผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 สะท้อนความสามารถในการสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพบนพื้นฐาน Business Model ที่ชัดเจน ทั้งการขยายสาขาที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของ การเพิ่มบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค และการสื่อสารการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เรา มุ่งมั่นส่งมอบประสบการณ์ซักผ้าที่ดีที่สุดให้ผู้บริโภคทุกภูมิภาค และขับเคลื่อนการเติบโตที่ยั่งยืนเพื่อผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว"