BUSINESS

'วีระพงษ์'ย้ำกลางงานADB-World Bank ไทยหนุนการค้าที่เปิดกว้างมีกติกาชัดเจน



กรุงเทพฯ-'วีระพงษ์'ผู้แทนการค้าไทย ร่วมกล่าวถ้อยแถลงพิเศษในพิธีเปิด ADB–World Bank Trade Forum 2026 และร่วมอภิปรายในเวที Vice-Ministerial Plenaryย้ำจุดยืนไทยสนับสนุนระบบการค้าที่เปิดกว้าง ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎกติกา และคาดการณ์ได้ ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลง

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ได้เข้าร่วมกล่าวถ้อยแถลงพิเศษในช่วงพิธีเปิดการประชุม ADB–World Bank Trade Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ “Trade Policy in a Fragmented World: Accessions, Industrial Policy, and the New Multilateralism” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–14 พฤษภาคม 2569 โดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ร่วมกับ IMD Business School และ Paris School of Economics (i-MIP)

ในโอกาสนี้ นายวีระพงษ์ฯ ได้กล่าวต้อนรับผู้แทนระดับสูงจากภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ ภาควิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าและเศรษฐกิจจากหลากหลายประเทศ พร้อมขอบคุณ ADB กลุ่มธนาคารโลก IMD Business School และ Paris School of Economics ที่ร่วมจัดเวทีหารือครั้งสำคัญดังกล่าว ณ กรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า ทิศทางของนโยบายการค้าในปัจจุบันจะมีผลสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลก ความสามารถในการแข่งขัน และโอกาสของคนรุ่นต่อไป

นายวีระพงษ์ฯ กล่าวย้ำว่า ระบบการค้าระหว่างประเทศกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การขยายตัวของนโยบายอุตสาหกรรม และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาคมระหว่างประเทศจำเป็นต้องร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบว่า ควรขับเคลื่อนระบบการค้าระหว่างประเทศไปในทิศทางใด เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความท้าทายใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ผู้แทนการค้าไทยได้ยืนยันจุดยืนของประเทศไทยว่า ไทยยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนระบบการค้าที่เปิดกว้าง คาดการณ์ได้ และตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎกติกา โดยไทยได้เดินหน้าขยายและกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศคู่ค้าอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thai–EU FTA) การส่งเสริมความร่วมมือภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) รวมถึงการขับเคลื่อนความมุ่งมั่นของไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

นายวีระพงษ์ฯ ยังกล่าวว่า เพื่อให้การดำเนินนโยบายการค้าสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และความยืดหยุ่นของภาคธุรกิจและประชาชนไทย นโยบายการค้าจำเป็นต้องเชื่อมโยงกับนโยบายอุตสาหกรรมอย่างครอบคลุม โปร่งใส และคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยการบูรณาการระหว่างนโยบายการค้าและนโยบายอุตสาหกรรมจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่น แข่งขันได้ และเติบโตอย่างทั่วถึง พร้อมเน้นย้ำว่า การเปิดตลาดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากภาคธุรกิจยังขาดขีดความสามารถในการแข่งขันที่เข้มแข็ง

ภายหลังพิธีเปิด ผู้แทนการค้าไทย ได้เข้าร่วมอภิปรายในเวที Three Future Directions for Global Trade ซึ่งเป็นการประชุมระดับ Vice-Ministerial Plenary โดยมี Mr. Simon Evenett, Professor of Geopolitics and Strategy, IMD Business School เป็นผู้นำเสนอประเด็นหลักเกี่ยวกับทิศทางอนาคตของระบบการค้าโลก ภายใต้บริบทที่ระบบการค้าพหุภาคีกำลังเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งกลุ่มทางเศรษฐกิจ และการใช้มาตรการด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น

ฃการอภิปรายดังกล่าวได้พิจารณาฉากทัศน์สำคัญของการค้าโลกในอนาคต ได้แก่ รูปแบบการค้าระหว่างกลุ่มภูมิภาคที่มีการบริหารจัดการการเข้าถึงตลาด การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจบีบให้ประเทศต่าง ๆ ต้องเลือกข้าง และรูปแบบพหุภาคีนิยมแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดใกล้เคียงกันนอกกรอบองค์การการค้าโลก โดยมีผู้แทนระดับสูงจากประเทศฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ทาจิกิสถาน และหมู่เกาะโซโลมอนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง

ในช่วงการอภิปราย นายวีระพงษ์ฯ ได้สะท้อนมุมมองของประเทศไทยในฐานะเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยระบุว่า การส่งออกสินค้าและบริการมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 70 ของ GDP และแรงงานไทยจำนวนมากมีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ดังนั้น ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก การเพิ่มขึ้นของมาตรการกีดกันทางการค้า และต้นทุนที่สูงขึ้นของภาคเอกชน จึงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ประเทศไทยต้องเตรียมรับมืออย่างรอบด้าน

อย่างไรก็ดี นายวีระพงษ์ฯ เห็นว่า บริบทดังกล่าวได้สร้างโอกาสให้ประเทศไทยเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะการเจรจา Thai–EU FTA ซึ่งถือเป็นความตกลงที่มีมาตรฐานสูง และสามารถเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับกฎระเบียบ มาตรฐาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงเป็นแรงผลักดันให้เกิดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างภายในประเทศ โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัย การลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ และการยกระดับความสะดวกในการประกอบธุรกิจ

นอกจากนี้ นายวีระพงษ์ฯ ยังได้กล่าวถึงความสำเร็จของการเจรจา Thai–EU FTA ว่าต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน โดยฝ่ายไทยมีความพร้อมในการดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและยกระดับมาตรฐานภายในประเทศ ขณะเดียวกัน ฝ่ายสหภาพยุโรปจำเป็นต้องเข้าใจบริบทเฉพาะ ข้อจำกัด และความเป็นจริงของประเทศไทย เพื่อให้การเจรจาสามารถบรรลุผลในลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ในช่วงท้าย นายวีระพงษ์ฯ ได้แสดงความหวังว่า การประชุม ADB–World Bank Trade Forum 2026 จะเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของระบบการค้าโลก และช่วยให้ประเทศที่พึ่งพาการค้าสามารถร่วมกันกำหนดแนวทางในการสร้างระบบการค้าที่เปิดกว้าง มีความยืดหยุ่น และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยพร้อมรับฟัง มีส่วนร่วม และขับเคลื่อนความร่วมมือกับภาคีระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป