POLITICS
วิกฤตสายน้ำสีเขียวส่งผลปลาตายเป็นแพ 'ดินแลกน้ำ'มึนถูกฟาดห่างขุดลึก10เมตร
ปราจีนบุรี-วิกฤตสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำปราจีนบุรีทวีความรุนแรงถึงขั้นวิกฤติตลอดสายน้ำ ตั้งแต่ปัญหากิจกรรมรัฐและเอกชนซ้ำเติมระบบนิเวศ ไปจนถึงภัยพิบัติน้ำเน่าเสียจากผักตบชวาแน่นทั้งลำน้ำ ล่าสุดเครือข่ายประชาสังคมรวมตัวแถลงการณ์ใหญ่ ออกโรงยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและ "อนุทิน ชาญวีรกูล" จี้สั่งระงับโครงการเจ้าปัญหาด่วนที่สุด หวั่นแม่น้ำสายชีวิตกลายเป็นลุ่มน้ำสายที่ตายสนิท

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 17.40 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี ณ บริเวณชั้น 2 ร้าน ณ บางกุ้งทุ่งข้าว ต.บางกุ้ง อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี กลุ่มเครือข่ายภาคประชาสังคม นำโดย นายจำรูญ สวยดี อดีตประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำบางปะกง ปราจีนบุรี และโตนเลสาป พร้อมด้วย นายจักรกฤษณ์ แก่นวงศ์ กรรมการลุ่มน้ำบางปะกงผู้แทนภาคเกษตรกรรม ร่วมกับเครือข่ายแม่น้ำบางปะกง-ปราจีนบุรี เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ ได้ร่วมกันจัดเวทีแถลงข้อเท็จจริงและผลกระทบจากโครงการ "ดินแลกน้ำ" และกิจกรรมดูดทรายในพื้นที่

แกนนำเครือข่ายฯ ร่วมกันเปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม่น้ำปราจีนบุรีต้องเผชิญกับภัยคุกคามรอบด้าน ตั้งแต่การขุดลอกที่ไม่ถูกหลักวิชาการ จนทำให้ตลิ่งพังทลายรุนแรง ปัญหาน้ำขุ่นแดงมีสารแขวนลอยสูงจนกระทบต่อระบบประปาหมู่บ้านและทำลายภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (ปราจีนบุรี Wellness) รวมถึงขบวนการลักลอบดูดทรายผิดกฎหมายที่รุกล้ำแนวเขตตลิ่งและตัดไม้ทำลายป่าของชาวบ้าน ดังเช่นที่เกิดขึ้นในพื้นที่โครงการดินแลกน้ำ อ.นาดี
สถานการณ์ความสูญเสียทางเศรษฐกิจและปากท้องของชาวบ้านมาถึงจุดเดือด เมื่อปัญหาการสะสมของผักตบชวาที่อัดแน่นปิดทางน้ำแม่น้ำปราจีนบุรีในพื้นที่อำเภอบ้านสร้าง ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดต่ำลงอย่างวิกฤต ส่งผลให้ปลาทับทิมในกระชังของเกษตรกรน็อกน้ำตายเป็นเบือ

ข้อมูลด่วนที่สุดจากกรมประมง โดย นายวิชัย ทองประไพ ประมงจังหวัดปราจีนบุรี ได้ส่งหนังสือราชการด่วนที่สุด ที่ ปจ 0007/23 รายงานต่อนายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี จากการลงตรวจสอบพื้นที่ หมู่ 1, 3, 4 และ 5 ต.บางพลวง อ.บ้านสร้าง พบเกษตรกรเสียหาย 8 ราย รวม 74 กระชัง ปริมาณปลาตายสะสมตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน ถึง 15 พฤษภาคม 2569 รวมทั้งสิ้น 33,750 กิโลกรัม (กว่า 33 ตัน)
รายงานระบุว่า จุดวิกฤตที่สุดเกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ซึ่งมีปลาช็อกตายพร้อมกันในคราวเดียวถึง 19,000 กิโลกรัม (19 ตัน) จากเกษตรกรเพียง 4 ราย โดยรายที่เสียหายมากที่สุดคือ นายเทวร พรมจันทะ หมู่ 3 ต.บางพลวง ปลาตายวันเดียวถึง 17 ตัน และ นายพรณรงค์ วิ่งสุนทร หมู่ 5 ต.บางพลวง ปลาตายวันเดียว 14 ตัน ในเวลาไล่เลี่ยกัน
จากวิกฤตการณ์ตลอดลำน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ (แควหนุมาน-แควพระปรง อ.นาดี และ อ.กบินทร์บุรี) กลางน้ำ (อ.ศรีมหาโพธิ) จนถึงปลายน้ำ (อ.เมือง และ อ.บ้านสร้าง) ภาคประชาสังคมจึงลงฉันทามติร่วมกันเพื่อส่งหนังสือร้องเรียนถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยมีข้อเรียกร้องเร่งด่วน 7 ข้อ ดังนี้:
• 1. สั่งยกเลิกโครงการเจ้าปัญหาทันที: ระงับและตรวจสอบโครงการขุดลอกดินแลกน้ำ อ.นาดี และโครงการอื่นที่มีพิรุธ ขุดล้ำเขต ใช้เรือผิดกฎหมาย
• 2. ตั้งชุดสอบสวนจากส่วนกลาง: ดำเนินคดีทางวินัยและอาญากับเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนผู้รับเหมาที่ละเลยหน้าที่หรือทุจริตโดยไม่มีข้อยกเว้น
• 3. เยียวยาและฟื้นฟูระบบนิเวศ: ใช้หลักธรรมชาติ (Nature-based Solutions) ในการฟื้นฟูลำน้ำ โดยให้ผู้กระทำผิดร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่าย
• 4. บังคับใช้กฎหมายกับโรงงานปิยมลพิษ: จับกุมและลงโทษขั้นสูงกับผู้ลักลอบทิ้งกากของเสียและน้ำทิ้งอุตสาหกรรมลงสู่แหล่งน้ำ
• 5. ปฏิรูปเชิงระบบ: จัดตั้งหน่วยงานพิเศษเพื่อทบทวนกฎระเบียบการจัดทำโครงการเกี่ยวกับแม่น้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำทั่วประเทศ
• 6. ทำแผนอนุรักษ์ฟื้นฟูทั้งระบบ: ให้ทุกโครงการของรัฐต้องประเมินผลกระทบทางนิเวศและสังคมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
• 7. รับรองสิทธิประชาชน: เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมและมีสิทธิคัดค้านโครงการของรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 43 และ 46
เครือข่ายภาคประชาสังคมเน้นย้ำทิ้งท้ายว่า แม่น้ำปราจีนบุรีคือแหล่งชีวิตและอาหารของประชาชนกว่า 5 แสนคน หากรัฐบาลยังคงปล่อยเกียร์ว่าง ขาดธรรมาภิบาล และไม่แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องทรัพยากรส่วนรวม ความสูญเสียทางเศรษฐกิจรอบนี้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ก่อนที่แม่น้ำสายประวัติศาสตร์นี้จะกลายเป็น "ลำน้ำตาย" ที่ไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาได้อีกต่อไป
ด้าน นายมนัส เนิ่บอบ ชาวบ้านหมู่ 1 ต.สะพานหิน อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี หนึ่งในตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการดินแลกน้ำแควหนุมาน และคลองยาง อ.นาดี ที่มาร่วมสังเกตการณ์ กล่าวว่า เวทีนี้เปิดวิสัยทัศน์ให้ชาวบ้านได้มาแลกเปลี่ยนความจริงร่วมกัน โดยเฉพาะผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางอากาศที่รุนแรงขึ้น
"ผมเป็นชาวบ้านตัวเล็ก ๆ แต่ออกมาสู้เพราะเห็นความไม่ปกติในหมู่บ้าน ปัญหาหลักคือเรารู้ทันความผิดปกติเชิงโครงสร้างของโครงการต่าง ๆ ในจังหวัด ที่ผ่านมาเคยรวมตัวไปถามหน่วยงานราชการในพื้นที่ แต่ได้คำตอบที่ไม่ชัดเจน บ่ายเบี่ยง แถมยังมีพฤติกรรมปกป้องเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนผู้รับเหมาอย่างออกนอกหน้า เวทีวันนี้ไม่มีข้อเสีย มีแต่ข้อดีที่ทำให้ชาวบ้านตื่นรู้ภัยเงียบ และต้องขอบคุณสื่อมวลชนที่เป็นกระบอกเสียงส่งตรงถึงผู้บริหารประเทศ" นายมนัส กล่าว
ขณะที่ นายจำรูญ สวยดี อดีตแกนนำลุ่มน้ำฯ ระบุซ้ำว่า เวทีนี้คือมิติใหม่ที่นำบทเรียนความล้มเหลวในอดีตมาตีแผ่ "โครงการดินแลกน้ำ อ.นาดี ชี้ชัดว่าทำลายระบบนิเวศและวิถีชีวิตรุนแรง รัฐเปิดช่องให้ขุดทรัพยากรธรรมชาติไปขายโดยขาดการควบคุม พอไปถามก็ตอบเลี่ยงบาลีพ้นไปวัน ๆ ยืนยันว่าพวกเราไม่ได้ค้านการพัฒนา แต่เราต้องการความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้"
วิกฤตการณ์ยิ่งแจ่มชัดขึ้นเมื่อ นายสายพิณ ศรีเพ็ชร อดีตนายก อบต.บางแตน อ.บ้านสร้าง แกนนำขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำปราจีนบุรี ออกมาแฉถึงความผิดปกติทางกายภาพของโครงการขุดลอกดินแลกน้ำ อ.นาดี ว่า ตามหลักเกณฑ์ทางวิชาการ ความลึกที่เหมาะสมเพื่อกักเก็บน้ำและรักษาสภาพแวดล้อมต้องไม่เกิน 3 ถึง 4 เมตร แต่ในพื้นที่จริงกลับปล่อยให้นายทุนขุดลึกทะลุชั้นโคลนใต้ดินลงไปถึง 10 เมตร
"การขุดลึกถึง 10 เมตร มันไม่ใช่การช่วยชาวบ้าน แต่มันคือการขุดเอาหน้าดินและทรัพยากรหลวงไปขาย ผลคือตลิ่งพังทลายรุนแรง และพอน้ำมา น้ำก็ไหลลงไปสลบอยู่ก้นบ่อลึกจนชาวบ้านสูบขึ้นมาใช้เพื่อการเกษตรไม่ได้เลย เกิดภาวะน้ำแห้งขอด ทิ้งชาวบ้านให้เผชิญกรรม" นายสายพิณ กล่าวอย่างดุเดือด
พร้อมกันนี้ยังได้สับแหลกกลไกรัฐในท้องถิ่น โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบความคุ้มค่างบประมาณและผลประโยชน์ของรัฐอย่าง "พาณิชย์จังหวัด" ว่า ทำหน้าที่เพียงแค่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง คอยเซ็นเอกสารรับรองไปตามขั้นตอน โดยที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงไม่เคยลงมาเดินเหยียบพื้นที่จริงเพื่อดูความเดือดร้อนของชาวบ้าน ปล่อยให้ผู้รับเหมาลักไก่อย่างไร้การควบคุม หากไม่มีสื่อมวลชนช่วยสะท้อน ความเดือดร้อนนี้คงถูกฝังเงียบหายไปกับกองดินที่ถูกขุดไปขาย จึงหวังให้ส่วนกลางส่งหน่วยงานที่โปร่งใสลงมาตรวจสอบเร่งด่วน
ด้านฝ่ายการเมือง นายสุทร คมคาย แกนนำพรรคก้าวไกลจังหวัดปราจีนบุรี ได้ระบุว่า โครงการนี้คือการ "ตบตาประชาชน" เอาคำว่าพัฒนาแหล่งน้ำมาบังหน้า แต่พฤติกรรมคือการปล้นทรัพยากรท้องถิ่นอย่างหน้าชื่นตาบาน ทิ้งบ่อโคลนน้ำขุ่นไว้ให้ดูต่างหน้า ขณะนี้ตนได้ส่งต่อหลักฐานทั้งหมดไปยังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของพรรคก้าวไกล เพื่อเตรียมนำเรื่องเข้าสู่กลไกการตรวจสอบของรัฐสภา และจะลงพื้นที่ร่วมสืบค้นความจริงกับชาวบ้านต่อไป
สอดคล้องกับ นายโอภาส ชาญยงค์ สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ (ผู้แทนองค์กรด้านพืช) ที่ออกมาบี้ ส.ส. ปราจีนบุรี ทั้ง 3 ท่าน ให้ทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรนำเรื่องนี้เข้าสภาฯ ทันที เนื่องจากชาวบ้านขาดแคลนทุนทรัพย์ในการขับเคลื่อนลำพัง พร้อมขีดเส้นตายไปยัง 3 ขั้วอำนาจในจังหวัด ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี, นายก อบจ.ปราจีนบุรี และ ส.ส.ในพื้นที่ ให้เร่งยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
"หากท้ายที่สุดแล้ว กลไกและผู้มีอำนาจในจังหวัดทั้ง 3 ส่วนยังคงเพิกเฉย บ่ายเบี่ยง หรือไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้ชาวบ้านได้ ภาคประชาชนก็พร้อมยระดับเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานส่วนกลางแน่นอน เราจะไม่ยอมจำนนต่อความไม่ถูกต้องนี้" นายโอภาส กล่าวทิ้งท้ายอย่างขึงขัง
มานิตย์ สนับบุญ – ข่าว/ณัฐนันท์ – ภาพ / ปราจีนบุรี
