TECH & AI

'งานคนข่าว'เคลมเป็นคอนเทนต์อินฟลูฯ กม.ลิขสิทธิ์-PDPA คุ้มครองอย่างไร?



การที่อินฟลูเอนเซอร์นำคลิปข่าวของสำนักข่าวหรือนักข่าวภาคสนามไป "รีโพสต์ (Repost)" หรือ "รีแพ็ก (Repack)" โดยตัดต่อใส่หน้าหรือเสียงของตัวเองเข้าไป เพื่อสร้างยอดไลก์ยอดแชร์ มักจะสร้างความรู้สึกไม่เป็นธรรมให้กับคนทำงานที่ลงแรงไปจริง ๆ

นางสาววีรินทร์ อรวัฒนพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ สคส. กล่าวว่า หากเรานำแว่นตาทางกฎหมายมาจับเรื่องนี้ จะพบว่าพฤติกรรมดังกล่าวคาบเกี่ยวอยู่บนเส้นแบ่งของกฎหมาย 2 ฉบับหลัก ๆ คือ กฎหมายลิขสิทธิ์ และ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ซึ่งทำหน้าที่คุ้มครองคนละมุมกัน ดังนี้

มุมกฎหมายลิขสิทธิ์ จะ "คุ้มครองหยาดเหงื่อและความคิดสร้างสรรค์" ตามหลักกฎหมายคลิปข่าว ภาพถ่าย หรือเสียงรายงานข่าว ถือเป็น "งานแพร่เสียงแพร่ภาพ" หรือ "งานโสตทัศนวัสดุ" ที่ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์ขึ้น โดยที่สำนักข่าวหรือตัวนักข่าว (ตามแต่สัญญาจ้าง) เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ การนำไปใช้ที่เข้าข่ายละเมิดได้แก่ การดูดคลิป ตัดต่อ ดัดแปลง หรือเอาไปเผยแพร่ซ้ำในช่องทางของตัวเองเพื่อประโยชน์ทางการค้า อย่างการสร้างยอดวิว หาโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการ "ดัดแปลงและเผยแพร่ต่อสาธารณชน" ซึ่งผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ชัดเจน การใช้ข้ออ้าง "ใช้โดยชอบธรรม" (Fair Use) อินฟลูฯ มักอ้างว่าทำเพื่อวิจารณ์หรือรายงานข่าวต่อ แต่ในความเป็นจริง หากการนำไปใช้นั้นขัดต่อการแสวงหาประโยชน์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ เช่น คนไปดูที่ช่องอินฟลูฯ จนไม่ดูช่องหลัก หรือ กระทบกระเทือนสิทธิ์เกินสมควร จะไม่เข้าข่าย Fair Use

มุม PDPA จะ"คุ้มครองตัวตนและข้อมูลส่วนบุคคล" จากที่หลายคนสงสัยว่า "คลิปข่าวมีหน้าคน มีเสียงคน เอาไปรีแพ็กแล้วจะผิด PDPA ไหม?" ต้องเข้าใจก่อนว่า PDPA คุ้มครอง "ข้อมูลส่วนบุคคล" อย่างภาพใบหน้า เสียง ข้อมูลที่ระบุตัวตนบุคคลธรรมดาได้ ดังนั้น การพิจารณาจึงแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือบุคคลที่อยู่ในคลิปข่าวนั้น หรือแหล่งข่าว หรือประชาชนในคลิป

โดยทั่วไป นักข่าวภาคสนามได้รับยกเว้นตาม PDPA มาตรา 4(3) ให้สามารถเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลเพื่อกิจกรรมสื่อสารมวลชนได้ตราบใดที่ทำตามจริยธรรมวิชาชีพ แต่เมื่ออินฟลูฯ นำคลิปนั้นไปใช้ ซึ่งอินฟลูฯ ไม่ใช่สื่อมวลชนตามข้อยกเว้น หากนำภาพใบหน้าของบุคคลในคลิปไปใช้ตัดต่อ ย่ำยี ล้อเลียน หรือทำให้เกิดความเสียหาย โดยที่เจ้าตัวไม่ได้ยินยอม และไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ เช่น ไม่ใช่ประโยชน์สาธารณะ แต่ทำเพื่อยอดวิวส่วนตัว กรณีนี้อาจจะเข้าข่ายละเมิด PDPA   ส่วนที่สองคือตัวนักข่าวที่ปรากฏในคลิป

หากอินฟลูฯ เอาคลิปที่มีหน้าและเสียงของนักข่าวไปตัดต่อในลักษณะที่ทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นคอนเทนต์ร่วมกัน  หรือนำภาพนักข่าวไปใช้ในเชิงพาณิชย์เพื่อดึงดูดคนเข้าช่องตัวเอง รวมถึงเอาไปวิพากษ์วิจารณ์ในทางที่เสียหายเกินกว่าเหตุ  การนำ "ภาพใบหน้าและเสียง" ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของนักข่าวไปใช้โดยไม่มีฐานทางกฎหมาย เช่น ไม่ได้รับความยินยอม และไม่ใช่การทำสัญญา ก็สามารถมองเป็นการละเมิด PDPA ได้เช่นกัน

ดังนั้นอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ในมุม PDPA ก็คือ จะผิดก็ต่อเมื่อมีการนำ "ภาพใบหน้า เสียง หรือข้อมูลของบุคคลในคลิป" ไปใช้ประโยชน์ส่วนตนหรือเชิงพาณิชย์ โดยไม่มีเหตุผลอันชอบด้วยกฎหมายรองรับ และสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือเสียหายแก่เจ้าของข้อมูล

การสร้างสรรค์ผลงานในยุคนี้ ความฉลาดในการหาคอนเทนต์ต้องมาพร้อมกับ "รสนิยมและความเคารพ" ในหยาดเหงื่อของผู้อื่น การอ้างว่า "ใคร ๆ ก็ทำกัน" ไม่สามารถใช้เป็นข้อต่อสู้ทางกฎหมายได้ หากต้องการหยิบยกประเด็นมาเล่า ควรใช้การ "เล่าเรื่องใหม่ด้วยตัวเอง" ซึ่งปัจจุบัน platform ก็ได้มีนโยบายผลักดันยอดวิวให้กับ content ที่มีคุณภาพและผลิตด้วยตนเองเพื่อยกระดับธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในโลกดิจิทัลอีกด้วย