BANGKOK
ผู้ว่าฯชัชชาติต้อนรับนร.หาดใหญ่วิทยาลัย เปิดมุมคิดบริหารเมืองยุคใหม่
กรุงเทพฯ-ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ต้อนรับนักเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย เปิดมุมคิดบริหารเมืองยุคใหม่ ชู “ประชาชนคือศูนย์กลาง” พร้อมฝากบทเรียนชีวิต “โชคดี = โอกาส + ความพร้อม”
(18 พ.ค. 69) ณ ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และผู้เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากโครงการห้องเรียนพิเศษนิติศาสตร์ - รัฐศาสตร์ โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จังหวัดสงขลา ประกอบด้วยคณะครู 8 ท่าน และนักเรียน 89 คน ในโอกาสเข้ารับฟังการบรรยายพิเศษ เรื่อง “การบริหารจัดการกรุงเทพมหานคร” พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารเมือง การพัฒนาระบบราชการ และบทบาทของคนรุ่นใหม่ต่ออนาคตของสังคม
โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ถ่ายทอดแนวคิดและประสบการณ์การบริหารเมือง ผ่านประเด็นสำคัญต่าง ๆ ดังนี้
● “ความไว้วางใจ” คือโจทย์ใหญ่ของเมือง
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีประชากรตามทะเบียนราษฎร์ประมาณ 6 ล้านคน แต่เมื่อรวมประชากรแฝงแล้วอาจสูงถึง 10-12 ล้านคน ทำให้เมืองมีปัญหาซับซ้อนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องงบประมาณ แต่คือความไม่ไว้วางใจระหว่างประชาชนกับภาครัฐ
หัวใจของการบริหารเมืองจึงต้องทำให้ “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ด้วยการรับฟังประชาชนอย่างจริงใจ มีความโปร่งใส ยุติธรรม เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม และกระจายอำนาจให้ประชาชนสามารถสะท้อนปัญหาได้ตลอดเวลา ไม่ใช่ประชาชนมีอำนาจเฉพาะช่วงเลือกตั้ง
● เปลี่ยนระบบราชการจาก “Pipeline” เป็น “Platform”
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ อธิบายว่า ระบบราชการแบบเดิมมีลักษณะเป็น “Pipeline” หรือการส่งงานตามลำดับชั้น ทำให้การแก้ปัญหาล่าช้าและถ่วงเวลาการให้บริการประชาชน
กรุงเทพมหานครจึงนำแนวคิด “Platform” มาใช้ผ่านระบบ Traffy Fondue ซึ่งพัฒนาโดยเนคเทค เพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งปัญหาได้โดยตรงผ่านโทรศัพท์มือถือ พร้อมภาพถ่ายและพิกัด GPS โดยเจ้าหน้าที่สามารถเข้ารับเรื่องและแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วขึ้น เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของระบบราชการ จากการรอคำสั่ง เป็นการ “หันหลังให้ผู้ว่าฯ หันหน้าให้ประชาชน”
“ประชาชนทุกคนสามารถเป็นเซนเซอร์ของเมืองได้” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว พร้อมระบุว่า ปัจจุบันมีเรื่องร้องเรียนผ่านระบบแล้วกว่า 1.3 ล้านเรื่อง และแก้ไขแล้วมากกว่า 1 ล้านเรื่อง โดยใช้ระบบราชการเดิม แค่เปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงาน
นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังเปิดให้ประชาชนติดตามสถานะการดำเนินงานและให้คะแนนการทำงานของหน่วยงานได้ เพื่อสร้างความโปร่งใสและแรงจูงใจในการพัฒนาการบริการ
● เทคโนโลยีที่ดี ต้องเหมาะสม ตอบโจทย์ประชาชน และเพิ่มความโปร่งใส
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวด้วยว่า การใช้เทคโนโลยีไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณสูงหรือมีความซับซ้อน แต่ต้องเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสม คุ้มค่า และช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชนได้จริง ยกตัวอย่างเช่น การนำระบบ Traffy Fondue มาใช้ตรวจสอบรอยร้าวอาคารหลังเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งช่วยสแกนอาคารที่ไม่มีปัญหาหนักออกไปได้ถึง 90%
นอกจากนี้ เทคโนโลยีและการเปิดเผยข้อมูล (Open Data) ยังเป็น “แสงสว่าง” เพื่อช่วยป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะความทุจริตมักจะกลัวแสงสว่างและการตรวจสอบจากภาคประชาชน
● เมืองจะพัฒนาได้ เมื่อรัฐและประชาชน “ไว้ใจกัน”
ในส่วนของโครงการปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น ปัจจุบันมีการปลูกแล้วกว่า 2.5 ล้านต้น “นี่คือตัวอย่างของพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เมืองจะเดินหน้าได้เมื่อทุกคนช่วยกัน” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ย้ำ
● จาก “สโลแกน” สู่ “แผนปฏิบัติการ”
ด้านยุทธศาสตร์ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้อธิบายว่า การบริหารเมือง ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยสโลแกนที่สวยงามเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือ “การลงมือทำจริง” ผ่านกระบวนการ 3 ขั้นตอน คือ การวิเคราะห์สถานการณ์ (Situation Analysis) การกำหนดนโยบาย (Policy) และที่สำคัญที่สุดคือแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่มีรายละเอียดชัดเจนเพื่อให้คนทำงานกว่า 80,000 คน รู้หน้าที่และขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันได้ทันที
● “Learning” สำคัญกว่า “Education” ในโลกอนาคต
จากนั้นได้ฝากข้อคิดถึงนักเรียนว่า การศึกษา (Education) คือระบบการเรียนรู้ที่ถูกออกแบบไว้ตามหลักสูตร แต่การเรียนรู้ (Learning) คือการเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจและอยากค้นหา และสิ่งสำคัญของการเป็นนักเรียนคือการมีความ “อยากรู้อยากเห็น” และกล้าตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว เพราะโลกอนาคตต้องอาศัยการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งเปรียบเสมือนการ “สะสมจุดของชีวิต” โดยการอ่านหนังสือให้เยอะ คุยให้เยอะ และตั้งคำถามให้มาก แม้ในตอนนี้เราจะยังไม่รู้ว่าจะนำไปใช้อย่างไร แต่ในอนาคตเราจะสามารถ “เชื่อมโยงจุด” เหล่านั้นมาเป็นคำตอบของชีวิตได้
● “ระเบียบวินัย” คือรากฐานของอิสระในชีวิต
ในช่วงท้าย ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้ให้ข้อคิดเรื่องวินัยว่า “ระเบียบวินัยเป็นสิ่งที่สร้างนิสัยที่ดี และเป็นพื้นฐานสำคัญในการไปถึงเป้าหมายในชีวิต” และได้หยิบยกแนวคิดของอีลิอุด คิปโชเก้ ตํานานนักวิ่งมาราธอนชาวเคนยา โดยกล่าวว่า “คนที่มีวินัยเท่านั้น จึงจะมีอิสระในชีวิต เพราะหากไม่มีวินัย เราจะกลายเป็นทาสของอารมณ์และไปไม่ถึงสิ่งที่ตั้งใจไว้”
พร้อมทิ้งท้ายด้วยแนวคิดว่า “ความโชคดี = โอกาส + ความพร้อม” โดยกล่าวว่า โอกาสเกิดขึ้นกับทุกคนอยู่เสมอ แต่หากไม่เตรียมความพร้อมหรือสะสมความรู้ไว้ ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนโอกาสนั้นให้กลายเป็นความโชคดีได้
ด้าน นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเสริมว่า ปัญหาต่าง ๆ ในเมืองสามารถเป็น “ต้นทุน” และ “เชื้อเพลิง” สำคัญในการพัฒนาเมืองได้ เพราะการทำงานเพื่อสังคมไม่ได้เริ่มต้นจากความรู้ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการลงมือเผชิญปัญหาและกล้าคิดหาทางแก้ไข
ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้อวยพรให้นักเรียนทุกคนประสบความสำเร็จในชีวิต มีความพร้อมอยู่เสมอ และเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติต่อไปในอนาคต
