BANGKOK

กทม.ชี้ขั้นตอนดำเนินการหลังป.ป.ช.ชี้มูล ความผิดอดีตหัวหน้าฝ่ายโยธาสังกัดกทม.



กรุงเทพฯ-นางสาวระพีพรรณ พุทธานุ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าหน้าที่ สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดอดีตหัวหน้าฝ่ายโยธา สังกัด กทม. ร่ำรวยผิดปกติว่า เมื่อ กทม. ได้รับแจ้งมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีดังกล่าว ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งของผู้ถูกกล่าวหาจะต้องดำเนินการสั่งลงโทษไล่ออกภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งมติจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยไม่ต้องสอบสวนทางวินัยเพิ่มเติม ตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 สำหรับการดำเนินการทางวินัย กทม. ไม่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน หรือคณะกรรมการสอบสวนขึ้นใหม่ เนื่องจากเป็นกรณี  ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลว่าเจ้าหน้าที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการลงโทษไล่ออกตามมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยไม่ต้องสอบสวน

ทั้งนี้ กทม. ได้มีหนังสือที่ กท 0307/ว 50 ลงวันที่ 9 มี.ค. 69 กำชับแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สำนักการโยธาและฝ่ายโยธาสำนักงานเขตทุกแห่ง ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้อง โปร่งใส และเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักธรรมาภิบาลและจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและแจ้งเบาะแส หากพบพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต การประวิงเวลา การเรียกรับผลประโยชน์ หรือประโยชน์โดยมิชอบ ผ่านระบบ Traffy Fondue สายด่วน 1555 หรือร้องเรียนโดยตรงต่อศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตกรุงเทพมหานคร (ศปท.กทม.) เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นายประพาส เหลืองศิรินภา ผู้อำนวยการสำนักการโยธา (สนย.) กทม. กล่าวถึงมาตรการควบคุม ตรวจสอบ และกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่โยธาให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส เพื่อป้องกันปัญหาการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นในทุกขั้นตอนว่า สนย. ได้มีหนังสือสั่งการและกำชับเน้นย้ำไปยังข้าราชการและบุคลากรของ สนย. อย่างต่อเนื่องและเด็ดขาด ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และยึดหลักความถูกต้องตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ข้อบัญญัติ กทม. และระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ห้ามมิให้ใช้ดุลพินิจที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ใดผู้หนึ่ง นอกจากนี้ กทม. ได้นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้สนับสนุนการปฏิบัติงาน เพื่อลดการใช้ดุลพินิจ เพิ่มความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบการดำเนินงานย้อนหลังได้ อาทิ ระบบ BMA OSS (Bangkok Metropolitan Administration One Stop Service) ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ยกระดับความโปร่งใส ในกระบวนการปฏิบัติงานของภาครัฐ โดยระบบดังกล่าวช่วยลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ขออนุญาต ลดโอกาสในการเจรจาต่อรอง หรือเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ ช่วยลดการใช้ดุลพินิจส่วนบุคคล เนื่องจากระบบได้กำหนดมาตรฐานและระยะเวลาในแต่ละขั้นตอนการพิจารณาไว้อย่างชัดเจน รวมทั้งสามารถตรวจสอบการดำเนินงานได้ทุกขั้นตอน โดยประชาชนสามารถติดตามสถานะคำขอของตนเองได้แบบเรียลไทม์ ขณะที่ผู้บริหารสามารถตรวจสอบระยะเวลาการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลาว่ามีการประวิงเวลา หรือเกิดความล่าช้าในขั้นตอนใดหรือไม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือในการให้บริการประชาชนของ กทม. ต่อไป